สอบ นสต. 2569 คุณสมบัติครบไหม? ส่วนสูง สายตา รอยสัก เกณฑ์ที่ตกบ่อย
ตอบตรง ๆ ก่อน คนที่พลาดการสอบนายสิบตำรวจ (นสต.) จำนวนไม่น้อยไม่ได้ตกเพราะข้อเขียน แต่ตกเพราะ “คุณสมบัติ” ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้าห้องสอบ หรือสอบข้อเขียนติดแล้วมาตกด่านตรวจร่างกายทีหลัง ซึ่งเสียดายกว่ามาก เพราะอ่านหนังสือมาทั้งปีแล้วมาจบที่ส่วนสูงขาดไป 1 เซนติเมตร ตาบอดสีอ่อน ๆ ที่ไม่เคยรู้ตัว หรือรอยสักที่ลบแล้วแต่ยังเห็นเงาอยู่ บทความนี้รวมเกณฑ์ที่คนตกบ่อยที่สุดไว้ให้ครบ ทั้งอายุ วุฒิ ส่วนสูงรอบอก สายตาและตาบอดสี รอยสัก ประวัติคดี การทดสอบร่างกาย และเอกสารที่พลาดตอนสมัคร โดยอ้างอิงข้อมูลที่เผยแพร่ของรอบล่าสุด คือ นสต. ประจำปี 2569 (ที่ผู้เตรียมสอบเรียกกันว่า นสต.18) จำนวน 6,000 อัตรา สายปราบปราม ซึ่งกำลังเปิดรับสมัครทางอินเทอร์เน็ตอยู่ในขณะนี้ ระหว่างวันที่ 8-19 สิงหาคม 2569 ข้อควรระวังที่ต้องบอกไว้ตั้งแต่ต้น ตัวเลขเกณฑ์ทุกตัวในหน้านี้เป็นเกณฑ์ตามประกาศรอบล่าสุดที่มีการเผยแพร่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติปรับได้ทุกรอบ ก่อนสมัครทุกครั้งต้องเปิดประกาศรับสมัครฉบับเต็มและผนวกท้ายประกาศ (โดยเฉพาะผนวกเรื่องโรคและลักษณะที่ขัดต่อการเป็นข้าราชการตำรวจ) อ่านด้วยตาตัวเองเสมอ
ในคู่มือนี้
- 1. 1. ใครสมัคร นสต. ได้บ้าง เพศ อายุ วุฒิ และไทม์ไลน์รอบล่าสุด
- 2. 2. ส่วนสูงและรอบอก ด่านแรกที่ปัดขึ้นไม่ได้
- 3. 3. สายตาและตาบอดสี ด่านที่คนตกโดยไม่เคยรู้ตัวมาก่อน
- 4. 4. รอยสัก ไฝ ปาน แผลเป็น เกณฑ์ที่ตีความยากที่สุด
- 5. 5. ประวัติคดี ยาเสพติด ล้มละลาย และการสืบประวัติ
- 6. 6. ทดสอบร่างกาย และเอกสารที่พลาดบ่อยตอนสมัคร
1. ใครสมัคร นสต. ได้บ้าง เพศ อายุ วุฒิ และไทม์ไลน์รอบล่าสุด
รอบล่าสุดคือ นสต. ประจำปี 2569 รับ 6,000 อัตรา เป็นสายปราบปราม เพศชาย เปิดรับสมัครออนไลน์ 8-19 สิงหาคม 2569 (ขณะที่บทความนี้อัปเดต ยังอยู่ในช่วงรับสมัคร และจะปิดรับในวันที่ 19 สิงหาคม 2569) ผ่านเว็บรับสมัครของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (policeadmission) ผู้สมัครแบ่งเป็นสองกลุ่มคือบุคคลภายนอกทั่วไป และทหารกองหนุนที่ผ่านการรับราชการทหารกองประจำการมาแล้ว โดยแต่ละกองบัญชาการ (ภาค 1-9 และ บช.น.) จะกำหนดจำนวนรับแยกกัน ผู้สมัครเลือกได้หน่วยเดียว
คุณสมบัติหลักที่ต้องผ่านให้ได้ก่อนอย่างอื่น คือ มีสัญชาติไทยโดยการเกิด อายุ 18-27 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันปิดรับสมัคร (รอบนี้คือวันที่ 19 สิงหาคม 2569) จุดที่พลาดบ่อยคือคนคิดอายุแบบปัดปี ทั้งที่ประกาศจะระบุ “ช่วงวันเดือนปีเกิด” เอาไว้ตรง ๆ ให้เทียบ ให้ยึดช่วงวันเกิดในประกาศเป็นหลัก อย่ายึดการคำนวณเอง เพราะคลาดกันแค่วันเดียวก็ถูกตัดสิทธิ์
วุฒิการศึกษาใช้ ม.6 หรือ ปวช. หรือเทียบเท่า ผู้ที่จบจาก กศน. ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง สมัครได้ตามปกติ แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้อง “สำเร็จการศึกษาแล้ว” ก่อนหรือภายในวันปิดรับสมัคร ไม่ใช่กำลังจะจบหรือรอผลอนุมัติ ระเบียนแสดงผลการเรียนต้องมีวันสำเร็จการศึกษาระบุชัด ซึ่งเป็นสาเหตุที่เด็ก กศน. รอบที่จบไม่ทันมักถูกตัดสิทธิ์
ส่วนภาระทางทหาร ผู้ที่ยังรับราชการทหารกองประจำการอยู่ต้องปลดประจำการทันวันที่ประกาศกำหนดเป็นวันเริ่มรับการฝึกอบรม ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือกหรืออยู่ระหว่างผ่อนผัน ให้ดูเงื่อนไขในประกาศเป็นรอบ ๆ ไป เพราะบางรอบเปิดกว้าง บางรอบเข้ม
ด้านการสอบ ค่าธรรมเนียมสมัครของรอบนี้ที่มีการเผยแพร่คือ 575 บาท (ค่าสมัคร 550 บาท บวกค่าธรรมเนียมธนาคาร 25 บาท) และข้อสอบภาควิชาการของสายปราบปรามอยู่ที่ 150 ข้อ 150 คะแนน แบ่งเป็นความสามารถทั่วไป ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีสารสนเทศ สังคมวัฒนธรรมและอาเซียน และกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ สัดส่วนข้อของแต่ละวิชาปรับได้ตามรอบ ให้ยึดตามประกาศรอบล่าสุดที่สมัคร และควรอ่านประกาศฉบับเต็มก่อนสมัครทุกครั้ง
ส่วนวันสอบข้อเขียนของรอบ 6,000 อัตรานี้ ณ วันที่อัปเดตบทความยังไม่มีการเผยแพร่กำหนดวันสอบต่อสาธารณะ จึงยังระบุวันไม่ได้ ให้ติดตามประกาศจากกองการสอบและเว็บรับสมัครโดยตรง ข้อควรระวังคืออย่าเอาวันสอบของสายอื่นมาปนกัน เพราะวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2569 ที่เห็นแชร์กันบ่อยเป็นวันสอบข้อเขียนของกลุ่มสายอำนวยการและพิสูจน์หลักฐาน (900 อัตรา) ซึ่งเป็นคนละรอบและคนละประกาศกับ นสต. สายปราบปรามรอบนี้ ส่วนรอบ นสต. ก่อนหน้า (นสต.17) สอบข้อเขียนไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2569
2. ส่วนสูงและรอบอก ด่านแรกที่ปัดขึ้นไม่ได้
เกณฑ์ที่ปรากฏในประกาศรอบล่าสุดสำหรับผู้สมัครชายสายปราบปราม คือ ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 160 เซนติเมตร และรอบอกไม่น้อยกว่า 77 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีเรื่องน้ำหนักตัวที่ต้องระวัง เพราะ “โรคอ้วน” ถูกจัดเป็นโรคที่ขัดต่อการเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ในผนวกท้ายประกาศ และแหล่งสรุปคุณสมบัติที่เผยแพร่กันทั่วไปมักระบุตรงกันว่าไม่จำกัดน้ำหนัก แต่ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต้องไม่เกิน 35 ซึ่งเป็นเกณฑ์เดียวกับที่ใช้ตัดสินภาวะอ้วนในการตรวจเลือกทหาร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้เขียนไว้ในเนื้อประกาศหน้าแรก แต่อยู่ในผนวกและกรอบดุลพินิจของแพทย์ผู้ตรวจ จึงควรยืนยันจากผนวกท้ายประกาศรอบที่สมัครอีกครั้ง โดยสรุปคือตัวสูงพอแต่น้ำหนักเกินมากก็ยังไม่ผ่าน ทั้งหมดนี้เป็นเกณฑ์ตามประกาศรอบล่าสุด และควรอ่านประกาศฉบับเต็มก่อนสมัครเสมอ เพราะตัวเลขรอบอกและ BMI เป็นจุดที่มีการปรับบ่อย
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าตัวเลขที่กรอกในระบบสมัครคือตัวเลขที่ใช้ตัดสิน ความจริงคือทุกคนต้องมาวัดจริงต่อหน้าคณะกรรมการในวันตรวจร่างกาย วัดส่วนสูงโดยไม่สวมรองเท้า และวัดรอบอกโดยใช้ค่าเฉลี่ยระหว่างหายใจเข้าเต็มที่กับหายใจออกเต็มที่ ถ้ากรอกเกินจริงแล้ววัดไม่ถึง ผลคือตกทันที และในบางกรณีอาจถูกมองว่าให้ข้อมูลเท็จด้วย
ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ ส่วนสูงของคนเราต่างกันได้ราวครึ่งถึงหนึ่งเซนติเมตรระหว่างเช้ากับเย็นจากการยุบตัวของหมอนรองกระดูก ถ้าตัวเลขของคุณอยู่ที่ราว 160.0-160.5 ซม. พอดี ให้นอนพักให้พอ ไม่แบกของหนักก่อนวันตรวจ และวัดซ้ำหลายครั้งกับหลายที่ก่อนตัดสินใจสมัคร ส่วนรอบอกเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ด้วยการฝึกอกและหลังอย่างจริงจังหลายเดือนก่อนสอบ ต่างจากส่วนสูงที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว
ถ้าส่วนสูงไม่ถึงเกณฑ์สายปราบปรามจริง ๆ อย่าเพิ่งทิ้งเป้าหมายตำรวจ ให้ไปดูสายอื่นที่ใช้เกณฑ์คนละชุด เช่น สายอำนวยการและพิสูจน์หลักฐาน (อก./พฐ.) ซึ่งรอบปี 2569 เปิดรับรวม 900 อัตรา (สายอำนวยการ 800 อัตรา และสายพิสูจน์หลักฐาน 100 อัตรา) รับอายุถึง 35 ปี และเป็นสายที่เกณฑ์ร่างกายผ่อนปรนกว่าอย่างชัดเจน ทั้งนี้รอบดังกล่าวปิดรับสมัครไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 และมีกำหนดสอบข้อเขียนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 ผู้ที่สนใจสายนี้จึงต้องรอประกาศรอบถัดไป
3. สายตาและตาบอดสี ด่านที่คนตกโดยไม่เคยรู้ตัวมาก่อน
สายปราบปรามเป็นสายที่เข้มเรื่องสายตาที่สุด เกณฑ์ที่ใช้กันมาคือผู้สมัครต้องมีสายตาปกติ ตรวจวัดด้วยแผ่นวัดสายตามาตรฐานโดยไม่สวมแว่น (ค่าปกติคือ 6/6) และต้องไม่เป็นผู้ตาบอดสี ต่างจากสายอำนวยการที่หลายรอบอนุญาตให้สวมแว่นได้ ดังนั้นคำถามยอดฮิตว่า “สายตาสั้นสอบตำรวจได้ไหม” จึงตอบสั้น ๆ ไม่ได้ ต้องแยกว่าสมัครสายอะไร และต้องอ่านผนวกท้ายประกาศรอบที่สมัครเป็นหลักเสมอ
เรื่องตาบอดสีเป็นจุดที่โหดที่สุด เพราะคนจำนวนมากใช้ชีวิตมา 20 กว่าปีโดยไม่รู้ว่าตัวเองแยกสีบางคู่ไม่ออก การตรวจใช้แผ่นทดสอบภาพตัวเลขในจุดสี (แบบ Ishihara) และเกณฑ์คือห้ามตกแม้สีเดียว ถ้าคุณกำลังคิดจะสอบตำรวจ ทหาร หรือสายที่ต้องตรวจร่างกายเข้ม สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกก่อนลงทุนติวเลยคือไปตรวจตาบอดสีที่โรงพยาบาลให้รู้ผลชัดตั้งแต่วันนี้ ค่าตรวจไม่กี่ร้อยบาท แต่ช่วยประหยัดเวลาได้เป็นปี
คำถามเรื่องทำเลสิกหรือ PRK แล้วสมัครได้ไหม ต้องตอบอย่างระมัดระวัง เพราะประกาศแต่ละรอบเขียนไม่เหมือนกัน หลักที่ใช้จริงในห้องตรวจคือแพทย์ดูค่าสายตาและสภาพดวงตา ณ วันตรวจเป็นหลัก ผู้ที่ทำเลสิกมาแล้วสายตากลับมาปกติจึงมีโอกาสผ่านการวัดค่าสายตา แต่ก็มีประเด็นเรื่องความหนากระจกตาและภาวะแทรกซ้อนที่แพทย์ผู้ตรวจใช้ดุลพินิจได้ ทางที่ปลอดภัยคือทำล่วงหน้าให้สายตานิ่งหลายเดือน เก็บเอกสารผลการผ่าตัดและใบรับรองแพทย์ไว้ให้ครบ และสอบถามกองการสอบหรือโรงพยาบาลตำรวจโดยตรงก่อนตัดสินใจ พร้อมกับอ่านผนวกโรคและลักษณะต้องห้ามในประกาศรอบล่าสุดให้จบก่อนสมัคร
นอกจากสายตาสั้นและตาบอดสี ยังมีรายการอื่นในผนวกที่ทำให้ไม่ผ่าน เช่น ตาเหล่ที่เห็นชัด ต้อบางชนิด หนังตาตก หรือความผิดปกติของลานสายตา ซึ่งคนทั่วไปมักไม่เคยตรวจมาก่อน ถ้ารู้ตัวว่าเคยมีปัญหาทางตา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินล่วงหน้า ไม่ใช่ไปรู้ผลเอาวันตรวจร่างกายจริง
4. รอยสัก ไฝ ปาน แผลเป็น เกณฑ์ที่ตีความยากที่สุด
ฐานของเกณฑ์นี้อยู่ในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งเขียนไว้ในเชิงคุณภาพว่า ผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้มีแผลเป็น ไฝ ปาน รอยสัก หูด หรือซีสต์ ที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งมีขนาดใหญ่หรือมากจนแลดูน่าเกลียด เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง ประกาศรับสมัครและคู่มือการตรวจร่างกายจะแปลงถ้อยคำนี้ให้เป็นตัวเลขที่วัดได้
หลักที่ใช้กันในทางปฏิบัติแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือรอยสักนอกร่มผ้า หมายถึงตำแหน่งที่ยังมองเห็นได้เมื่อแต่งเครื่องแบบตำรวจ เช่น ลำคอ ใบหน้า ท่อนแขนที่พ้นแขนเสื้อ มือ ส่วนนี้โดยหลักถือว่าไม่ผ่าน มีช่องเดียวที่พอจะผ่อนได้คือกรณีที่ลบหรือแก้ไขจนแลดูไม่น่าเกลียดแล้ว ซึ่งขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์และคณะกรรมการในวันตรวจ ส่วนที่สองคือรอยสักในร่มผ้า ซึ่งกำหนดเป็นขนาดรวมทั้งตัวไม่เกินจำนวนตารางเซนติเมตรที่ระบุ ตรงนี้คือจุดที่ตัวเลขขัดกันมากที่สุดและต้องระวัง
ที่มาของความสับสนคือมีตัวเลขสองชุดหมุนเวียนอยู่ ชุดแรกคือ 16 ตารางเซนติเมตร ซึ่งมาจากกรอบดุลพินิจการตรวจร่างกายของโรงพยาบาลตำรวจ ฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ที่เขียนว่ารอยสักมีได้แต่รวมทุกส่วนของร่างกายต้องไม่เกิน 16 ตารางเซนติเมตร ชุดที่สองคือ 25 ตารางเซนติเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่พบในคำอธิบายเกณฑ์ของรอบหลัง ๆ และนับรวมแผลเป็นคีลอยด์ ไฝ ปาน กับรอยสักในร่มผ้าเข้าเป็นโควตาเดียวกัน สองตัวเลขนี้จึงไม่ได้นับของอย่างเดียวกัน และยังไม่มีการเผยแพร่ยืนยันต่อสาธารณะว่าผนวกของรอบ 2569 ใช้ตัวเลขใด สิ่งที่ทำได้จริงคือห้ามจำตัวเลขจากรุ่นพี่หรือจากเพจติว ต้องเปิดผนวกท้ายประกาศรอบที่ตัวเองสมัครแล้วอ่านให้ชัดก่อนเสมอ และถ้ารอยสักของคุณอยู่ใกล้เส้นแบ่ง ให้ถือเกณฑ์ที่เข้มกว่าไว้ก่อน
ประเด็นที่ทำให้คนเสียใจมากที่สุดคือ “ลบแล้วแต่ยังเห็น” เพราะเกณฑ์ตรวจดูที่สภาพจริงในวันตรวจ ไม่ได้ดูที่เจตนาว่าคุณพยายามลบมาแล้ว มีคดีที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเมื่อปี 2567 ยกฟ้องผู้สมัครนักเรียนนายสิบที่ถูกตัดสิทธิ์เพราะยังปรากฏร่องรอยสักให้เห็นอยู่ แม้เจ้าตัวจะเข้ารับการลบด้วยเลเซอร์มาแล้วหลายครั้งก็ตาม กล่าวคือศาลยืนตามดุลพินิจของคณะกรรมการตรวจร่างกาย ดังนั้นถ้าตั้งใจจะลบ ควรเริ่มลบล่วงหน้าหลายเดือนถึงเป็นปี ทำให้จบจริง และถ่ายภาพเก็บหลักฐานพร้อมใบรับรองแพทย์ไว้ประกอบ แต่ต้องเข้าใจว่าคำชี้ขาดอยู่ที่กรรมการในวันตรวจ
รายการอื่นในหมวดเดียวกันที่คนมองข้าม ได้แก่ การเจาะหูหรือขยายรูหูของผู้สมัครชาย ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นลักษณะต้องห้าม เว้นแต่รูปิดสนิทหรือได้รับการเย็บซ่อมจนเรียบร้อยแล้ว รวมถึงแผลเป็นนูนขนาดใหญ่จากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัด และรอยแผลเป็นบริเวณที่มองเห็นชัด ทั้งหมดนี้เป็นดุลพินิจของแพทย์ผู้ตรวจตามกรอบที่ประกาศรอบล่าสุดกำหนด และควรอ่านประกาศฉบับเต็มก่อนสมัคร
5. ประวัติคดี ยาเสพติด ล้มละลาย และการสืบประวัติ
ลักษณะต้องห้ามด้านประวัติมาจากกฎหมายตำรวจและกฎ ก.ตร. โดยกลุ่มหลักที่เจอบ่อยคือ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (ประกาศมักยกเว้นความผิดลหุโทษหรือความผิดที่กระทำโดยประมาทบางประเภท) เป็นบุคคลล้มละลาย เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพราะกระทำผิดวินัย เป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด และเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี
จุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือคดีที่ศาลรอการลงโทษหรือรอลงอาญา หลายคนคิดว่าเมื่อไม่ได้ติดคุกจริงก็ถือว่าไม่มีประวัติ ในทางกฎหมายกลับยังนับเป็นการต้องคำพิพากษา ซึ่งอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามได้ ขึ้นอยู่กับถ้อยคำที่ประกาศแต่ละรอบเขียนไว้และประเภทของความผิด ถ้ามีประวัติแบบนี้อยู่ ควรขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการรับสมัครโดยตรง ไม่ใช่ถามในกลุ่มโซเชียล เพราะคำตอบผิดหนึ่งครั้งแลกด้วยการเสียสิทธิ์ทั้งรอบ
การตรวจสอบไม่ได้จบที่การกรอกใบสมัคร ผู้ที่ผ่านข้อเขียนจะเข้าสู่ขั้นตอนตรวจร่างกาย ซึ่งรวมการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด และขั้นตอนสืบสวนประวัติและความประพฤติ ที่มีทั้งการพิมพ์ลายนิ้วมือส่งตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และการให้เจ้าหน้าที่ท้องที่สอบถามความประพฤติจากคนรอบตัวและชุมชน ประวัติที่คิดว่าลืมไปแล้วมักโผล่ในขั้นตอนนี้
หลักที่ควรยึดคือห้ามปกปิด การให้ข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงมีผลให้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ได้ทุกเมื่อ แม้จะสอบผ่านและเข้าฝึกอบรมไปแล้ว ซึ่งเสียหายมากกว่าการรู้ผลตั้งแต่ต้น ถ้ามีประวัติที่ก้ำกึ่ง ให้เตรียมเอกสารคำพิพากษาหรือหนังสือรับรองสถานะทางคดีไว้ให้ครบ แล้วชี้แจงตามความจริงตั้งแต่แรก
6. ทดสอบร่างกาย และเอกสารที่พลาดบ่อยตอนสมัคร
การทดสอบสมรรถภาพร่างกายของผู้สมัคร นสต. ที่เผยแพร่ในรอบหลัง ๆ แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นรายการบังคับที่ต้องผ่านทั้งคู่ คือ ว่ายน้ำ 25 เมตร กับวิ่งระยะกลาง ส่วนกลุ่มที่สองมีสามรายการคือ ยืนกระโดดไกล วิ่งเก็บของระยะ 10 เมตร และวิ่ง 50 เมตร ซึ่งต้องผ่านอย่างน้อย 2 ใน 3 รายการ เกณฑ์ที่มีการเผยแพร่สำหรับผู้ชายคือ ว่ายน้ำ 25 เมตรภายใน 30 วินาที วิ่ง 1,000 เมตรภายใน 4 นาที 55 วินาที ยืนกระโดดไกลไม่น้อยกว่า 180 เซนติเมตร วิ่งเก็บของภายใน 13 วินาที และวิ่ง 50 เมตรภายใน 10 วินาที ส่วนเกณฑ์ผู้หญิงที่เผยแพร่คู่กันคือ ว่ายน้ำ 25 เมตรภายใน 50 วินาที วิ่ง 800 เมตรภายใน 5 นาที ยืนกระโดดไกลไม่น้อยกว่า 120 เซนติเมตร วิ่งเก็บของภายใน 15 วินาที และวิ่ง 50 เมตรภายใน 13 วินาที ทั้งนี้บางสาย เช่น อำนวยการและพิสูจน์หลักฐาน ประกาศไม่ได้กำหนดการทดสอบสมรรถภาพไว้ในขั้นตอนหลัก มีเพียงการตรวจร่างกาย ตัวเลขและรายการเหล่านี้เป็นเกณฑ์ตามที่เผยแพร่ของรอบล่าสุด ควรอ่านประกาศฉบับเต็มและตารางเกณฑ์แนบท้ายของรอบที่สมัครก่อนทุกครั้ง
การทดสอบร่างกายตัดสินแบบผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ได้เอาคะแนนไปรวมกับข้อเขียน หมายความว่าคนที่ได้ที่หนึ่งของข้อเขียนแต่ว่ายน้ำไม่ผ่านก็จบเท่ากับคนที่สอบไม่ติด และรายการที่ทำให้คนตกมากที่สุดคือว่ายน้ำ เพราะเป็นทักษะที่ฝึกเองไม่ทันในสองสัปดาห์ ใครว่ายไม่เป็นควรเริ่มเรียนตั้งแต่วันที่ตัดสินใจจะสอบ ไม่ใช่หลังประกาศผลข้อเขียน
ด้านเอกสาร ความผิดพลาดที่เจอซ้ำทุกปีมีอยู่ไม่กี่แบบ หนึ่งคือชื่อสกุลในเอกสารแต่ละใบไม่ตรงกันเพราะเคยเปลี่ยนชื่อแล้วไม่แนบหลักฐานการเปลี่ยนชื่อสกุล สองคือระเบียนแสดงผลการเรียนที่ยังไม่ระบุวันสำเร็จการศึกษา หรือใช้ใบรับรองว่ากำลังศึกษาแทน สามคือหลักฐานทางทหาร เช่น สด.8 สด.43 หรือ สด.9 ไม่ครบตามที่ประกาศกำหนด
สี่คือรูปถ่ายผิดสเปกทั้งขนาด พื้นหลัง และอายุของรูป ห้าคือกรอกเลขบัตรประชาชนหรือข้อมูลส่วนตัวผิดแล้วแก้ไม่ได้หลังยืนยัน หกคือชำระเงินไม่ทันเวลาที่ระบบกำหนด ซึ่งมักปิดก่อนวันสุดท้ายของการรับสมัคร และเจ็ดคือลืมพิมพ์บัตรประจำตัวสอบหรือพิมพ์ไปแล้วไม่ตรวจรายละเอียด วิธีป้องกันคือเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่ก่อนเปิดรับสมัคร แล้วสมัครในสองสามวันแรก ไม่ใช่วันสุดท้ายที่ระบบมักล่ม
เมื่อเช็กคุณสมบัติผ่านหมดแล้ว ที่เหลือคือทำคะแนนข้อเขียนให้สูงพอ เพราะการคัดเลือกใช้วิธีเรียงลำดับคะแนนจากมากไปน้อยตามจำนวนที่แต่ละหน่วยเปิดรับ โดยต้องทำคะแนนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่ประกาศกำหนดก่อน จึงจะถูกนำมาจัดลำดับ ที่ snamsob.com เรามีคลังข้อสอบแนว นสต. 736 ข้อ แยกตามวิชาและหัวข้อให้ฝึกทีละจุดอ่อน พร้อมชุด mock 150 ข้อที่จำลองการตัดผลแบบเรียงลำดับคะแนนจริง เพื่อให้เห็นว่าคะแนนที่ทำได้ตอนนี้อยู่ตรงไหนของสนาม
อัปเดต 17 ส.ค. 2569 · อ้างอิงประกาศรับสมัคร นสต. ประจำปี 2569 (6,000 อัตรา รับสมัคร 8-19 ส.ค. 2569) ที่เผยแพร่ผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติและเว็บ policeadmission, ข่าวรับสมัครจากกรุงเทพธุรกิจและครูวันดี, ข่าวประกาศรับสมัครกลุ่มสายงานอำนวยการและพิสูจน์หลักฐาน 900 อัตรา (สอบข้อเขียน 29 พ.ย. 2569), กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ, กรอบดุลพินิจการตรวจร่างกายของโรงพยาบาลตำรวจ ลงวันที่ 5 พ.ย. 2558 (เกณฑ์รอยสัก 16 ตร.ซม. ตามที่ไทยรัฐรายงาน) เทียบกับคำอธิบายเกณฑ์ 25 ตร.ซม. ที่เผยแพร่ในรอบหลัง, ตารางเกณฑ์ทดสอบสมรรถภาพร่างกายที่เผยแพร่โดยสถาบันติวสอบตำรวจ และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดปี 2567 กรณีตัดสิทธิ์ผู้สมัครนักเรียนนายสิบเพราะยังปรากฏรอยสัก (รายงานโดยสำนักข่าวอิศรา) · เกณฑ์ส่วนสูง รอบอก BMI สายตา รอยสัก และเวลาทดสอบร่างกาย เปลี่ยนได้ทุกรอบการรับสมัคร ควรอ่านประกาศฉบับเต็มและผนวกท้ายประกาศก่อนสมัครทุกครั้ง