สอบ ก.พ. ภาค ก ต้องได้กี่คะแนนถึงผ่าน เกณฑ์จริงแยกตามวุฒิ
คำตอบสั้นที่สุดคือ ภาค ก ไม่ได้ตัดที่ "คะแนนรวม" แต่ตัดเป็นรายวิชา และต้องผ่านครบทุกวิชาในการสอบครั้งเดียวกัน ตามประกาศปีล่าสุด (การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2569) ผู้สมัครระดับต่ำกว่าปริญญาตรีและปริญญาตรีต้องได้วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ส่วนระดับปริญญาโทต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ขณะที่วิชาภาษาอังกฤษต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เท่ากันทุกระดับวุฒิ แปลว่าคนที่ทำคิดวิเคราะห์ได้เต็ม แต่ภาษาอังกฤษได้ร้อยละ 48 ก็ยังถือว่าสอบตกภาค ก อยู่ดี บทความนี้จะพาไล่ทีละจุดว่าคะแนนเต็มแต่ละวิชาเท่าไร เกณฑ์แต่ละวุฒิต่างกันตรงไหน e-Exam กับ Paper & Pencil ใช้เกณฑ์เดียวกันหรือไม่ หนังสือรับรองที่ได้มาใช้ได้นานแค่ไหน และถ้าเวลาเหลือไม่มาก ควรทุ่มแรงลงวิชาไหนก่อนถึงจะข้ามเส้นได้เร็วที่สุด
ในคู่มือนี้
- 1. โครงสร้างข้อสอบภาค ก ปัจจุบัน: 3 วิชา 100 ข้อ 200 คะแนน
- 2. เกณฑ์ผ่านแยกตามระดับวุฒิ: 60% กับ 65% ต่างกันตรงไหน
- 3. ภาษาอังกฤษ: วิชาที่ตัดคนออกมากที่สุด และเงื่อนไขที่ต้องรู้
- 4. e-Exam กับ Paper & Pencil ใช้เกณฑ์ต่างกันไหม
- 5. หนังสือรับรองภาค ก ใช้ได้กี่ปี และสถิติคนผ่านจริง
- 6. เทคนิคไปให้ถึงเกณฑ์เร็วที่สุด และซ้อมฟรีที่ snamsob.com
โครงสร้างข้อสอบภาค ก ปัจจุบัน: 3 วิชา 100 ข้อ 200 คะแนน
ภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ในรูปแบบปัจจุบันมี 3 วิชา รวม 100 ข้อ คะแนนเต็ม 200 คะแนน ใช้เวลาสอบ 3 ชั่วโมงติดกัน โดยแบ่งเป็นวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 50 ข้อ 100 คะแนน วิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ 50 คะแนน และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 25 ข้อ 50 คะแนน สังเกตว่าวิชาคิดวิเคราะห์กินสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็มทั้งฉบับ แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ใช่วิชาที่ทำคนตกมากที่สุด เพราะเกณฑ์ตัดถูกคิดแยกรายวิชา ไม่ได้ถ่วงน้ำหนักรวมกัน
วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ยังแตกย่อยเป็น 3 ก้อนที่คนมักเรียกกันติดปากว่าคณิต ไทย และอนุกรม/อุปมา ได้แก่ การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา (อ่านจับใจความ สรุปความ เรียงประโยค การใช้ภาษาไทย) การคิดวิเคราะห์เชิงนามธรรม (อุปมาอุปไมย เงื่อนไขสัญลักษณ์ การหาข้อสรุปเชิงตรรกะ) และการคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ (คณิตศาสตร์พื้นฐาน อนุกรม การวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางและกราฟ เงื่อนไขทางคณิตศาสตร์) ทั้งสามก้อนนี้รวมคะแนนกันเป็นวิชาเดียว ไม่ได้ตัดเกณฑ์แยกก้อนย่อย ข้อดีคือถ้าคุณอ่อนอนุกรมมาก ๆ ยังชดเชยด้วยเชิงภาษาและการอ่านกราฟได้
วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีเป็นวิชากฎหมาย ขอบเขตหลักวนอยู่รอบกฎหมายชุดเดียวกันคือ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ร.บ. มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 และประมวลกฎหมายอาญาในส่วนความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ขอบเขตแคบและนิ่งกว่าวิชาอื่นมาก จึงเป็นวิชาที่ปั้นคะแนนขึ้นได้เร็วที่สุดถ้าเหลือเวลาน้อย
ข้อควรระวัง: โครงสร้างนี้เป็นโครงสร้างตามประกาศปีล่าสุด และเคยเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้งในรอบสิบปี (เดิมแบ่งเป็นวิชาความสามารถทั่วไป ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ) ทุกครั้งที่จะสมัคร ให้เปิดประกาศรับสมัครของปีนั้นที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.พ. อ่านหัวข้อ "หลักสูตรและวิธีการสอบ" ด้วยตัวเองเสมอ อย่าเชื่อสรุปเก่าที่ค้างอยู่ในกลุ่มติวหรือไฟล์ PDF ที่ส่งต่อกันมาหลายปี
เกณฑ์ผ่านแยกตามระดับวุฒิ: 60% กับ 65% ต่างกันตรงไหน
ความต่างของเกณฑ์ตามวุฒิอยู่ที่วิชาเดียวเท่านั้น คือวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ตามประกาศปีล่าสุด ผู้สมัครระดับต่ำกว่าปริญญาตรี (ปวช. ปวท. อนุปริญญา ปวส.) และระดับปริญญาตรี ใช้เกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มวิชานั้น ส่วนผู้สมัครระดับปริญญาโทถูกยกเกณฑ์ขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 อีกสองวิชาที่เหลือใช้เกณฑ์เดียวกันหมดทุกระดับวุฒิ คือภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60
แปลงเป็นคะแนนดิบให้เห็นภาพ ข้อสอบภาค ก คิดข้อละ 2 คะแนนเท่ากันทุกข้อ วิชาคิดวิเคราะห์เต็ม 100 คะแนนจาก 50 ข้อ เกณฑ์ร้อยละ 60 จึงเท่ากับ 60 คะแนน หรือตอบถูก 30 ข้อ ส่วนเกณฑ์ร้อยละ 65 ของ ป.โท เท่ากับ 65 คะแนน ซึ่งเมื่อคะแนนขยับทีละ 2 ในทางปฏิบัติแปลว่าต้องตอบถูกอย่างน้อย 33 ข้อ (66 คะแนน) วิชาภาษาอังกฤษเต็ม 50 คะแนนจาก 25 ข้อ เกณฑ์ร้อยละ 50 เท่ากับ 25 คะแนน ซึ่งในทางปฏิบัติต้องตอบถูกอย่างน้อย 13 ข้อ (26 คะแนน) เพราะ 12 ข้อได้ 24 คะแนน ยังไม่ถึงเส้น และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีเต็ม 50 คะแนนจาก 25 ข้อ เกณฑ์ร้อยละ 60 เท่ากับ 30 คะแนน หรือตอบถูก 15 ข้อ ทั้งนี้ประกาศของ ก.พ. เขียนเกณฑ์ไว้เป็น "ร้อยละ" จึงควรยึดถ้อยคำในประกาศของปีที่สอบเป็นหลัก
จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือเข้าใจว่าเอาคะแนนสามวิชามารวมกันแล้วหารเฉลี่ยให้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ก็ผ่าน ซึ่งไม่ใช่ เกณฑ์เป็นแบบ "ต้องผ่านทุกวิชา" (all-or-nothing) ตกวิชาเดียวคือตกทั้งฉบับ ไม่มีการเอาคะแนนวิชาที่เกินเกณฑ์ไปโปะวิชาที่ขาด และไม่มีการเก็บผลรายวิชาข้ามปีไปสะสม ปีหน้าสอบใหม่ก็ต้องผ่านครบทั้งสามวิชาในคราวเดียวกันอีกครั้ง
อีกจุดที่ต้องระวังคือ วุฒิที่ใช้กำหนดเกณฑ์คือวุฒิที่คุณเลือกสมัครสอบ ไม่ใช่วุฒิสูงสุดที่คุณมี ผู้ที่จบ ป.โท แล้วเลือกสมัครในระดับ ป.ตรี จะถูกตัดที่ร้อยละ 60 และได้หนังสือรับรองระดับ ป.ตรี ซึ่งใช้สมัครตำแหน่งที่ต้องการวุฒิ ป.โท ไม่ได้ ในทางกลับกัน หนังสือรับรองระดับที่สูงกว่าโดยทั่วไปใช้ยื่นกับตำแหน่งที่ต้องการวุฒิต่ำกว่าได้ เพราะฉะนั้นก่อนกดสมัครให้คิดจากตำแหน่งปลายทางที่อยากลง แล้วย้อนกลับมาเลือกระดับวุฒิที่จะสอบ ไม่ใช่เลือกระดับที่เกณฑ์ต่ำที่สุดเพราะกลัวตก
ภาษาอังกฤษ: วิชาที่ตัดคนออกมากที่สุด และเงื่อนไขที่ต้องรู้
ถ้าจะเลือกวิชาเดียวที่ทำให้คนตกภาค ก มากที่สุด คนที่เคยสอบเกือบทุกคนจะชี้ไปที่ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เพราะข้อสอบยากเป็นพิเศษ แต่เพราะมันเป็นวิชาที่ผู้สอบสายไม่ใช้ภาษาอังกฤษมักปล่อยทิ้งไว้ท้ายสุด แล้วมาเจอว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 แปลว่าต้องตอบถูกอย่างน้อย 13 จาก 25 ข้อ ซึ่งเดาล้วนไม่พอ ขอบเขตหลักคือ conversation ในสถานการณ์ทำงานและชีวิตประจำวัน vocabulary structure/grammar และ reading comprehension ระดับพื้นฐานถึงกลาง
เงื่อนไขสำคัญคือ ในการสอบภาค ก รอบทั่วไป (e-Exam และ Paper & Pencil) ภาษาอังกฤษเป็นวิชาบังคับที่ต้องสอบและต้องผ่านในการสอบครั้งนั้น หลักสูตรและวิธีการสอบตามประกาศปีล่าสุดกำหนดให้วัดผลทั้งสามวิชาจากข้อสอบของ ก.พ. เอง ไม่ได้เปิดช่องให้ยื่นผลคะแนนจากสถาบันอื่น เช่น TOEIC TOEFL หรือ IELTS มาใช้แทนวิชานี้ ส่วนการจัดสอบซ่อมเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษแยกต่างหากนั้นเคยมีในอดีตแต่ถูกยกเลิกไปแล้ว ข้อควรระวังคือเงื่อนไขเรื่องการยื่นผลภาษาอังกฤษเคยแตกต่างกันไปตามยุคสมัยและตามรอบที่จัดสอบ ข้อมูลเก่าที่ยังลอยอยู่ในอินเทอร์เน็ตจึงขัดกันเองบ่อยมาก ให้เปิดหัวข้อ "หลักสูตรและวิธีการสอบ" ในประกาศรับสมัครของรอบที่คุณจะสมัครยืนยันด้วยตัวเองทุกครั้ง อย่าวางแผนทั้งปีบนสมมติฐานว่ายื่น TOEIC แทนได้
แผนที่ได้ผลจริงสำหรับคนที่พื้นอังกฤษอ่อนคือ อย่าไปไล่ท่องศัพท์เป็นเล่ม แต่ให้เจาะสามอย่างตามลำดับ หนึ่ง บทสนทนา (conversation) เพราะรูปแบบซ้ำและจำแพตเทิร์นการตอบรับ ปฏิเสธ ขอโทษ ขออนุญาต ได้ไม่กี่สิบรูปประโยค สอง error identification และ grammar พื้นฐานที่ออกวนอยู่ไม่กี่เรื่อง เช่น tense subject-verb agreement preposition และ if-clause สาม reading ค่อยทำท้ายสุด เพราะกินเวลาต่อข้อสูงที่สุด การไล่ตามลำดับนี้ทำให้คนที่เริ่มจากศูนย์มักขยับจากราว 8 ข้อขึ้นมาแตะ 13-15 ข้อได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งพอดีกับเส้นผ่าน
e-Exam กับ Paper & Pencil ใช้เกณฑ์ต่างกันไหม
ไม่ต่างกัน ทั้งสองรูปแบบเป็นการสอบภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. เหมือนกัน ใช้หลักสูตรเดียวกัน จำนวนข้อและคะแนนเต็มเท่ากัน และใช้เกณฑ์ผ่านชุดเดียวกันตามระดับวุฒิ ผู้ที่สอบผ่านทั้งสองรูปแบบจะได้หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ที่มีศักดิ์เท่ากันทุกประการ ใช้ยื่นสมัครสอบภาค ข ของส่วนราชการได้เหมือนกัน ไม่มีหน่วยงานไหนรับเฉพาะใบจากรอบใดรอบหนึ่ง
ความต่างอยู่ที่วิธีสอบและโลจิสติกส์ e-Exam ทำข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์สอบ แบ่งเป็นหลายรอบให้เลือกวันเวลา และรู้ผลเร็วกว่า แต่ผู้สมัครเลือกได้เพียงศูนย์สอบเดียวและรอบเดียว จำนวนที่นั่งรวมทั้งปีจึงน้อยกว่ารอบกระดาษ และเต็มเร็วมากตั้งแต่วันแรกที่เปิดรับสมัคร ส่วน Paper & Pencil เป็นการฝนคำตอบลงกระดาษ จัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศในวันเดียว ที่นั่งเยอะกว่ามาก แต่กว่าจะประกาศผลใช้เวลานานกว่า ตัวเลขของปี 2569 เทียบให้เห็นภาพคือ e-Exam เปิด 243,117 ที่นั่งใน 26 ศูนย์สอบ ขณะที่ Paper & Pencil เปิด 450,000 ที่นั่งใน 14 ศูนย์สอบ
กลยุทธ์ที่คนสอบผ่านมักใช้คือสมัครทั้งสองรอบในปีเดียวกัน เพราะโดยปกติผู้ที่สมัคร e-Exam ยังสมัครรอบ Paper & Pencil ได้อีก เท่ากับได้ยิงสองนัดในปีเดียว ถ้าพลาดรอบ e-Exam ช่วงต้นปีก็ยังมีรอบกระดาษกลางปีเป็นตาข่ายรองรับ ตัวอย่างจังหวะจริงของปี 2569 คือ e-Exam เปิดรับสมัคร 7-27 มกราคม 2569 (หรือจนกว่าที่นั่งจะเต็ม) แล้วทยอยสอบเป็นรอบตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยประกาศผลแยกเป็นชุดตามรอบสอบ ส่วน Paper & Pencil เปิดรับสมัคร 14 มกราคม ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2569 สอบพร้อมกันวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภายในวันที่ 15 กันยายน 2569 กำหนดการแบบนี้ขยับได้ทุกปี ให้ยึดปฏิทินในประกาศรับสมัครของปีนั้นเป็นหลัก
หนังสือรับรองภาค ก ใช้ได้กี่ปี และสถิติคนผ่านจริง
หนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) ของสำนักงาน ก.พ. ไม่มีวันหมดอายุ สอบผ่านครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป เว้นแต่ ก.พ. จะกำหนดเป็นอย่างอื่นในภายหลัง หลักฐานที่ยืนยันเรื่องนี้ชัดที่สุดคือระบบพิมพ์หนังสือรับรองออนไลน์ของสำนักงาน ก.พ. เปิดให้ผู้สอบผ่านย้อนหลังไปถึงปี 2540 เข้าไปพิมพ์ใบรับรองของตัวเองได้ ซึ่งแปลว่าใบที่สอบได้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนก็ยังใช้การได้อยู่
ในทางปฏิบัติ หมายความว่าคุณไม่ต้องสอบภาค ก ใหม่ทุกปี สอบผ่านรอบเดียวแล้วเก็บใบไว้ยิงสมัครภาค ข ของกรมต่าง ๆ ได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะติด สิ่งที่ต้องทำคือเข้าไปพิมพ์ไฟล์ใบรับรองเก็บไว้ที่ job3.ocsc.go.th หรือแอปพลิเคชัน JOB OCSC แล้วสำรองไฟล์ไว้หลายที่ เพราะเวลากรมเปิดรับสมัครมักให้เวลาอัปโหลดเอกสารสั้นมาก ข้อควรระวังคือแม้ตัวใบจะไม่หมดอายุ แต่ประกาศรับสมัครของแต่ละตำแหน่งอาจมีเงื่อนไขเพิ่ม เช่น ต้องเป็นใบระดับวุฒิที่ตรงกับตำแหน่ง จึงต้องอ่านประกาศของตำแหน่งนั้นทุกครั้ง
ส่วนคำถามว่าสอบผ่านยากแค่ไหน ตัวเลขทางการช่วยตอบได้ตรงที่สุด ปี 2568 สำนักงาน ก.พ. เปิดที่นั่งสอบรอบ Paper & Pencil 450,000 ที่นั่งและมีผู้สมัครเต็มทุกที่นั่ง แต่มีผู้สอบผ่าน 19,488 ราย คิดเป็นราวร้อยละ 4.3 เมื่อดูย้อนหลังหลายปี อัตราผ่านก็อยู่ในหลักหน่วยมาตลอด เช่น ปี 2566 ผ่าน 15,485 ราย จากผู้สมัครราว 333,500 คน (ราวร้อยละ 4.6) ปี 2567 ผ่าน 28,571 ราย จากผู้สมัครราว 384,900 คน (ราวร้อยละ 7.4) ซึ่งนับเป็นปีที่ผ่านเยอะกว่าปกติ และปี 2564 ผ่าน 11,349 ราย จากผู้สมัครราว 719,805 คน (ราวร้อยละ 1.6) สรุปคือช่วงที่พบบ่อยอยู่ราวร้อยละ 1.5 ถึง 7 แกว่งไปตามปีและชุดข้อสอบ
ตัวเลขร้อยละ 4 ฟังดูโหด แต่ต้องอ่านให้ถูก ฐานที่ใช้หารคือ "จำนวนผู้สมัคร" ไม่ใช่ "จำนวนผู้ที่เตรียมตัวมาจริง" ทุกปีมีคนสมัครแล้วไม่ไปสอบ กับคนที่เข้าห้องสอบโดยไม่เคยเปิดหนังสือเลยรวมกันเป็นสัดส่วนสูงมาก คนที่ซ้อมข้อสอบอย่างเป็นระบบ 2-3 เดือนจึงมีโอกาสจริงสูงกว่าตัวเลขนี้หลายเท่า อย่าเอาสถิติมาทำให้ตัวเองท้อ ให้เอามาเตือนว่าการอ่านแบบเรื่อย ๆ ไม่พอเท่านั้นเอง
เทคนิคไปให้ถึงเกณฑ์เร็วที่สุด และซ้อมฟรีที่ snamsob.com
หลักคิดที่ทำให้ถึงเกณฑ์เร็วที่สุดมีข้อเดียว คือ เกณฑ์เป็นรายวิชา ดังนั้นให้เล่นเกม "ยกวิชาที่ยังไม่ถึงเส้น" ไม่ใช่เกม "ทำคะแนนรวมให้สูง" ลองข้อสอบเสมือนจริงเต็มชุดหนึ่งครั้งก่อน แล้วดูว่าวิชาไหนยังต่ำกว่าเกณฑ์ จากนั้นทุ่มเวลาให้วิชาที่ห่างเส้นน้อยที่สุดก่อน การดันภาษาอังกฤษจากร้อยละ 40 ไป 52 ใช้แรงน้อยกว่าการดันคิดวิเคราะห์จากร้อยละ 78 ไป 88 มาก และให้ผลต่อการผ่านหรือไม่ผ่านเท่ากันเป๊ะ
ลำดับที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนมีเวลา 2-3 เดือน คือ (1) วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีก่อน เพราะขอบเขตนิ่ง กฎหมายชุดเดิม ท่องมาตราสำคัญกับหลักการหลักไม่กี่สิบจุดก็ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ได้ (2) ภาษาอังกฤษ เจาะ conversation และ grammar ที่ออกซ้ำ ให้ข้ามเส้นครึ่งฉบับ (3) คิดวิเคราะห์ เก็บเชิงปริมาณเรื่องที่ออกทุกปี เช่น ร้อยละ อัตราส่วน การอ่านตาราง/กราฟ และ สรุปความเชิงภาษา ส่วนอนุกรมที่พลิกแพลงมากให้ทิ้งเป็นข้อสุดท้าย
เรื่องการบริหารเวลาในห้องสอบสำคัญไม่แพ้เนื้อหา ข้อสอบ 100 ข้อใน 3 ชั่วโมง เฉลี่ยราว 1.8 นาทีต่อข้อ แต่ไม่ควรใช้เวลาเท่ากันทุกข้อ วิธีที่ปลอดภัยคือกวาดวิชากฎหมายและภาษาอังกฤษให้จบเร็วในช่วงแรกที่สมองยังสด แล้วเหลือเวลาก้อนใหญ่ไว้ให้คิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ พร้อมตั้งกฎเหล็กว่าข้อไหนคิดเกิน 2 นาทีแล้วยังไม่เห็นทางให้ข้ามทันที เพราะทุกข้อมีค่าเท่ากัน การจมอยู่กับอนุกรมข้อเดียว 8 นาทีคือการแลกคะแนน 4-5 ข้อทิ้งไปฟรี ๆ
ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้ตัวเองห่างเส้นแค่ไหน เริ่มจากลองทำชุดข้อสอบภาค ก ฟรีที่ snamsob.com ได้เลย ระบบจะแยกคะแนนให้เป็นรายวิชาและรายหัวข้อย่อยตามเกณฑ์จริงของ ก.พ. คุณจะเห็นทันทีว่าวิชาไหนยังไม่ถึงร้อยละ 60 หรือ 50 และควรลงแรงตรงไหนก่อน แทนที่จะอ่านไปเรื่อย ๆ แบบเดาทาง
อีกเรื่องที่คนพลาดจนน่าเสียดายคือ "อ่านทัน แต่สมัครไม่ทัน" รอบรับสมัครภาค ก และประกาศรับสมัครภาค ข ของแต่ละกรมเปิดสั้นมาก บางรอบที่นั่งเต็มภายในวันเดียว ที่ snamsob.com มีระบบแจ้งเตือนประกาศเปิดสอบเข้า LINE ให้เลือกสนามและตำแหน่งที่สนใจไว้ พอมีประกาศใหม่จะเด้งเข้า LINE ทันทีโดยไม่ต้องคอยรีเฟรชเว็บราชการเอง สมัครใช้งานได้ฟรี และตอนนี้เปิดให้ทดลองใช้เต็มระบบ 90 วัน
อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิงประกาศสำนักงาน ก.พ. เรื่องการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2569 (e-Exam และ Paper & Pencil) ทาง ocsc.go.th และ job3.ocsc.go.th · ปฏิทินปี 2569 (รับสมัคร e-Exam 7-27 ม.ค. · รับสมัคร P&P 14 ม.ค.-3 ก.พ. · สอบ P&P 5 ก.ค. · ประกาศผล P&P ภายใน 15 ก.ย.) และจำนวนที่นั่ง/ศูนย์สอบ จากรายงานข่าวที่อ้างประกาศสำนักงาน ก.พ. · สถิติผู้สอบผ่านปี 2564-2568 จากรายงานข่าวที่อ้างข้อมูลสำนักงาน ก.พ. · เกณฑ์ ปฏิทิน และเงื่อนไขวิชาภาษาอังกฤษอาจเปลี่ยนได้ทุกปี กรุณาตรวจสอบกับประกาศรับสมัครของรอบที่จะสอบก่อนตัดสินใจทุกครั้ง