ขั้นเงินเดือนตำรวจ 2569 เลื่อนยังไง ส.ต.ต. ถึง ด.ต. กี่ปี
ตอบสั้นก่อน ตำรวจยังใช้ระบบ "ขั้น" ไม่ใช่ระบบเปอร์เซ็นต์แบบข้าราชการพลเรือน โดยเลื่อนปีละ 2 รอบคือ 1 เมษายน กับ 1 ตุลาคม คนที่ผ่านเงื่อนไขจะได้ครึ่งขั้นเป็นพื้น ส่วนคนที่จะได้เต็มหนึ่งขั้นถูกจำกัดด้วยโควตาของหน่วย ส่วนการเลื่อนยศเป็นคนละแกนกัน กฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งยศ พ.ศ. 2567 กำหนดให้ชั้นประทวนต้องครองยศละ 3 ปี ดังนั้นจาก ส.ต.ต. ไปถึง ด.ต. ใช้เวลาอย่างน้อย 12 ปี และร่นลงได้ถ้าบรรจุด้วยคุณวุฒิที่สูงกว่าเกณฑ์ทั่วไป บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือเลื่อนขั้นเงินเดือน อะไรคือเลื่อนยศ และอะไรคือเลื่อนระดับ ป.1 ถึง ป.3
12 ปี
ระยะเวลาขั้นต่ำจาก ส.ต.ต. ถึง ด.ต.
ครองยศละ 3 ปี × 4 ช่วง ตามกฎ ก.ตร. แต่งตั้งยศ พ.ศ. 2567 · เงินเดือนเลื่อนคนละแกน ปีละ 2 รอบ
ในคู่มือนี้
- 1. ตำรวจเลื่อนขั้นเงินเดือนปีละ 2 รอบ ไม่ใช่ระบบเปอร์เซ็นต์
- 2. ใครได้ครึ่งขั้น ใครได้เต็มหนึ่งขั้น และโควตาจำกัดแค่ไหน
- 3. เลื่อนยศชั้นประทวน ส.ต.ต. ถึง ด.ต. ใช้เวลากี่ปี
- 4. เลื่อนยศ กับ เลื่อนระดับเงินเดือน ป.1 ถึง ป.3 คนละเรื่องกัน
- 5. ทางลัดที่มีอยู่จริง วุฒิสูงกว่าเกณฑ์ช่วยร่นได้กี่ปี
- 6. ก่อนจะนับปีครองยศ ต้องผ่านสนาม นสต. ให้ได้ก่อน
ตำรวจเลื่อนขั้นเงินเดือนปีละ 2 รอบ ไม่ใช่ระบบเปอร์เซ็นต์
จุดที่คนนอกวงการเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าตำรวจขึ้นเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์เหมือนข้าราชการพลเรือน ความจริงคือตำรวจยังนับเป็น "ขั้น" อยู่ แต่ละรอบจะได้ครึ่งขั้นหรือหนึ่งขั้น แล้วเงินเดือนขยับตามช่องขั้นในบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ไม่ใช่คูณด้วยอัตราร้อยละของฐานเงินเดือนแบบสายพลเรือน
ฐานกฎหมายของเรื่องนี้คือมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่ให้พิจารณาเลื่อนเงินเดือนโดยคำนึงถึงคุณภาพและปริมาณงาน ประสิทธิภาพประสิทธิผลของงาน ความสามารถและความอุตสาหะ ตลอดจนการรักษาวินัย ตามรายงานของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น โดยรายละเอียดวิธีปฏิบัติอยู่ในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 คู่กับระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566
รอบการเลื่อนผูกกับปีงบประมาณซึ่งเริ่ม 1 ตุลาคมถึง 30 กันยายน แบ่งเป็นครึ่งปีแรก 1 ตุลาคมถึง 31 มีนาคม ผลออกวันที่ 1 เมษายน และครึ่งปีหลัง 1 เมษายนถึง 30 กันยายน ผลออกวันที่ 1 ตุลาคม ตามแนวทางปฏิบัติที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งเวียนไว้ หน่วยจะเริ่มพิจารณาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมและ 1 กันยายน แล้วต้องออกคำสั่งให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคมและ 30 กันยายนตามลำดับ
อีกวันที่ต้องจำคือวันนับตัว หน่วยจะนับจำนวนคนที่ดำรงตำแหน่งในสังกัดตามคำสั่งแต่งตั้ง ณ วันที่ 1 มีนาคม เพื่อคำนวณโควตาของรอบเมษายน และนับ ณ วันที่ 1 กันยายนพร้อมใช้ฐานเงินเดือนวันเดียวกันคำนวณวงเงินงบประมาณของรอบตุลาคม คนที่เพิ่งบรรจุหลังวันนับตัวจึงยังไม่ถูกนับเข้าไปในโควตารอบนั้น ตัวอย่างที่ตรงกับคนสอบ นสต. มากคือผู้ที่บรรจุเป็นพลตำรวจสำรองในวันที่ 1 เมษายน จะยังนำมาคำนวณโควตาเลื่อน 2 ขั้นของปีนั้นไม่ได้
| ขั้นตอน | รอบ 1 เม.ย. | รอบ 1 ต.ค. |
|---|---|---|
| ครึ่งปีที่นำมาประเมิน | 1 ต.ค. – 31 มี.ค. | 1 เม.ย. – 30 ก.ย. |
| วันนับตัวคำนวณโควตา | 1 มี.ค. | 1 ก.ย. |
| หน่วยเริ่มพิจารณา | 1 มี.ค. | 1 ก.ย. |
| ออกคำสั่งให้เสร็จภายใน | 31 มี.ค. | 30 ก.ย. |
| ผลการเลื่อนมีผลตั้งแต่ | 1 เม.ย. | 1 ต.ค. |
อ้างอิงแนวทางปฏิบัติในการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจที่ ตร. แจ้งเวียน (หนังสือ ตร. ที่ 0009.251/ว 4531 ลง 28 พ.ย. 2566) — กรอบวันอาจปรับได้ตามหนังสือเวียนของแต่ละปี
ใครได้ครึ่งขั้น ใครได้เต็มหนึ่งขั้น และโควตาจำกัดแค่ไหน
โครงสร้างการตัดสินใจเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือด่านคุณสมบัติว่าใครมีสิทธิ์ได้เลื่อนครึ่งขั้นบ้าง ชั้นที่สองคือโควตาว่าในบรรดาคนที่มีสิทธิ์ ใครจะได้ขยับเต็มหนึ่งขั้น พูดง่าย ๆ คือครึ่งขั้นเป็นพื้นฐานของคนที่ทำงานปกติไม่มีปัญหา ส่วนเต็มขั้นเป็นของที่มีจำนวนจำกัดและต้องแย่งกันในหน่วยของตัวเอง
ด่านคุณสมบัติที่ฝ่ายกำลังพลใช้เช็กมีหลายข้อ ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือต้องบรรจุหรือทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 เดือนในครึ่งปีนั้น ต้องปฏิบัติหน้าที่ครบ 6 เดือนโดยลาไม่เกิน 23 วัน ต้องไม่ลาหรือมาสายเกินจำนวนครั้งที่ ตร. กำหนด ซึ่งกำหนดไว้ที่ลา 15 ครั้งและสาย 18 ครั้ง ต้องไม่ขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ไม่ถูกลงโทษทางวินัยถึงที่สุดสูงกว่าภาคทัณฑ์ และมีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกลางขึ้นไป การลาบางประเภทเช่นลาคลอดบุตร ลาป่วยจากการปฏิบัติหน้าที่ ลาพักผ่อน และลาอุปสมบทหรือประกอบพิธีฮัจย์ มีเงื่อนไขยกเว้นเฉพาะของตัวเอง
ชั้นที่สองคือโควตา รอบ 1 เมษายนจะจัดสรรโควตาเลื่อน 1 ขั้น โดยกลุ่มผู้บังคับการขึ้นไปได้ไม่เกินร้อยละ 25 และกลุ่มรองผู้บังคับการลงมาได้ไม่เกินร้อยละ 29 ส่วนรอบ 1 ตุลาคมจะจัดสรรโควตาเลื่อน 2 ขั้นในสัดส่วนเดียวกัน พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณไม่เกินร้อยละ 5.5 และร้อยละ 5.9 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีนโยบายเดิมของ ก.ตร. ที่ห้ามเลื่อนให้คนเดิม 2 ขั้นทั้งปีติดต่อกันเป็นปีที่สาม
จุดที่คนเพิ่งบรรจุควรรู้คือโควตาไม่ได้คิดรวมทั้งประเทศ แต่คิดตาม "หน่วยจัดทำบัญชี" ซึ่งสำหรับกลุ่มผู้บังคับหมู่ลงมาก็คือระดับกองกำกับการ สถานีตำรวจนครบาล สถานีตำรวจภูธร หรือด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ตัวเองสังกัด แปลว่า ส.ต.ต. จบใหม่แข่งกับเพื่อนร่วมโรงพักตัวเอง ไม่ได้แข่งกับตำรวจทั้งกองบัญชาการ และการพิจารณายังแบ่งข้าราชการตำรวจออกเป็น 7 กลุ่มตามระดับตำแหน่ง ตั้งแต่กลุ่มผู้บังคับหมู่ลงมาไปจนถึงกลุ่มผู้บังคับการขึ้นไป เพื่อไม่ให้คนต่างระดับมาชิงโควตากันเอง
อีกกรณีที่พบมากในตำรวจอายุราชการยาวคือเงินเดือนชนเพดานของระดับไปแล้ว คนกลุ่มนี้จะไม่ได้ขยับตัวเลขเงินเดือนอีก แต่เปลี่ยนเป็นรับเงินตอบแทนพิเศษแทน คิดเป็นร้อยละ 2 ของเงินเดือนสำหรับครึ่งขั้น ร้อยละ 4 สำหรับหนึ่งขั้น และรวมทั้งปีสูงสุดร้อยละ 6 ส่วนคนที่ใกล้เต็มขั้นจะได้เลื่อนจนเต็มก่อน แล้วส่วนที่เหลือจึงจ่ายเป็นเงินตอบแทนพิเศษ
| รอบและสิ่งที่จัดสรร | กลุ่ม ผบก. ขึ้นไป | กลุ่ม รอง ผบก. ลงมา |
|---|---|---|
| 1 เม.ย. — โควตาเลื่อน 1 ขั้น | ไม่เกินร้อยละ 25 | ไม่เกินร้อยละ 29 |
| 1 ต.ค. — โควตาเลื่อน 2 ขั้น | ไม่เกินร้อยละ 25 | ไม่เกินร้อยละ 29 |
| 1 ต.ค. — กรอบวงเงินงบประมาณ | ไม่เกินร้อยละ 5.5 | ไม่เกินร้อยละ 5.9 |
ส.ต.ต. ถึงผู้บังคับหมู่อยู่ในกลุ่ม "รอง ผบก. ลงมา" และแข่งโควตาภายในหน่วยจัดทำบัญชีของตัวเอง เช่น สภ. หรือ สน. ที่สังกัด · เศษโควตาที่เหลือจะถูกรวมไปจัดสรรเพิ่มในระดับ บก. หรือ บช.
เลื่อนยศชั้นประทวน ส.ต.ต. ถึง ด.ต. ใช้เวลากี่ปี
กฎที่ใช้อยู่ตอนนี้คือกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งยศ พ.ศ. 2567 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนที่ 33 ก วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 และใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ กฎฉบับนี้วางกติกาว่าคนที่บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนจะได้รับแต่งตั้งยศต่ำสุดคือสิบตำรวจตรี ส่วนชั้นสัญญาบัตรเริ่มที่ร้อยตำรวจตรี
เกณฑ์เวลาของชั้นประทวนกำหนดไว้สองแบบให้เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง แบบแรกคือจำนวนปีที่รับราชการในชั้นยศนั้น ซึ่งเท่ากับ 3 ปีทุกยศตั้งแต่ ส.ต.ต. ส.ต.ท. ส.ต.อ. ไปจนถึง จ.ส.ต. แบบที่สองคือจำนวนปีราชการรวมนับแต่วันเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนครั้งแรก ซึ่งกำหนดไว้ที่ 3 ปี 6 ปี 9 ปี และ 12 ปีตามลำดับ ถ้าเลือกใช้เกณฑ์ปีราชการรวม ยังมีเงื่อนไขพ่วงว่าต้องครองยศปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีด้วย
เมื่อบวกกันทั้งเส้น คนที่บรรจุด้วยเกณฑ์ทั่วไปจึงใช้เวลาอย่างน้อย 12 ปีจาก ส.ต.ต. ถึง ด.ต. และคำว่าอย่างน้อยสำคัญมาก เพราะกฎกำหนดจำนวนปีเป็นเพดานล่าง ไม่ได้แปลว่าครบปีแล้วจะได้อัตโนมัติทันที ยังมีองค์ประกอบอื่นที่ต้องครบพร้อมกันตามที่จะอธิบายในหัวข้อถัดไป ส่วนดาบตำรวจเป็นยศสูงสุดของชั้นประทวน จึงไม่มีเกณฑ์ปีสำหรับเลื่อนต่อภายในชั้นนี้ ทางไปต่อคือข้ามไปชั้นสัญญาบัตร
รายละเอียดการนับปีก็มีกติกาของมันเอง โดยหลักให้นับเต็มปีคือ 12 เดือน ยกเว้นการแต่งตั้งขึ้นเป็นสิบตำรวจโทหรือร้อยตำรวจโท ที่ให้นับเศษของปีไม่น้อยกว่า 8 เดือนเป็นหนึ่งปี ซึ่งเป็นการผ่อนปรนเฉพาะขั้นที่สองของแต่ละชั้นเท่านั้น นอกจากนี้วันราชการทวีคูณไม่ถูกนำมานับรวม และผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัยสูงกว่าภาคทัณฑ์หรือถูกศาลพิพากษาลงโทษ จะถูกงดนับจำนวนปีในชั้นยศปัจจุบัน 1 ปีต่อการถูกลงโทษหนึ่งครั้ง โดยยกเว้นคดีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทและคดีความผิดลหุโทษ
เรื่องวันที่มีผลก็ควรรู้ไว้ ถ้าคุณสมบัติครบในเดือนใด การแต่งตั้งยศจะมีผลตั้งแต่วันที่หนึ่งของเดือนถัดไป ยกเว้นการแต่งตั้งยศพันตำรวจตรีขึ้นไปที่ให้มีผลตั้งแต่วันที่คุณสมบัติครบถ้วน เท่ากับว่าคนที่ครบเงื่อนไขกลางเดือนจะได้ยศต้นเดือนหน้า ไม่ใช่ย้อนหลังไปวันที่ครบพอดี
| ยศที่ครองอยู่ | ปีที่ต้องรับราชการในชั้นยศนั้น | หรือปีราชการรวม |
|---|---|---|
| สิบตำรวจตรี (ส.ต.ต.) | 3 ปี | 3 ปี |
| สิบตำรวจโท (ส.ต.ท.) | 3 ปี | 6 ปี |
| สิบตำรวจเอก (ส.ต.อ.) | 3 ปี | 9 ปี |
| จ่าสิบตำรวจ (จ.ส.ต.) | 3 ปี | 12 ปี |
| ดาบตำรวจ (ด.ต.) | — | — |
ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเลือกเกณฑ์ปีราชการรวม ต้องครองยศปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี · ปีราชการรวมนับแต่วันเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนครั้งแรก โดยไม่นับวันราชการทวีคูณ
เส้นทางยศชั้นประทวน — ปีราชการสะสมขั้นต่ำ (ปี)
ส.ต.ต. → ส.ต.ท.ครองยศ 3 ปี
0–3
ส.ต.ท. → ส.ต.อ.ครองยศ 3 ปี
3–6
ส.ต.อ. → จ.ส.ต.ครองยศ 3 ปี
6–9
จ.ส.ต. → ด.ต.ครองยศ 3 ปี
9–12
ตัวเลขบนแถบคือช่วงปีราชการสะสม ไม่ใช่จำนวนเงิน · เป็นเพดานล่างตามกฎ ก.ตร. เท่านั้น ของจริงยังต้องมีตำแหน่งและระดับเงินเดือนรองรับด้วย
เลื่อนยศ กับ เลื่อนระดับเงินเดือน ป.1 ถึง ป.3 คนละเรื่องกัน
หลายคนสับสนว่าได้ยศใหม่แล้วเงินเดือนต้องกระโดด ความจริงคือมีสามแกนที่ขยับคนละจังหวะ แกนแรกคือขั้นเงินเดือนที่เลื่อนปีละสองรอบ แกนที่สองคือยศที่เลื่อนตามจำนวนปีครองยศ และแกนที่สามคือระดับเงินเดือนซึ่งเป็นช่องที่กำหนดเพดานว่าคุณไปได้ไกลแค่ไหน
มาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ผูกระดับเข้ากับยศไว้ชัดเจน ส.ต.ต. ส.ต.ท. ส.ต.อ. และ จ.ส.ต. อยู่ในระดับ ป.1 เหมือนกันหมด จ่าสิบตำรวจอัตราพิเศษอยู่ในระดับ ป.2 และดาบตำรวจอยู่ในระดับ ป.3 นั่นแปลว่าการเลื่อนจาก ส.ต.ต. เป็น ส.ต.ท. หรือ ส.ต.อ. ไม่ได้ทำให้ระดับเงินเดือนเปลี่ยน ยังอยู่ ป.1 เท่าเดิม สิ่งที่ทำให้เงินเดือนโตในช่วงนั้นคือการเลื่อนขั้นทุกรอบเมษายนและตุลาคมล้วน ๆ
จุดเปลี่ยนระดับจริง ๆ อยู่ตอนขึ้นเป็นจ่าสิบตำรวจอัตราพิเศษและดาบตำรวจ เพราะเพดานขยับจาก ป.1 ไป ป.2 และ ป.3 ซึ่งเป็นช่องที่กว้างขึ้นมาก ตารางช่วงเงินเดือนของทุกระดับตั้งแต่ พ.1 ถึง ส.9 เรากางไว้ครบแล้วในบทความเงินเดือนตำรวจทุกระดับ ตามลิงก์อ่านต่อท้ายหน้านี้ จึงไม่ขอทำซ้ำตรงนี้
ที่น่าสนใจกว่าคือความสัมพันธ์แบบสองทางระหว่างสามแกนนี้ กฎ ก.ตร. แต่งตั้งยศ พ.ศ. 2567 ข้อ 4 กำหนดองค์ประกอบของการแต่งตั้งยศสูงขึ้นไว้สามข้อพร้อมกัน คือต้องดำรงตำแหน่งซึ่งมีระดับเงินเดือนของชั้นยศที่จะแต่งตั้งได้ ต้องมีจำนวนปีที่รับราชการตามที่กำหนด และต้องรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำสุดของยศที่จะแต่งตั้ง
อ่านให้ดีจะเห็นว่าเงินเดือนไม่ได้เป็นแค่ผลของยศ แต่เป็นเงื่อนไขของยศด้วย คนที่โดนตัดสิทธิ์เลื่อนขั้นเพราะวินัยหรือวันลา นอกจากเงินเดือนจะโตช้าแล้ว ยังเสี่ยงติดเงื่อนไขข้อ 4.3 ตอนถึงคิวเลื่อนยศอีกต่อหนึ่ง ในทางกลับกันคนที่ครบปีครองยศแล้วแต่ยังไม่มีตำแหน่งที่รองรับระดับเงินเดือนของยศใหม่ ก็ต้องรอเช่นกัน สรุปคือครบปีอย่างเดียวไม่พอ ต้องครบทั้งสามข้อพร้อมกัน
ทางลัดที่มีอยู่จริง วุฒิสูงกว่าเกณฑ์ช่วยร่นได้กี่ปี
กฎ ก.ตร. แต่งตั้งยศ พ.ศ. 2567 ข้อ 7.2 เปิดข้อยกเว้นให้คนที่บรรจุด้วยคุณวุฒิสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไป โดยผู้ที่บรรจุด้วยประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง อนุปริญญา หรือเทียบเท่า ให้รับราชการในชั้นยศสิบตำรวจตรีเพียง 2 ปี ส่วนผู้ที่บรรจุด้วยปริญญาตรี หรือประกาศนียบัตรจากโรงเรียนนายสิบตำรวจที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่าสองปีต่อจากวุฒิ ปวส. อนุปริญญา หรือเทียบเท่า ให้รับราชการในชั้นยศสิบตำรวจตรี 1 ปี และสิบตำรวจโท 2 ปี
ข้อยกเว้นนี้ครอบคลุมเฉพาะสองยศแรกเท่านั้น ส่วน ส.ต.อ. และ จ.ส.ต. ยังคงยศละ 3 ปีเท่าเดิมทุกกรณี ถ้าคิดเลขตามเกณฑ์ตรง ๆ ผู้ที่เข้าเงื่อนไขวุฒิปริญญาตรีจะใช้เวลารวมประมาณ 9 ปีจนถึงดาบตำรวจ ส่วนผู้ที่เข้าเงื่อนไข ปวส. หรืออนุปริญญาจะอยู่ราว 11 ปี เทียบกับ 12 ปีของเกณฑ์ทั่วไป ตัวเลขรวมนี้เป็นการคำนวณจากเพดานล่างในกฎ ของจริงยังต้องผ่านองค์ประกอบเรื่องตำแหน่งและเงินเดือนตามข้อ 4 ด้วย
มีกับดักหนึ่งที่คนตั้งใจเรียนต่อระหว่างรับราชการควรระวัง ข้อ 9 ของกฎฉบับเดียวกันกำหนดว่าผู้ที่จะใช้สิทธิ์ตามคุณวุฒิได้ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการบรรจุให้ได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒินั้น หรือเป็นผู้ได้รับอนุญาต ได้รับอนุมัติ หรือได้รับทุนรัฐบาลให้ไปศึกษาตามระเบียบของทางราชการเท่านั้น การไปลงเรียนเองโดยไม่ผ่านขั้นตอนขออนุญาตให้ถูกระเบียบ จึงอาจไม่ถูกนับให้ตอนพิจารณายศ
อีกเส้นทางคือข้ามไปชั้นสัญญาบัตรเลย ทางหลักคือสอบเลื่อนชั้นผ่านหลักสูตรฝึกอบรมข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มักเรียกกันว่า กอส. ซึ่งโดยทั่วไปต้องมีวุฒิปริญญาตรีตามที่หน่วยกำหนดและมีอายุราชการตามเกณฑ์ เมื่อข้ามไปเป็นร้อยตำรวจตรีแล้ว นาฬิกาการเลื่อนยศจะเริ่มนับตามตารางของชั้นสัญญาบัตรซึ่งเป็นยศละ 3 ปีเช่นกัน รายละเอียดของเส้นทางนี้อยู่ในบทความเงินเดือนตำรวจทุกระดับ
คำแนะนำที่ใช้ได้จริงสำหรับคนที่กำลังจะสอบ นสต. คือวางแผนวุฒิตั้งแต่ก่อนบรรจุ เพราะกติกาผูกกับ "คุณวุฒิที่ใช้บรรจุ" เป็นหลัก ไม่ใช่วุฒิที่มีติดตัวเฉย ๆ และถ้าจะเรียนเพิ่มระหว่างรับราชการ ให้เดินเรื่องขออนุญาตกับฝ่ายกำลังพลให้ครบขั้นตอนตั้งแต่วันแรก
| คุณวุฒิที่ใช้บรรจุ | ครอง ส.ต.ต. | ครอง ส.ต.ท. |
|---|---|---|
| เกณฑ์ทั่วไปตามข้อ 7.1 | 3 ปี | 3 ปี |
| ปวส. อนุปริญญา หรือเทียบเท่า | 2 ปี | 3 ปี |
| ป.ตรี หรือ ปน.บ. รร.นายสิบตำรวจ หลักสูตร ≥ 2 ปีต่อจาก ปวส. | 1 ปี | 2 ปี |
ส.ต.อ. และ จ.ส.ต. ยังเป็นยศละ 3 ปีทุกกรณี · ต้องเป็นผู้ที่บรรจุให้ได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒินั้น หรือได้รับอนุญาต อนุมัติ หรือทุนรัฐบาลให้ไปศึกษาตามระเบียบ (ข้อ 9) · การตีความว่าวุฒิใดเข้าข้อไหนมีผลต่อจำนวนปีโดยตรง ให้ยืนยันกับฝ่ายกำลังพลของหน่วย
ก่อนจะนับปีครองยศ ต้องผ่านสนาม นสต. ให้ได้ก่อน
ตารางทั้งหมดข้างบนเริ่มเดินก็ต่อเมื่อคุณได้เป็น ส.ต.ต. แล้วเท่านั้น และประตูบานแรกของคนส่วนใหญ่คือข้อสอบนายสิบตำรวจ 150 ข้อ 150 คะแนน 3 ชั่วโมง แบ่งเป็นความสามารถทั่วไป 30 ข้อ ภาษาไทย 25 ข้อ เทคโนโลยีสารสนเทศ 25 ข้อ ภาษาอังกฤษ 30 ข้อ สังคม วัฒนธรรม จริยธรรมและอาเซียน 20 ข้อ และกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ 20 ข้อ
สนามนี้ไม่ได้ตัดที่เกณฑ์เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ แต่เรียงคะแนนรวมจากสูงลงมาตามจำนวนอัตราที่เปิด คะแนนที่ติดจึงขยับทุกปีตามจำนวนผู้สมัคร เป้าหมายที่ถูกต้องคือทำให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่แค่ทำให้ผ่าน โดยเฉพาะวิชาที่มีข้อเยอะอย่างภาษาอังกฤษกับความสามารถทั่วไป
ที่ snamsob.com มีคลังข้อสอบสายตำรวจ 736 ข้อ แยกตามวิชาและหัวข้อย่อยพร้อมเฉลยอธิบาย และมีชุด mock 150 ข้อจับเวลาที่จำลองการตัดแบบเรียงลำดับคะแนนเหมือนสนามจริง ทำจบแล้วจะเห็นทันทีว่าคะแนนตัวเองอยู่ตรงไหน และหัวข้อไหนที่ยังดึงคะแนนรวมลง
วิธีใช้ที่ได้ผลคือทำ mock เต็มชุดหนึ่งรอบเพื่อหาจุดอ่อน กลับไปฝึกซ่อมเฉพาะหัวข้อที่พลาดซ้ำ แล้วค่อยกลับมาทำ mock อีกชุดวัดว่าคะแนนขยับจริงไหม ลองฟรีได้ก่อนจากลิงก์ฝึกข้อสอบตำรวจท้ายหน้านี้ เพื่อดูว่าสไตล์โจทย์ตรงกับที่คุณต้องเจอหรือเปล่า
อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิงกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งยศ พ.ศ. 2567 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนที่ 33 ก วันที่ 31 พ.ค. 2567), พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 95 98 และ 99, กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566, ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 และเอกสารบรรยายการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจของฝ่ายความชอบ กองทะเบียนพล · โควตา กรอบวงเงิน และกรอบวันดำเนินการปรับได้ตามหนังสือเวียนของ ตร. แต่ละปี และมีการหารือเรื่องเปลี่ยนระบบขั้นเป็นระบบร้อยละในราชการหลายส่วนอยู่เป็นระยะ โปรดยึดกฎและหนังสือเวียนฉบับที่บังคับใช้จริงในรอบของตัวเองเป็นหลัก