สนามสอบทั้งหมด

มีคดี ติดหนี้ กยศ. เคยล้มละลาย สอบราชการได้ไหม 2569 เช็คจากตัวบทจริง

ตอบสั้นก่อน ค้างหนี้ กยศ. อยู่ สมัครสอบราชการได้ ค้างบัตรเครดิตหรือมีประวัติค้างชำระในเครดิตบูโรก็สมัครได้ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนเรื่องหนี้ไว้เป็นลักษณะต้องห้ามเลยแม้แต่ข้อเดียว แต่ถ้าศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและยังไม่ปลด อันนี้สอบไม่ได้ เป็นลักษณะต้องห้ามตรงตัว และถ้าเคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ก็สอบไม่ได้ เว้นแต่เป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ สามคำตอบข้างบนไม่ได้มาจากความเห็นใคร แต่มาจากมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของการเข้ารับราชการพลเรือนทั้งระบบ ตั้งแต่สอบ ก.พ. ภาค ก ไปจนถึงการบรรจุเข้ากรมต่าง ๆ บทความนี้จะกางตัวบทให้ดูทีละอนุมาตราแล้วแปลไทยเป็นไทย พร้อมชี้จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด คือการเอาคำว่าหนี้ไปปนกับคำว่าล้มละลาย และการคิดว่ารอลงอาญาแปลว่าไม่มีประวัติ สิ่งที่ต้องบอกไว้ตั้งแต่ต้น กฎหมายเขียนเป็นถ้อยคำ ไม่ได้เขียนเป็นรายกรณี บางสถานการณ์ตัวบทตอบได้ชัดเจน บางสถานการณ์ตัวบทเงียบและต้องอาศัยดุลพินิจของ ก.พ. หรือส่วนราชการที่รับสมัคร ตรงไหนที่ตัวบทไม่ชัด หน้านี้จะบอกตรง ๆ ว่าไม่ชัด และแนะนำให้ไปถามหน่วยที่รับสมัครโดยตรง ไม่ใช่เดาเอาเอง

11 ข้อ

ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 ข. ที่กฎหมายเขียนไว้จริง

ไล่ครบทั้ง 11 ข้อแล้ว ไม่มีข้อไหนพูดถึงหนี้ กยศ. หนี้บัตรเครดิต หรือเครดิตบูโรเลย

1. เปิดตัวบทจริง มาตรา 36 เขียนว่าอะไรบ้าง

กฎหมายที่ตัดสินว่าใครเข้ารับราชการพลเรือนได้หรือไม่ได้ คือมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 มาตรานี้แบ่งเป็นสองท่อน ท่อน ก. คือคุณสมบัติทั่วไปที่ต้องมี ได้แก่ มีสัญชาติไทย มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี และเป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ ส่วนท่อน ข. คือลักษณะต้องห้ามที่ต้องไม่มี ซึ่งมีทั้งหมด 11 ข้อ

ไล่ทั้ง 11 ข้อแล้วจะเห็นภาพว่ากฎหมายห่วงอะไร ข้อ (1) การดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อ (2) ความสามารถทางกฎหมายและสภาพจิต รวมถึงโรคตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ข้อ (3) การอยู่ระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ข้อ (4) การบกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม ข้อ (5) การเป็นกรรมการหรือผู้บริหารพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง ข้อ (6) การเป็นบุคคลล้มละลาย ข้อ (7) การเคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ข้อ (8) ถึง (10) การเคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐ และข้อ (11) การเคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ

จุดที่คนไม่ค่อยรู้คือมาตรา 36 ยังมีวรรคสอง ซึ่งเปิดช่องให้ ก.พ. พิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ 7 ข้อ คือข้อ (4) (6) (7) (8) (9) (10) และ (11) แปลว่าคนที่เคยล้มละลาย เคยต้องโทษจำคุก หรือเคยถูกไล่ออก ไม่ได้ถูกปิดประตูตายตามตัวบท แต่มีเงื่อนไขซ้อนอยู่ กรณีข้อ (8) หรือ (9) ต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว กรณีข้อ (10) ต้องเกินสามปีแล้ว และทุกกรณีต้องไม่ใช่การออกเพราะทุจริตต่อหน้าที่ ที่สำคัญมติของ ก.พ. ในการยกเว้นต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของกรรมการที่มาประชุม และให้ลงมติโดยลับ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สูงมาก

ส่วนข้อที่ยกเว้นไม่ได้เลยคือ (1) (2) (3) และ (5) แต่สามข้อในนี้เป็นสถานะชั่วคราวที่แก้ได้ด้วยตัวเอง เช่น ลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองหรือลาออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง กฎหมายก็ยังละเอียดกว่านั้นอีก มาตรา 54 วรรคสองระบุว่าผู้มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ (1) คือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ ยังมีสิทธิสมัครสอบแข่งขันได้ เพียงแต่จะมีสิทธิได้รับบรรจุต่อเมื่อพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองแล้วเท่านั้น

อีกมาตราที่ต้องอ่านคู่กันเสมอคือมาตรา 67 ซึ่งบอกว่าถ้าบรรจุเข้ารับราชการไปแล้ว ภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 36 อยู่ก่อน ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน คำว่าโดยพลันในตัวบทหมายความตามนั้นจริง ๆ ดังนั้นการปกปิดข้อเท็จจริงตอนสมัครไม่ได้ช่วยอะไร มันแค่เลื่อนวันที่เจ็บออกไปให้ไกลขึ้นและแพงขึ้น

ลักษณะต้องห้าม 11 ข้อ ตามมาตรา 36 ข. พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
ข้อตัวบทเขียนไว้ว่าแปลไทยเป็นไทยก.พ. ยกเว้นได้ไหม
(1)เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังนั่งตำแหน่งการเมืองอยู่ ณ ตอนนี้ยกเว้นไม่ได้ แต่สมัครสอบได้ บรรจุได้เมื่อพ้นตำแหน่ง (ม.54 วรรคสอง)
(2)เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.ศาลสั่งให้เป็นคนไร้/เสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นโรคตามบัญชีในกฎ ก.พ.ยกเว้นไม่ได้
(3)เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนกำลังถูกพักราชการหรือให้ออกไว้ก่อน ยังไม่จบเรื่องยกเว้นไม่ได้
(4)เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมตัวบทไม่ได้นิยามไว้ เป็นดุลพินิจตามพฤติการณ์เป็นรายกรณียกเว้นได้
(5)เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองเป็นผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองอยู่ยกเว้นไม่ได้
(6)เป็นบุคคลล้มละลายศาลพิพากษาให้ล้มละลายและยังไม่ปลด สังเกตว่าใช้คำว่าเป็น ไม่ใช่เคยเป็นยกเว้นได้
(7)เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษเคยรับโทษจำคุกจริงจากคดีที่ถึงที่สุดแล้ว โดยความผิดประมาทและลหุโทษไม่นับยกเว้นได้
(8)เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐเคยถูกลงโทษให้พ้นงานจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐอื่นยกเว้นได้ ถ้าออกไปเกิน 2 ปี และไม่ใช่ทุจริตต่อหน้าที่
(9)เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออก เพราะกระทำผิดวินัยเคยถูกให้ออกหรือปลดออกจากราชการเพราะผิดวินัยยกเว้นได้ ถ้าออกไปเกิน 2 ปี และไม่ใช่ทุจริตต่อหน้าที่
(10)เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก เพราะกระทำผิดวินัยเคยถูกไล่ออกจากราชการเพราะผิดวินัย ซึ่งเป็นโทษหนักที่สุดยกเว้นได้ ถ้าออกไปเกิน 3 ปี และไม่ใช่ทุจริตต่อหน้าที่
(11)เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเคยโกงข้อสอบเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานหน่วยงานรัฐยกเว้นได้

การยกเว้นตามมาตรา 36 วรรคสอง ต้องได้มติ ก.พ. ไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของกรรมการที่มาประชุม และลงมติโดยลับ · ผู้ที่ต้องการขอยกเว้นเพื่อสอบแข่งขันต้องยื่นคำขอต่อเลขาธิการ ก.พ. ก่อน ตามระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการกรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2552

2. หนี้ กยศ. หนี้บัตรเครดิต และเครดิตบูโร ไม่มีอยู่ในตัวบทเลย

อ่านทั้ง 11 ข้อจบแล้วลองหาคำว่าหนี้ดู จะไม่เจอ ไม่มีข้อไหนในมาตรา 36 ข. พูดถึงการเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ กยศ. หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน หรือหนี้นอกระบบ นี่ไม่ใช่การตีความ แต่คือการอ่านสิ่งที่ตัวบทเขียนไว้ ดังนั้นคนที่ค้างชำระ กยศ. อยู่หลายงวด สมัครสอบ ก.พ. ภาค ก ได้ สมัครสอบภาค ข ของกรมต่าง ๆ ได้ และได้รับการบรรจุได้ตามปกติ

เรื่องเครดิตบูโรยิ่งเข้าใจผิดกันหนักกว่า คำว่าติดเครดิตบูโรที่พูดกันจนติดปากไม่มีอยู่จริงในความหมายของบัญชีดำ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติระบุไว้เองว่าไม่ได้จัดเก็บข้อมูลเป็นแบล็คลิสต์หรือบัญชีดำ แต่บันทึกข้อเท็จจริงว่าบัญชีนั้นชำระปกติหรือค้างชำระเท่านั้น และเก็บข้อมูลไว้ไม่เกิน 3 ปีนับจากวันที่ได้รับรายงานการปิดบัญชีจากสถาบันการเงิน หลังครบกำหนดข้อมูลจะถูกลบออกจากระบบเอง

ที่สำคัญกว่านั้นคือข้อมูลเครดิตถูกออกแบบมาให้สถาบันการเงินสมาชิกใช้ประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อ ไม่ใช่เครื่องมือคัดคนเข้าทำงาน คณะกรรมการสอบหรือส่วนราชการไม่ได้ดึงรายงานเครดิตบูโรของผู้สมัครมาดูเป็นขั้นตอนหนึ่งของการรับสมัคร สิ่งที่ราชการตรวจจริงคือประวัติอาชญากรรมและสถานะตามมาตรา 36 ไม่ใช่ประวัติการผ่อนชำระ

แต่มีเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหลังบรรจุ และควรรู้ล่วงหน้าเพื่อวางแผนเงินสด คือพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 51 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน ซึ่งครอบคลุมทั้งนายจ้างเอกชนและส่วนราชการ มีหน้าที่หักเงินได้ของผู้กู้ยืมนำส่งกรมสรรพากรเพื่อชำระคืนกองทุนตามจำนวนที่กองทุนแจ้ง แปลว่าพอบรรจุเป็นข้าราชการแล้วจะเริ่มถูกหักเงินเดือนอัตโนมัติ อันนี้ไม่ใช่บทลงโทษและไม่กระทบสถานะการเป็นข้าราชการ แต่เป็นกลไกชำระหนี้ตามกฎหมาย ส่วนยอดค้างเดิมที่สะสมไว้ยังเป็นหน้าที่ที่ต้องจัดการเองตามช่องทางที่กองทุนกำหนด

สรุปท่อนนี้ หนี้ไม่ได้ปิดประตูราชการ สิ่งที่ปิดประตูคือปลายทางที่หนี้อาจพาไปถึงในบางกรณี นั่นคือการถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งเป็นคนละสถานะกันโดยสิ้นเชิง และเป็นเรื่องของหัวข้อถัดไป

3. ล้มละลาย คนละเรื่องกับเป็นหนี้ และเป็นลักษณะต้องห้ามจริง

มาตรา 36 ข. (6) เขียนสั้นมากว่า เป็นบุคคลล้มละลาย จุดที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือคำว่า เป็น ซึ่งต่างจากข้อ (7) ถึง (11) ที่ใช้คำว่า เคย ตัวบทจึงมองสถานะ ณ ปัจจุบัน ไม่ได้มองประวัติ คนที่เคยตกเป็นบุคคลล้มละลายแต่ได้รับการปลดจากล้มละลายไปแล้ว ตามถ้อยคำนี้ก็ไม่ใช่บุคคลล้มละลายอีกต่อไป

การเป็นบุคคลล้มละลายไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีหนี้เยอะหรือจ่ายไม่ไหว แต่ต้องมีเจ้าหนี้ฟ้องคดีล้มละลายและศาลมีคำพิพากษา มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 วางเงื่อนไขไว้ว่าเจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ตัวเลขหนึ่งล้านบาทนี้เองที่ทำให้หนี้ กยศ. ระดับหลักแสน ซึ่งเป็นยอดของผู้กู้ส่วนใหญ่ ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะถูกฟ้องล้มละลายตั้งแต่ต้น

ฝั่งทางออก มาตรา 81/1 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายกำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลาย ได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมายเมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ข้อควรระวังคือระยะเวลานี้ยืดได้ ถ้าลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลอาจสั่งหยุดนับระยะเวลา ทำให้กว่าจะปลดจริงใช้เวลานานกว่าสามปี คนที่กำลังนับวันรอปลดจึงต้องยืนยันวันที่จริงกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ไม่ใช่นับเองจากปฏิทิน

มีกรณีหนึ่งที่ต้องบอกตรง ๆ ว่าตัวบทไม่ชัด คือผู้ที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว แต่ยังไม่มีคำพิพากษาให้ล้มละลาย ในทางเทคนิคผู้นั้นยังไม่ใช่บุคคลล้มละลาย และมาตรา 36 ข. (6) ก็ไม่ได้เขียนคำว่าพิทักษ์ทรัพย์ไว้เลย แต่นี่คือช่วงที่สถานะกำลังเดินไปทางนั้น และเป็นจุดที่ส่วนราชการแต่ละแห่งอาจตอบไม่เหมือนกัน กรณีนี้ขึ้นกับดุลพินิจและข้อเท็จจริงเฉพาะราย อย่าตัดสินใจเอง ให้สอบถามส่วนราชการที่รับสมัครและตรวจสอบสถานะกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อน

ข่าวดีคือข้อ (6) เป็นหนึ่งในข้อที่มาตรา 36 วรรคสองเปิดให้ ก.พ. พิจารณายกเว้นได้ และไม่มีเงื่อนไขต้องรอสองปีหรือสามปีแบบข้อ (8) (9) (10) วิธีการอยู่ในระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการกรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2552 ซึ่งกำหนดว่าถ้าประสงค์จะสอบแข่งขันตามมาตรา 54 ให้ยื่นคำขอต่อเลขาธิการ ก.พ. ตามแบบที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด และถ้า ก.พ. มีมติไม่ยกเว้นให้ จะขอใหม่ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ ก.พ. มีมติ

สุดท้าย ถ้าเป็นข้าราชการอยู่แล้วแล้วมาตกเป็นบุคคลล้มละลายภายหลัง มาตรา 110 (3) ระบุว่าเมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 ข. (1) (3) (6) หรือ (7) ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้ กล่าวคือเรื่องล้มละลายไม่ได้ดักแค่ตอนเข้า แต่ดักตลอดอายุราชการด้วย

4. คดีอาญา ถึงที่สุด รอลงอาญา และคดีที่ยังไม่จบ ต่างกันตรงไหน

ตัวบทข้อ (7) เขียนไว้ว่า เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ประโยคเดียวนี้มีเงื่อนไขซ้อนกันสามชั้น ชั้นแรกคำพิพากษาต้องถึงที่สุดแล้ว ชั้นที่สองต้องเป็นเรื่องของการรับโทษจำคุก ชั้นที่สามแม้เข้าสองชั้นแรก ถ้าเป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษก็ยังได้รับยกเว้น

ชั้นที่สามช่วยคนได้เยอะกว่าที่คิด ความผิดโดยประมาทหมายถึงความผิดที่ไม่ได้เจตนา เช่น คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายหรือถึงแก่ความตาย ส่วนความผิดลหุโทษนั้นประมวลกฎหมายอาญามาตรา 102 นิยามไว้ว่าคือความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งสองกลุ่มนี้ตัวบทยกเว้นให้ตรง ๆ ไม่ต้องขอยกเว้นจาก ก.พ. ด้วยซ้ำ

กรณีคดีที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา ไม่ว่าจะชั้นต้น อุทธรณ์ หรือฎีกา คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ตามถ้อยคำจึงยังไม่เข้าข้อ (7) และสมัครสอบได้ แต่ต้องรู้ความเสี่ยงไว้ด้วย เพราะมาตรา 67 เขียนดักไว้ชัดว่า ถ้ามีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้น ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน แปลว่าถ้าคดีมาถึงที่สุดตอนที่บรรจุไปแล้ว ผลก็ตามมาถึงอยู่ดี

มาถึงคำถามที่คนถามมากที่สุดคือรอลงอาญา ตัวบทไม่ได้เขียนคำว่ารอการลงโทษหรือรอลงอาญาไว้เลยแม้แต่คำเดียว จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่ถ้อยคำ เคยต้องรับโทษจำคุก ซึ่งไม่เหมือนกับคำว่า เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เฉย ๆ แนวการตีความที่นักกฎหมายอ้างอิงกันมานาน รวมถึงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ถูกยกมาอธิบายเรื่องนี้ คือคำว่ารับโทษจำคุกหมายถึงผู้ที่ถูกจำคุกจริง เมื่อศาลพิพากษาให้จำคุกแต่ให้รอการลงโทษไว้ ผู้นั้นจึงยังไม่ได้รับโทษจำคุก และโดยหลักไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามข้อ (7)

แต่ยังไม่จบแค่นั้น เพราะข้อ (4) บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม ยืนดักอยู่อีกด่าน และตัวบทไม่ได้นิยามคำนี้ไว้เลย เป็นดุลพินิจล้วน ๆ ตัวอย่างจริงที่เห็นภาพชัดคือเมื่อปี 2558 สำนักงาน ก.พ. ตอบข้อหารือของสำนักงานประกันสังคม กรณีข้าราชการที่บรรจุไปแล้วและตรวจพบภายหลังว่าเคยมีคดียาเสพติด โดยศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 1 ปี ปรับ 7,500 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ก.พ. พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ที่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเข้าข่ายเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมตามมาตรา 36 ข. (4) และผู้บังคับบัญชาต้องสั่งให้ออกจากราชการโดยพลันตามมาตรา 67 กรณีนั้นยังมีบทเรียนเรื่องจังหวะเวลาซ้อนอยู่อีกชั้น เพราะ ก.พ. ระบุว่าไม่อาจพิจารณายกเว้นลักษณะต้องห้ามให้ได้ เนื่องจากผู้นั้นไม่ได้ยื่นคำขอยกเว้นก่อนที่จะเข้ารับราชการ พูดง่าย ๆ คือช่องยกเว้นตามมาตรา 36 วรรคสองเป็นประตูที่ต้องเดินผ่านก่อนเข้า ไม่ใช่ประตูที่ย้อนกลับมาเปิดทีหลังได้

อีกความเข้าใจผิดที่ควรแก้คือเรื่องการได้รับพระราชทานอภัยโทษ การอภัยโทษปลดภาระเรื่องโทษ แต่ไม่ได้ลบข้อเท็จจริงว่าเคยกระทำความผิด ผู้นั้นจึงยังอาจถูกพิจารณาตามข้อ (4) ได้อยู่ดี สรุปสำหรับคนที่มีคดีติดตัว ประเด็นนี้ตัวบทไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป ผลลัพธ์ขึ้นกับฐานความผิดและพฤติการณ์เป็นรายกรณี ทางที่ถูกคือเตรียมสำเนาคำพิพากษาให้ครบแล้วขอคำปรึกษาจากส่วนราชการที่รับสมัครหรือสำนักงาน ก.พ. โดยตรง ไม่ใช่ถามในกลุ่มโซเชียลแล้วเชื่อคำตอบที่คนตอบไม่ต้องรับผิดชอบ

5. เคยถูกไล่ออกปลดออก และสนามที่เกณฑ์เข้มกว่าพลเรือน

ข้อ (8) (9) (10) ดูเผิน ๆ เหมือนกันแต่แยกกันชัด ข้อ (8) คือเคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ข้อ (9) คือเคยถูกลงโทษให้ออกหรือปลดออกเพราะกระทำผิดวินัย และข้อ (10) คือเคยถูกลงโทษไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัย ซึ่งเป็นโทษหนักที่สุดจึงมีเงื่อนไขเวลารอนานกว่าเพื่อน

จุดที่คนกังวลเกินจริงคือการลาออกเอง การลาออกจากราชการหรือจากรัฐวิสาหกิจโดยสมัครใจไม่ใช่การถูกลงโทษ จึงไม่อยู่ในทั้งสามข้อนี้ เช่นเดียวกับการถูกเลิกจ้างจากบริษัทเอกชน ซึ่งตัวบทไม่ได้พูดถึงเลย ข้อความในตัวบทผูกอยู่กับคำว่าถูกลงโทษและคำว่าหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่การพ้นงานทุกรูปแบบ

ในทางกลับกัน เงื่อนไขที่ปิดตายจริงคือคำว่าทุจริตต่อหน้าที่ มาตรา 36 วรรคสองระบุว่าการยกเว้นต้องไม่ใช่กรณีออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ แปลว่าคนที่ถูกไล่ออกเพราะทุจริตต่อหน้าที่ ต่อให้ครบสามปีแล้วก็ยังขอยกเว้นตามช่องนี้ไม่ได้ ส่วนข้อ (11) การทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ตัวบทเปิดให้ยกเว้นได้ในทางทฤษฎี แต่ต้องผ่านมติสี่ในห้าของ ก.พ. ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ใครที่กำลังคิดจะจ้างคนสอบแทนหรือใช้อุปกรณ์ ควรอ่านข้อนี้ให้จบก่อน

ที่สำคัญมากคือทุกอย่างข้างต้นเป็นกติกาของข้าราชการพลเรือน สนามอื่นใช้กฎหมายคนละฉบับ อย่าเอาคำตอบข้ามสนาม สายครูใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ซึ่งวางคุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามไว้ในมาตรา 30 โครงหลักคล้ายพลเรือนมาก ทั้งเรื่องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดเว้นแต่ความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ และไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี แต่มีของเพิ่มที่พลเรือนไม่มี คือเงื่อนไขเรื่องการถูกสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งซ้อนกับระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและจรรยาบรรณของคุรุสภาอีกชั้นหนึ่ง รายละเอียดฝั่งครูอ่านต่อได้ที่หน้าคุณสมบัติสอบครูผู้ช่วย

สายตำรวจเข้มกว่าทุกสนามที่พูดถึงในหน้านี้ นอกจากตัวบทในกฎหมายตำรวจแล้วยังมีกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งลงรายละเอียดถึงเรื่องโรค ร่างกาย และรอยสัก และมีขั้นตอนตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดกับการสืบสวนประวัติและความประพฤติในชุมชนเพิ่มเข้ามา ที่น่าสนใจคือกฎ ก.ตร. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 11 ตุลาคม 2567 ได้ปรับถ้อยคำเรื่องล้มละลายให้เจาะจงเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต ต่างจากฝั่งพลเรือนที่ยังเขียนกว้างว่าเป็นบุคคลล้มละลายเฉย ๆ ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นชัดว่าถ้อยคำต่างกันแค่คำเดียว ผลลัพธ์ก็ต่างกันคนละเรื่อง เกณฑ์ฝั่งตำรวจทั้งหมดอ่านต่อได้ที่หน้าคุณสมบัติสอบตำรวจ

ส่วนสายท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. ใช้ประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นของคณะกรรมการกลางแต่ละประเภท ซึ่งวางแนวไว้ใกล้เคียงพลเรือน ทั้งเรื่องไม่เป็นบุคคลล้มละลายและไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดเว้นแต่ความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ แต่รายละเอียดและช่องขอยกเว้นไม่ได้เหมือนกันทุกตัวอักษรกับฝั่งพลเรือน ก่อนสมัครสนามท้องถิ่นจึงต้องเปิดประกาศรับสมัครรอบนั้นอ่านหมวดคุณสมบัติด้วยตาตัวเองทุกครั้ง

6. ไม่แน่ใจสถานะตัวเอง เช็ค 4 ที่นี้ให้จบ แล้วกลับไปลุยข้อสอบ

ใช้ตารางด้านล่างเทียบสถานะของตัวเองแบบเร็ว ๆ ก่อน แล้วค่อยไปยืนยันด้วยเอกสารจริงจากสี่ที่ต่อไปนี้ เพราะเรื่องแบบนี้เดาแล้วผิดมีต้นทุนสูงมาก ที่แรกคือศาลที่พิจารณาคดีของคุณ ให้ไปขอคัดสำเนาคำพิพากษา แล้วอ่านสามอย่าง หนึ่งคือฐานความผิดว่าเป็นความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษหรือไม่ สองคือบรรทัดโทษว่าเขียนว่าจำคุกเท่าไร และมีข้อความว่าโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กี่ปีหรือไม่ สามคือคดีถึงที่สุดเมื่อใด สามบรรทัดนี้คือสิ่งที่ตัดสินว่าคุณเข้าข้อ (7) หรือไม่ ไม่ใช่ความทรงจำหรือคำบอกเล่าของคนรู้จัก

ที่สองคือกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีบริการตรวจสอบประวัติทั้งแบบยื่นคำร้องด้วยชื่อและนามสกุลผ่านระบบออนไลน์ที่ criminal.police.go.th และแบบตรวจด้วยลายพิมพ์นิ้วมือที่จองคิวล่วงหน้าได้ การรู้ผลก่อนสมัครดีกว่ามารู้ตอนที่หน่วยงานส่งลายพิมพ์นิ้วมือไปตรวจในขั้นตอนสืบประวัติ

ที่สามคือกรมบังคับคดี ถ้าไม่มั่นใจว่าเคยถูกฟ้องล้มละลายหรือถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือไม่ กรมบังคับคดีเปิดให้ตรวจสอบข้อมูลบุคคลล้มละลายทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ led.go.th และผ่านแอปพลิเคชัน LED ABC ถ้าเคยล้มละลายจริง ให้ยืนยันวันที่ศาลพิพากษาและวันที่ปลดจากล้มละลายกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ดูแลคดี อย่านับสามปีเอาเองเพราะระยะเวลาอาจถูกสั่งหยุดนับได้

ที่สี่คือส่วนราชการที่รับสมัครและสำนักงาน ก.พ. ถ้าตรวจแล้วพบว่าตัวเองเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในข้อที่ยกเว้นได้ คือข้อ (4) (6) (7) (8) (9) (10) หรือ (11) ให้ยื่นคำขอยกเว้นตามระเบียบ ก.พ. พ.ศ. 2552 ก่อนสมัครสอบ โดยกรณีจะสอบแข่งขันให้ยื่นต่อเลขาธิการ ก.พ. หลักเหล็กที่ต้องจำคือห้ามปกปิด เพราะมาตรา 67 ให้อำนาจสั่งให้ออกจากราชการโดยพลันเมื่อพบภายหลัง และช่องยกเว้นนั้นย้อนหลังไม่ได้

เมื่อเช็คสถานะจบแล้วและพบว่าตัวเองสมัครได้ตามปกติ ซึ่งเป็นคำตอบของคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่านหน้านี้ ด่านที่เหลืออยู่ก็คือด่านเดียวกับทุกคน นั่นคือคะแนนสอบ สนามแรกที่ต้องผ่านของสายพลเรือนคือ ก.พ. ภาค ก ซึ่งวัดวิชาความสามารถทั่วไป ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และความรู้เรื่องกฎหมายพื้นฐาน โดยต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำรายวิชา ไม่ใช่เอาคะแนนรวมมาเฉลี่ยกลบกัน

ที่ snamsob.com เรามีคลังข้อสอบแนว ก.พ. แยกตามวิชาและหัวข้อย่อยพร้อมเฉลยอธิบายทีละขั้น มีชุด mock จับเวลาที่จำลองเกณฑ์ผ่านรายวิชาแบบสนามจริง และมีระบบชี้จุดอ่อนที่บอกว่าหัวข้อไหนดึงคะแนนคุณลงมากที่สุด วิธีใช้ที่ได้ผลคือทำ mock หนึ่งชุดเพื่อหาจุดอ่อน กลับไปฝึกซ่อมเฉพาะหัวข้อที่พลาดซ้ำ แล้วค่อยกลับมาทำ mock ชุดใหม่วัดว่าคะแนนขยับจริงไหม ลองฟรีได้ก่อนโดยไม่ต้องจ่าย เพื่อดูว่าแนวข้อสอบตรงกับที่คุณต้องเจอหรือเปล่า

เทียบสถานะของคุณกับตัวบท สอบราชการพลเรือนได้หรือไม่
สถานะสอบได้ / ไม่ได้ฐานที่มา
ค้างชำระ กยศ. ผ่อนไม่ตรงงวดสอบได้ไม่มีเรื่องหนี้อยู่ในลักษณะต้องห้าม 11 ข้อของ ม.36 ข.
ค้างบัตรเครดิต ถูกทวงถามหรือถูกฟ้องคดีแพ่งสอบได้หนี้และคดีแพ่งไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามตามตัวบท
มีประวัติค้างชำระในรายงานเครดิตบูโรสอบได้ไม่มีในตัวบท และข้อมูลเครดิตมีไว้ประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อ ไม่ใช่คัดคนเข้าราชการ
ศาลพิพากษาให้ล้มละลาย ยังไม่ปลดสอบไม่ได้ (ขอ ก.พ. ยกเว้นได้)ม.36 ข. (6) ประกอบวรรคสอง
เคยล้มละลาย แต่ปลดจากล้มละลายแล้วสอบได้ตัวบทใช้คำว่าเป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ใช่เคยเป็น
ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลยังไม่พิพากษาให้ล้มละลายแล้วแต่กรณี ต้องหารือตัวบทไม่ได้เขียนถึงการพิทักษ์ทรัพย์ ให้ถามหน่วยรับสมัครและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
คดีถึงที่สุด จำคุกจริง ไม่ใช่ประมาทหรือลหุโทษสอบไม่ได้ (ขอ ก.พ. ยกเว้นได้)ม.36 ข. (7) ประกอบวรรคสอง
คดีถึงที่สุด จำคุกจากความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษสอบได้ข้อยกเว้นท้าย ม.36 ข. (7)
ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่รอการลงโทษไว้แล้วแต่กรณี ต้องหารือโดยหลักไม่เข้า (7) เพราะยังไม่ได้รับโทษจำคุก แต่ยังต้องดู (4) ตามพฤติการณ์
คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ยังไม่ถึงที่สุดสมัครได้ แต่มีความเสี่ยงยังไม่เข้า (7) แต่ ม.67 ดักกรณีต้องหาอยู่ก่อนแล้วขาดคุณสมบัติภายหลัง
เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือรัฐวิสาหกิจสอบไม่ได้จนกว่าจะครบเงื่อนไขม.36 ข. (8) (9) (10) ต้องพ้นงานเกิน 2 หรือ 3 ปี และไม่ใช่ทุจริตต่อหน้าที่
ลาออกจากราชการหรือรัฐวิสาหกิจเองสอบได้การลาออกไม่ใช่การถูกลงโทษ จึงไม่อยู่ใน (8) (9) (10)
ถูกเลิกจ้างจากบริษัทเอกชนสอบได้ตัวบทผูกกับหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจเท่านั้น
เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการสอบไม่ได้ (ขอ ก.พ. ยกเว้นได้ แต่ยาก)ม.36 ข. (11) ต้องผ่านมติ ก.พ. สี่ในห้า

ตารางนี้อ้างอิงตัวบทของข้าราชการพลเรือนตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 · สนามตำรวจ ครู และท้องถิ่นใช้กฎหมายคนละฉบับและมีเงื่อนไขเพิ่ม ต้องเปิดประกาศรับสมัครรอบที่จะสมัครอ่านเองทุกครั้ง

อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิงตัวบทโดยตรงจาก พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36, 54, 67 และ 110 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 22 ก 25 ม.ค. 2551 และคลังข้อมูลกฎหมายสำนักงาน ก.พ.), ระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการกรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2552 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 14 ง 27 ม.ค. 2553), หนังสือตอบข้อหารือของสำนักงาน ก.พ. ถึงสำนักงานประกันสังคม ลงวันที่ 4 ธ.ค. 2558 กรณีผู้ได้รับโทษจำคุกโดยรอการลงโทษกับมาตรา 36 ข. (4), พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 และมาตรา 81/1, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 102, พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 51, พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 30, ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเรื่องการไม่จัดเก็บข้อมูลเป็นแบล็คลิสต์และระยะเวลาจัดเก็บไม่เกิน 3 ปี, รายงานข่าวราชกิจจานุเบกษาเรื่องกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 มีผล 11 ต.ค. 2567, และช่องทางตรวจสอบของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สตช. กับกรมบังคับคดี · หน้านี้อธิบายกฎหมายเพื่อการเตรียมสอบ ไม่ใช่คำวินิจฉัยรายบุคคล กรณีที่มีคดีติดตัวหรือสถานะทางการเงินก้ำกึ่ง ให้นำเอกสารจริงไปปรึกษาส่วนราชการที่รับสมัครหรือสำนักงาน ก.พ. โดยตรงก่อนสมัครทุกครั้ง

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

ค้างหนี้ กยศ. อยู่ สมัครสอบราชการได้ไหม

ได้ ลักษณะต้องห้ามทั้ง 11 ข้อในมาตรา 36 ข. แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ไม่มีข้อไหนพูดถึงการเป็นหนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นหนี้ กยศ. บัตรเครดิต หรือสินเชื่ออื่น สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงคือเมื่อบรรจุแล้ว ส่วนราชการมีหน้าที่หักเงินเดือนนำส่งกรมสรรพากรเพื่อชำระคืนกองทุนตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกลไกชำระหนี้ ไม่ใช่บทลงโทษ และไม่กระทบสถานะการเป็นข้าราชการ

ติดเครดิตบูโร มีผลกับการสอบราชการไหม

ไม่มีผล และคำว่าติดเครดิตบูโรในความหมายบัญชีดำก็ไม่มีอยู่จริง บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติระบุเองว่าไม่ได้จัดเก็บข้อมูลเป็นแบล็คลิสต์ แต่บันทึกข้อเท็จจริงว่าชำระปกติหรือค้างชำระ และเก็บไว้ไม่เกิน 3 ปีนับจากได้รับรายงานการปิดบัญชี ข้อมูลเครดิตมีไว้ให้สถาบันการเงินใช้ประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อ ไม่ใช่ขั้นตอนหนึ่งของการรับสมัครข้าราชการ และไม่ปรากฏอยู่ในมาตรา 36 แต่อย่างใด

เคยเป็นบุคคลล้มละลาย ตอนนี้ปลดแล้ว สอบราชการได้ไหม

ได้ เพราะมาตรา 36 ข. (6) เขียนว่า เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งใช้คำว่าเป็น ไม่ใช่เคยเป็น ต่างจากข้อ (7) ถึง (11) ที่ใช้คำว่าเคย ตัวบทจึงดูสถานะปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วจึงไม่ใช่บุคคลล้มละลายอีกต่อไป โดยมาตรา 81/1 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย ให้บุคคลธรรมดาปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมายเมื่อพ้นสามปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลาย แต่ระยะเวลาอาจถูกสั่งหยุดนับได้ จึงควรยืนยันวันที่จริงกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

คดีที่ศาลรอลงอาญา รับราชการได้ไหม

ตัวบทไม่ได้เขียนคำว่ารอการลงโทษไว้เลย จุดชี้ขาดอยู่ที่ถ้อยคำในข้อ (7) ที่ว่า เคยต้องรับโทษจำคุก ซึ่งแนวการตีความที่อ้างอิงกันคือหมายถึงผู้ที่ถูกจำคุกจริง เมื่อศาลรอการลงโทษไว้ผู้นั้นจึงยังไม่ได้รับโทษจำคุก และโดยหลักไม่เข้าข้อ (7) แต่ยังต้องผ่านด่านข้อ (4) บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม ซึ่งเป็นดุลพินิจตามฐานความผิดและพฤติการณ์ มีกรณีจริงปี 2558 ที่ ก.พ. เห็นว่าคดียาเสพติดที่รอการลงโทษไว้ยังเข้าข้อ (4) และต้องให้ออกจากราชการ กรณีของแต่ละคนจึงต่างกัน ควรนำสำเนาคำพิพากษาไปปรึกษาหน่วยที่รับสมัครก่อนสมัคร

คดียังอยู่ระหว่างพิจารณา ยังไม่ถึงที่สุด สมัครสอบได้ไหม

สมัครได้ เพราะข้อ (7) กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีที่ยังอุทธรณ์หรือฎีกาอยู่จึงยังไม่เข้าข้อนี้ แต่ต้องรู้ความเสี่ยงว่ามาตรา 67 เขียนดักไว้ว่า ถ้ามีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้น ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน หมายความว่าถ้าคดีมาถึงที่สุดหลังบรรจุแล้ว ผลก็ตามมาถึงอยู่ดี ควรแจ้งข้อเท็จจริงตามจริงตั้งแต่ต้น อย่าปกปิด

เคยถูกไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ กลับมาสอบราชการได้ไหม

เข้าลักษณะต้องห้ามตามข้อ (8) แต่มาตรา 36 วรรคสองเปิดให้ ก.พ. พิจารณายกเว้นได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องออกจากงานไปเกินสองปีแล้ว และต้องไม่ใช่กรณีออกเพราะทุจริตต่อหน้าที่ การขอยกเว้นต้องยื่นคำขอก่อนเข้ารับราชการตามระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการกรณีมีลักษณะต้องห้ามฯ พ.ศ. 2552 โดยกรณีจะสอบแข่งขันให้ยื่นต่อเลขาธิการ ก.พ. มติยกเว้นต้องได้เสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของกรรมการที่มาประชุมและลงมติโดยลับ ถ้า ก.พ. ไม่ยกเว้น จะยื่นใหม่ได้เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่มีมติ