สนามสอบทั้งหมด

สอบราชการครั้งแรก เริ่มยังไงดี เส้นทางจากศูนย์ถึงบรรจุ

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นและยังงงว่าจะเริ่มตรงไหน คำตอบสั้น ๆ คือ เส้นทางมาตรฐานของการเป็นข้าราชการพลเรือนมี 3 ด่าน เรียกว่าภาค ก ภาค ข และภาค ค โดยภาค ก คือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปที่สำนักงาน ก.พ. จัดสอบเป็นประจำทุกปี (มีทั้งรอบ e-Exam และรอบ Paper & Pencil) ภาค ข คือการวัดความรู้เฉพาะตำแหน่งที่กรมแต่ละกรมจัดสอบเอง และภาค ค คือการวัดความเหมาะสมกับตำแหน่งซึ่งส่วนใหญ่คือการสัมภาษณ์ โดยภาค ข และภาค ค ต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ส่วนภาค ก มีเกณฑ์ตัดแยกเป็นรายวิชา เมื่อผ่านครบจึงจะถูกขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ แล้วรอเรียกบรรจุตามลำดับที่ ที่สำคัญคือมีสนามสอบราชการอีกจำนวนมากที่ไม่ต้องใช้ใบผ่านภาค ก ของ ก.พ. เลย เช่น ท้องถิ่น ครูผู้ช่วย ตำรวจ และธนาคารรัฐ ซึ่งจัดสอบเองทั้งกระบวนการ บทความนี้จะปูให้ครบตั้งแต่นิยาม เส้นทาง ค่าใช้จ่าย ปฏิทินทั้งปี ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มือใหม่เกือบทุกคนทำ

ภาค ก ภาค ข ภาค ค คืออะไร ต่างกันตรงไหน

สามคำนี้คือชื่อของด่านสอบสามด่านในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการ ภาค ก คือภาคความรู้ความสามารถทั่วไป วัดทักษะพื้นฐานที่ข้าราชการทุกตำแหน่งควรมี ไม่ผูกกับสายงาน ภาค ข คือภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง วัดว่าคุณรู้เนื้องานของตำแหน่งนั้นจริงหรือไม่ และภาค ค คือภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง วัดบุคลิก ทัศนคติ ประสบการณ์ และความเหมาะสมกับงาน ซึ่งโดยทั่วไปคือการสอบสัมภาษณ์ อาจมีการประเมินอื่นประกอบตามที่ส่วนราชการกำหนด

จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือ "ใครเป็นคนจัดสอบ" ภาค ก ของข้าราชการพลเรือนสามัญ สำนักงาน ก.พ. เป็นผู้จัดสอบกลาง สอบผ่านครั้งเดียวได้หนังสือรับรองที่ใช้ยื่นกับกรมไหนก็ได้ ส่วนภาค ข และภาค ค กรมหรือส่วนราชการที่เปิดรับสมัครเป็นผู้จัดสอบเอง เนื้อหาจึงต่างกันไปตามตำแหน่ง เช่น นักวิชาการเงินและบัญชีสอบกฎหมายการคลังและระเบียบการเบิกจ่าย ขณะที่นักวิเคราะห์นโยบายและแผนสอบเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและการวางแผน

เกณฑ์ตัดของภาค ข และภาค ค คือต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ในภาคนั้น ๆ (ส่วนภาค ก ของ ก.พ. ตัดแยกเป็นรายวิชา คือคิดวิเคราะห์ร้อยละ 60 ปริญญาโทร้อยละ 65 ภาษาอังกฤษร้อยละ 50 และความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีร้อยละ 60) ผ่านภาคก่อนหน้าจึงจะมีสิทธิ์เข้าภาคถัดไป และเวลาจัดลำดับผู้สอบแข่งขันได้เพื่อขึ้นบัญชี ส่วนราชการจะนำคะแนนภาค ข และภาค ค มารวมกันแล้วเรียงจากมากไปน้อย ข้อสังเกตสำคัญสำหรับมือใหม่คือ คะแนนภาค ก ไม่ได้ถูกนำมารวมในการจัดลำดับ ภาค ก ทำหน้าที่เป็นแค่ "ตั๋วผ่านประตู" เท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าหมดแรงไปกับภาค ก จนไม่เหลือพลังเตรียมภาค ข ซึ่งเป็นด่านที่ตัดสินลำดับจริง

หมายเหตุ: โครงสร้าง ก/ข/ค นี้เป็นหลักการกลางของการสอบแข่งขันเข้ารับราชการ แต่รายละเอียดคะแนนเต็มและวิธีจัดลำดับอาจต่างกันบ้างตามกฎหมายของแต่ละระบบ (พลเรือนสามัญ ท้องถิ่น ครู ตำรวจ) ให้ยึดตามประกาศรับสมัครของสนามที่คุณจะลงเป็นหลักเสมอ

เส้นทางมาตรฐาน 5 ขั้น จากศูนย์ถึงวันบรรจุ

เส้นทางที่คนส่วนใหญ่เดินมีห้าขั้นตามลำดับนี้ ขั้นที่หนึ่ง สอบภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ให้ผ่าน แล้วพิมพ์หนังสือรับรองเก็บไว้ ขั้นที่สอง เฝ้าประกาศรับสมัครสอบแข่งขันของกรมต่าง ๆ แล้วเลือกตำแหน่งที่วุฒิและสาขาของเราตรงตามที่ประกาศกำหนด ขั้นที่สาม สมัครและสอบภาค ข ของกรมนั้น ขั้นที่สี่ สอบภาค ค (สัมภาษณ์) และขั้นที่ห้า เมื่อผ่านครบก็จะถูกประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ตามลำดับคะแนน แล้วรอหนังสือเรียกรายงานตัวเพื่อบรรจุ

ขั้นที่สองคือขั้นที่มือใหม่มักตกม้าตาย เพราะการดูตำแหน่งไม่ได้ดูแค่ชื่อวุฒิ แต่ต้องดูว่าประกาศระบุ "สาขาวิชา" อะไรบ้าง บางตำแหน่งเปิดกว้างทุกสาขา แต่หลายตำแหน่งจำกัดเฉพาะสาขาที่กำหนด เช่น นิติศาสตร์ บัญชี หรือรัฐศาสตร์ และบางตำแหน่งต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย การเช็กคุณสมบัติให้ตรงตั้งแต่ก่อนสมัครสำคัญมาก เพราะถ้าสมัครผิดคุณสมบัติ แม้สอบได้ที่หนึ่งก็ถูกตัดสิทธิ์ภายหลังได้

มีทางลัดที่หลายคนไม่รู้ คือกรณี "ภาค ก พิเศษ" ซึ่งสำนักงาน ก.พ. จัดสอบให้ผู้ที่สอบผ่านภาค ข ของส่วนราชการแล้ว แต่ยังไม่มีหนังสือรับรองภาค ก แปลว่าถ้ากรมไหนเปิดรับสมัครโดยไม่บังคับว่าต้องมีใบภาค ก ตอนสมัคร คุณสามารถลุยภาค ข ไปก่อนได้ แล้วค่อยมาสอบภาค ก พิเศษทีหลังเพื่อให้ครบเงื่อนไขการบรรจุ ข้อควรรู้คือรอบภาค ก พิเศษไม่ได้เปิดกว้างให้ทุกคน แต่ละรอบสำนักงาน ก.พ. จะระบุไว้ในประกาศว่าเปิดให้ผู้สอบผ่านภาค ข ของหน่วยงานใดบ้าง เช่น รอบปี 2569 ที่เปิดรับสมัครช่วง 19-25 พฤษภาคม 2569 ระบุเฉพาะผู้สอบผ่านภาค ข ของบางส่วนราชการเท่านั้น จังหวะและเงื่อนไขแบบนี้เปลี่ยนทุกรอบ ให้ติดตามประกาศของสำนักงาน ก.พ. เป็นหลัก

สรุปเชิงปฏิบัติสำหรับคนเริ่มจากศูนย์วันนี้ ให้ทำสองอย่างขนานกันไปเลย หนึ่ง เริ่มซ้อมภาค ก ทันทีโดยไม่ต้องรอประกาศ เพราะเนื้อหานิ่งและใบรับรองไม่หมดอายุ สอง เริ่มสำรวจตำแหน่งที่วุฒิเราลงได้ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อจะได้รู้ล่วงหน้าว่าภาค ข ของตำแหน่งนั้นออกอะไร แล้วทยอยอ่านคู่ขนานไปกับภาค ก ไม่ใช่รอผ่านภาค ก ก่อนแล้วค่อยเริ่ม

ขึ้นบัญชีแล้วต้องรอนานไหม บัญชีอายุกี่ปี

บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของข้าราชการพลเรือนสามัญมีอายุไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันขึ้นบัญชี ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสอบแข่งขันที่ ก.พ. กำหนด (หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 17 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2556) ออกตามความในมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่ให้การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เป็นไปตามที่ ก.พ. กำหนด แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ถ้าส่วนราชการจัดสอบแข่งขันในตำแหน่งเดียวกันนั้นอีกครั้งและประกาศขึ้นบัญชีใหม่ บัญชีเดิมจะถูกยกเลิกทันที แม้ยังไม่ครบ 2 ปีก็ตาม เพราะฉะนั้น "สอบติดแล้ว" ไม่ได้แปลว่ามีที่นั่งรออยู่แน่นอน ยังต้องลุ้นว่าลำดับของเราจะถูกเรียกทันก่อนบัญชีหมดอายุหรือถูกยกเลิกหรือไม่

การเรียกบรรจุจะเรียงตามลำดับที่ในบัญชี และเรียกตามจำนวนอัตราว่างที่มีจริงในแต่ละช่วง ซึ่งขึ้นกับการเกษียณ การลาออก การโอนย้าย และกรอบอัตรากำลังที่ได้รับจัดสรร ลำดับต้น ๆ อาจได้เรียกภายในไม่กี่สัปดาห์หลังประกาศผล ขณะที่ลำดับท้าย ๆ อาจรอเป็นปีและสุดท้ายไม่ได้เรียกเลยก็มี ตรงนี้คือเหตุผลว่าทำไมคะแนนภาค ข และภาค ค ถึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ได้ตัดสินแค่ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ตัดสินว่าคุณจะอยู่ลำดับที่เท่าไรในคิว

กลยุทธ์ที่คนสอบติดมักใช้คือ ไม่หยุดสมัครหลังขึ้นบัญชี ตราบใดที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ ให้ยื่นสอบตำแหน่งอื่นหรือกรมอื่นต่อไปเรื่อย ๆ เพราะใบภาค ก ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งและไม่หมดอายุ การมีชื่อในหลายบัญชีพร้อมกันเพิ่มโอกาสได้บรรจุอย่างมีนัยสำคัญ และถ้าได้เรียกจากที่ที่ถูกใจกว่าก่อน ก็สละสิทธิ์อีกที่ได้ (โดยดูเงื่อนไขการสละสิทธิ์ในประกาศของแต่ละบัญชีประกอบ)

สนามที่ไม่ต้องใช้ใบผ่านภาค ก ของ ก.พ.

ข่าวดีสำหรับคนที่ยังสอบภาค ก ไม่ผ่าน คือมีงานราชการและงานรัฐจำนวนมากที่ไม่ต้องใช้หนังสือรับรองภาค ก ของ ก.พ. เลย เพราะอยู่คนละระบบกฎหมายกับข้าราชการพลเรือนสามัญ และหน่วยงานเหล่านั้นจัดสอบภาค ก ของตัวเองรวมอยู่ในกระบวนการอยู่แล้ว

สนามท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล อบต.) จัดสอบโดยคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. โดยสอบภาค ก และภาค ข ในคราวเดียวกัน แล้วผู้ที่ผ่านจึงเข้าสอบภาค ค ต่อ ผู้สมัครไม่ต้องมีใบภาค ก ของ ก.พ. มาก่อน สนามนี้มักเปิดรับจำนวนมากในรอบเดียว เช่น รอบปี 2568 เปิดรับหลายพันอัตรา และรับสมัครออนไลน์ในช่วงเดือนมีนาคม 2568

สนามครูผู้ช่วยของ สพฐ. ก็มีโครงสร้างภาค ก ภาค ข ภาค ค ของตัวเองภายใต้หลักเกณฑ์ของ ก.ค.ศ. โดยไม่ใช้ใบภาค ก ของ ก.พ. เกณฑ์ผ่านตามหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่คือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของแต่ละภาคเช่นกัน แต่หลักเกณฑ์ฝั่งครูมีการปรับแก้บ่อย ให้ตรวจประกาศของรอบที่จะสมัครอีกครั้ง สนามตำรวจก็จัดสอบเองทั้งกระบวนการ ทั้งสายอำนวยการและสายนักเรียนนายสิบ ส่วนธนาคารของรัฐอย่าง ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน เป็นการรับพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ข้าราชการ จึงไม่ต้องผ่านภาค ก ของ ก.พ. และคัดเลือกด้วยข้อสอบและกระบวนการของธนาคารเอง

อีกทางที่มักถูกมองข้ามคือตำแหน่ง "พนักงานราชการ" และลูกจ้างของส่วนราชการ ซึ่งโดยทั่วไปไม่ต้องใช้ใบภาค ก และเปิดรับถี่กว่ามากตลอดทั้งปี หลายคนใช้เส้นทางนี้เข้าไปทำงานในหน่วยงานที่อยากอยู่ก่อน สะสมประสบการณ์และความเข้าใจเนื้องาน แล้วค่อยสอบบรรจุเป็นข้าราชการภายหลัง ซึ่งช่วยได้จริงตอนสอบภาค ข และภาค ค เพราะตอบจากงานที่ทำอยู่ได้

ค่าสมัครประมาณเท่าไร และปีหนึ่งควรเตรียมตัวกี่เดือน

ค่าใช้จ่ายของการสอบราชการถูกกว่าที่หลายคนคิดมาก ค่าธรรมเนียมสมัครสอบภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ปี 2569 อยู่ที่ 280 บาท (ค่าธรรมเนียมสอบ 250 บาท บวกค่าธรรมเนียมธนาคารและบริการทางอินเทอร์เน็ต 30 บาท) ทั้งรอบ e-Exam และรอบ Paper & Pencil สนามท้องถิ่นรอบปี 2568 อยู่ที่ 430 บาท (ค่าสอบ 400 บาท บวกค่าธรรมเนียมธนาคาร 30 บาท) ส่วนสนามอื่น ๆ ของกรมต่าง ๆ มักอยู่ในช่วงหลักร้อยถึงห้าร้อยบาทต่อครั้ง ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนได้ทุกรอบ ให้ยึดตามประกาศรับสมัครฉบับจริงเสมอ

เรื่องปฏิทิน ให้จำจังหวะหลักของภาค ก ไว้ว่ารับสมัครต้นปีและสอบกลางปี ตัวอย่างจากปี 2569 รอบ e-Exam รับสมัคร 7-27 มกราคม 2569 (หรือจนกว่าที่นั่งจะเต็ม) และทยอยสอบเป็นรอบตั้งแต่ปลายมีนาคม 2569 เป็นต้นไป ส่วนรอบ Paper & Pencil รับสมัคร 14 มกราคม ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2569 สอบวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภายในวันที่ 15 กันยายน 2569 ขณะที่ภาค ข ของกรมต่าง ๆ กระจายเปิดตลอดทั้งปีไม่มีรอบตายตัว ใครเปิดเมื่อไรก็ต้องพร้อมเมื่อนั้น

ระยะเวลาเตรียมตัวที่สมเหตุสมผลสำหรับภาค ก คือ 3-6 เดือนสำหรับคนที่เริ่มจากศูนย์และมีงานประจำ โดยแบ่งเป็นสองเดือนแรกไล่เนื้อหาให้ครบทุกวิชา หนึ่งถึงสองเดือนถัดมาทำโจทย์เป็นชุดและวิเคราะห์ข้อผิด และเดือนสุดท้ายเน้นข้อสอบเสมือนจริงจับเวลาเต็มชุดสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย ถ้ามีเวลาเตรียมสั้นกว่านั้นมาก แนะนำให้ยอมทิ้งบางหัวข้อที่ออกน้อยและซับซ้อน แล้วเน้นเก็บให้แน่นในหัวข้อที่ออกทุกปีแทน

ทริกเรื่องจังหวะที่มีค่ามาก คือให้เตรียมพร้อมก่อนวันเปิดรับสมัคร ไม่ใช่หลังจากนั้น ที่นั่งสอบบางรอบโดยเฉพาะ e-Exam เต็มเร็วมาก และเอกสารประกอบการสมัคร เช่น รูปถ่ายตามสเปก สำเนาวุฒิ และช่องทางชำระเงิน ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า การพลาดรอบสมัครหนึ่งครั้งหมายถึงรอไปอีกหนึ่งปีเต็ม ซึ่งเจ็บกว่าการทำข้อสอบพลาดไปหลายข้อมาก

5 ข้อผิดพลาดของมือใหม่ และจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด

หนึ่ง เข้าใจผิดว่าสอบผ่านภาค ก แล้วได้เป็นข้าราชการเลย ความจริงคือภาค ก เป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้น ต้องไปสอบภาค ข และภาค ค ของกรมที่เปิดรับต่ออีก สอง อ่านแบบไม่แยกวิชา ทั้งที่เกณฑ์ภาค ก ตัดเป็นรายวิชาและต้องผ่านทุกวิชา คนจำนวนมากทุ่มเวลาให้วิชาที่ตัวเองถนัดอยู่แล้วจนคะแนนสูงเกินจำเป็น แล้วไปตกวิชาที่ปล่อยทิ้ง

สาม รอผ่านภาค ก ก่อนค่อยเริ่มดูตำแหน่ง ทำให้พอประกาศรับสมัครภาค ข ออกมาจริงก็เตรียมไม่ทัน เพราะบางกรมเปิดรับถึงวันสอบห่างกันไม่ถึงสองเดือน สี่ ไม่ตรวจคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งให้ละเอียดก่อนสมัคร ทั้งเรื่องสาขาวิชาที่ประกาศกำหนดและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จนเสียสิทธิ์ทั้งที่สอบได้

ห้า พลาดวันรับสมัคร ข้อนี้เจ็บที่สุดและแก้ได้ง่ายที่สุด ประกาศรับสมัครงานราชการกระจายอยู่ตามเว็บไซต์ของแต่ละกรม แต่ละแห่งเปิดคนละช่วง บางแห่งเปิดแค่ 7-10 วัน คนที่ตามเองด้วยการไล่เปิดเว็บทีละหน่วยงานมักตกหล่นเสมอ วิธีแก้คือใช้ระบบแจ้งเตือนแทนการตามด้วยตัวเอง

จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดสำหรับวันนี้คือ ลองทำชุดข้อสอบภาค ก ฟรีที่ snamsob.com สักหนึ่งชุดเพื่อวัดจุดยืนของตัวเองก่อน ระบบจะแยกผลเป็นรายวิชาตามเกณฑ์จริงของ ก.พ. ให้เห็นทันทีว่าวิชาไหนยังไม่ถึงเกณฑ์ และควรเริ่มอ่านจากตรงไหน ดีกว่าซื้อหนังสือมากองไว้ห้าเล่มแล้วไม่รู้จะเปิดเล่มไหนก่อน

จากนั้นเปิดใช้ระบบแจ้งเตือนประกาศเปิดสอบเข้า LINE ที่ snamsob.com เลือกสนามที่สนใจ เช่น ก.พ. ท้องถิ่น ครูผู้ช่วย ตำรวจ หรือธนาคารรัฐ แล้วปล่อยให้ประกาศวิ่งมาหาคุณเอง คุณจะได้ใช้เวลาที่เหลือไปกับการอ่านหนังสือ แทนที่จะใช้ไปกับการรีเฟรชหน้าเว็บราชการ ตอนนี้สมัครใหม่ทดลองใช้เต็มระบบได้ฟรี 90 วัน

อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิงประกาศสำนักงาน ก.พ. เรื่องการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2569 ทั้งรอบ e-Exam รอบ Paper & Pencil และรอบภาค ก พิเศษ (ocsc.go.th / job3.ocsc.go.th) · อายุบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ 2 ปี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสอบแข่งขันที่ ก.พ. กำหนดตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 17 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2556 ซึ่งออกตามความในมาตรา 53 พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 · ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ปี 2568 · หลักเกณฑ์การสอบครูผู้ช่วยของ ก.ค.ศ./สพฐ. · ค่าธรรมเนียม ปฏิทิน และเงื่อนไขเปลี่ยนได้ทุกรอบ กรุณาตรวจสอบกับประกาศรับสมัครฉบับจริงก่อนสมัครทุกครั้ง

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

ภาค ก ภาค ข ภาค ค ต่างกันอย่างไร

ภาค ก คือภาคความรู้ความสามารถทั่วไป สำนักงาน ก.พ. จัดสอบกลางให้ ใช้ได้กับทุกกรม ภาค ข คือภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง กรมที่เปิดรับสมัครจัดสอบเอง เนื้อหาต่างกันตามตำแหน่ง และภาค ค คือภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง ส่วนใหญ่คือการสัมภาษณ์ โดยภาค ข และภาค ค ต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ส่วนภาค ก ของ ก.พ. ตัดเกณฑ์แยกเป็นรายวิชาและต้องผ่านครบทุกวิชา

สอบผ่านภาค ก แล้วได้เป็นข้าราชการเลยไหม

ไม่ได้ ภาค ก เป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้นที่ใช้ยื่นสมัครสอบต่อ ต้องไปสมัครสอบภาค ข และภาค ค ของกรมที่เปิดรับสมัครในตำแหน่งที่วุฒิและสาขาของเราตรงตามประกาศ ผ่านครบแล้วจึงถูกขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และรอเรียกบรรจุตามลำดับที่

บัญชีผู้สอบแข่งขันได้มีอายุกี่ปี

ไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันขึ้นบัญชี ตามหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันที่ ก.พ. กำหนด (หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 17 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2556) ซึ่งออกตามความในมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 แต่ถ้ามีการสอบแข่งขันในตำแหน่งเดียวกันอีกครั้งและขึ้นบัญชีใหม่ บัญชีเดิมจะถูกยกเลิกทันทีแม้ยังไม่ครบ 2 ปี จึงควรสมัครสอบสนามอื่นต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้รับการบรรจุจริง

ไม่มีใบผ่านภาค ก ของ ก.พ. สอบราชการได้ไหม

ได้หลายสนาม เช่น สนามท้องถิ่นที่ กสถ. จัดสอบภาค ก และภาค ข ในคราวเดียวกัน สนามครูผู้ช่วยของ สพฐ. ที่ใช้หลักเกณฑ์ของ ก.ค.ศ. สนามตำรวจที่จัดสอบเอง ธนาคารของรัฐซึ่งรับเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงตำแหน่งพนักงานราชการและลูกจ้างที่โดยทั่วไปไม่ต้องใช้ใบภาค ก

ค่าสมัครสอบราชการประมาณเท่าไร

ภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ปี 2569 อยู่ที่ 280 บาท (ค่าสอบ 250 บาท บวกค่าธรรมเนียมธนาคาร 30 บาท) สนามท้องถิ่นรอบปี 2568 อยู่ที่ 430 บาท (ค่าสอบ 400 บาท บวกค่าธรรมเนียมธนาคาร 30 บาท) สนามอื่นมักอยู่ในช่วงหลักร้อยถึงห้าร้อยบาทต่อครั้ง ตัวเลขเปลี่ยนได้ทุกรอบ ให้ยึดประกาศรับสมัครฉบับจริง

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีประกาศเปิดสอบใหม่

ใช้ระบบแจ้งเตือนแทนการไล่เปิดเว็บทีละหน่วยงาน ที่ snamsob.com มีระบบแจ้งเตือนประกาศเปิดสอบเข้า LINE เลือกสนามและตำแหน่งที่สนใจไว้ล่วงหน้า พร้อมชุดข้อสอบภาค ก ให้ลองฟรี เพื่อวัดว่าตอนนี้แต่ละวิชาห่างเกณฑ์อยู่เท่าไร