สนามสอบทั้งหมด

แผนอ่านหนังสือสอบ ก.พ. ภาค ก 2569: 1 / 3 / 6 เดือน ต้องทำอะไรบ้าง

คำตอบสั้นที่สุดคือ ไม่ว่าจะเหลือ 6 เดือน 3 เดือน หรือ 1 เดือน แผนที่ได้ผลเริ่มเหมือนกันหมด คือทำข้อสอบวินิจฉัยหนึ่งชุดก่อนเปิดหนังสือ เพื่อดูว่าตอนนี้ห่างจากเกณฑ์ผ่านรายวิชาอยู่เท่าไร แล้วค่อยแบ่งเวลาตามน้ำหนักคะแนนจริงของภาค ก ซึ่งคิดวิเคราะห์กินคะแนนครึ่งหนึ่งของสนาม สิ่งที่ต่างกันคือความหนาแน่น ถ้ามี 6 เดือนคุณมีเวลาปูพื้นแล้วค่อยเร่งความเร็ว ถ้ามี 3 เดือนต้องข้ามการอ่านเรียงบทและยิงตรงจุดอ่อน ส่วนถ้าเหลือ 1 เดือนคือโหมดสปรินต์ ทำชุดจับเวลาเต็มรูปแบบทุกสัปดาห์แล้วเก็บเฉพาะข้อที่พลาดซ้ำ บทความนี้แจกแจงทั้งสามแผน สัดส่วนเวลาต่อวิชา ตารางรายสัปดาห์ตัวอย่าง และกับดักที่ทำให้หลายคนอ่านหนักแต่สอบไม่ผ่าน หมายเหตุเรื่องเวลา รอบสอบภาค ก ของปี 2569 ทั้ง e-Exam และ Paper & Pencil จัดสอบครบไปแล้วตั้งแต่กลางปี แผนในบทความนี้จึงใช้เตรียมตัวสำหรับรอบรับสมัครถัดไป โดยยึดโครงสร้างข้อสอบและเกณฑ์ผ่านตามประกาศปี 2569 เป็นฐาน แล้วค่อยยืนยันกับประกาศของปีที่คุณจะสมัครอีกครั้ง

ก่อนวางแผน ให้ทำชุดวินิจฉัยหนึ่งรอบเสมอ

อย่าเพิ่งซื้อหนังสือแล้วอ่านจากหน้าแรกไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ควรทำในสองชั่วโมงแรกของการเตรียมตัวคือทำข้อสอบวินิจฉัยครบทั้งสามวิชาแบบจับเวลาจริง แล้วบันทึกคะแนนดิบไว้เป็นจุดตั้งต้น เพราะแผนอ่านหนังสือที่ดีไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าอ่านอะไรก่อน แต่เริ่มจากคำถามว่าตอนนี้ขาดอะไรอยู่กี่คะแนน

เหตุผลที่ต้องรู้ตัวเลขนี้ก่อน เพราะภาค ก ตัดสินแบบผ่านรายวิชา ไม่ใช่รวมคะแนนทั้งหมดแล้วเฉลี่ย โครงสร้างตามประกาศปีล่าสุด (ปี 2569) คือ 3 วิชา รวม 100 ข้อ 200 คะแนน ได้แก่ วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 50 ข้อ 100 คะแนน ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ (ระดับปริญญาโทใช้เกณฑ์ 65 เปอร์เซ็นต์) วิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ 50 คะแนน ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 25 ข้อ 50 คะแนน ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ตกวิชาเดียวคือตกทั้งสนาม แม้อีกสองวิชาจะทำได้เกือบเต็ม

เมื่อได้ผลวินิจฉัยแล้ว อย่าดูแค่คะแนนรวม ให้แยกข้อที่ผิดออกเป็นสามกอง กองแรกคือไม่รู้เนื้อหา แก้ด้วยการกลับไปอ่านทฤษฎีเฉพาะหัวข้อนั้น กองที่สองคือรู้วิธีทำแต่ทำไม่ทัน แก้ด้วยการฝึกจับเวลาและหาทางลัดในการคิด กองที่สามคือรู้และทำทันแต่ตอบผิดเพราะอ่านโจทย์ข้าม แก้ด้วยการเปลี่ยนวิธีอ่านโจทย์ ไม่ใช่การอ่านหนังสือเพิ่ม สามกองนี้ใช้เวลาแก้ไม่เท่ากันเลย และคนส่วนใหญ่ที่รู้สึกว่าอ่านเท่าไรก็ไม่ขึ้นมักติดอยู่ที่กองที่สองกับสาม แต่ไปทุ่มเวลากับกองที่หนึ่ง

จดคะแนนตั้งต้นรายวิชาไว้ในสมุดหน้าแรก แล้ววัดซ้ำด้วยชุดใหม่ทุก 3 ถึง 4 สัปดาห์ ถ้าตัวเลขไม่ขยับเลยหลังผ่านไปหนึ่งเดือน แปลว่าปัญหาอยู่ที่วิธีเรียน ไม่ใช่จำนวนชั่วโมง และต้องเปลี่ยนวิธี ไม่ใช่เพิ่มเวลา

แปลงน้ำหนักคะแนนให้เป็นสัดส่วนเวลาอ่าน

หลักง่าย ๆ คือให้เวลาตามคะแนนที่วิชานั้นถือไว้ วิชาคิดวิเคราะห์ถือ 100 คะแนนจาก 200 หรือครึ่งหนึ่งของสนาม ส่วนภาษาอังกฤษและความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีถือวิชาละ 50 คะแนน หรือวิชาละหนึ่งในสี่ สัดส่วนเวลาตั้งต้นที่สมเหตุสมผลจึงเป็น 50 ต่อ 25 ต่อ 25 ถ้าคุณมีเวลาอ่านสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง ก็คือคิดวิเคราะห์ 5 ชั่วโมง อังกฤษ 2.5 ชั่วโมง และข้าราชการที่ดี 2.5 ชั่วโมง

จากนั้นค่อยปรับตามผลวินิจฉัย กติกาการปรับที่ใช้ได้จริงคือ วิชาไหนที่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ผ่านให้ดึงเวลามาเพิ่มอีกราวหนึ่งในสามจากวิชาที่ผ่านสบายแล้ว แต่ห้ามตัดวิชาใดเหลือศูนย์เด็ดขาด เพราะทักษะทั้งสามวิชาเสื่อมเร็วถ้าไม่ได้แตะเลยติดกันหลายสัปดาห์ ทางที่ดีคือกำหนดขั้นต่ำไว้ว่าทุกวิชาต้องได้เวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเสมอ ถือเป็นการรักษาสภาพ

ในทางปฏิบัติ วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีมักคืนคะแนนต่อชั่วโมงได้เร็วที่สุด เพราะขอบเขตค่อนข้างชัดและผูกกับตัวบทกฎหมายและระเบียบราชการโดยตรง เช่น ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติราชการ และเจตคติกับจริยธรรมของข้าราชการ อ่านแล้วได้คะแนนแน่นอนกว่าการไล่ฝึกเลขให้เร็วขึ้นอีกไม่กี่วินาที ถ้าคุณเหลือเวลาน้อย ให้เก็บวิชานี้ให้ผ่านเกณฑ์ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วเอาเวลาที่เหลือทั้งหมดไปทุ่มกับคิดวิเคราะห์

ส่วนภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่เกณฑ์ผ่านต่ำที่สุดคือ 50 เปอร์เซ็นต์ของ 50 คะแนน นั่นคือต้องได้อย่างน้อย 25 คะแนน และเมื่อวิชานี้มี 25 ข้อ 50 คะแนน หรือเฉลี่ยข้อละ 2 คะแนน ก็เท่ากับต้องตอบถูกอย่างน้อย 13 ข้อ คนจำนวนมากจึงประมาทแล้วปล่อยทิ้ง สุดท้ายมาตกวิชานี้วิชาเดียว วิธีที่ปลอดภัยคือกันเวลาไว้สัปดาห์ละสองถึงสามชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้น เน้นคลังศัพท์ที่ออกซ้ำ บทสนทนาในสถานการณ์ทั่วไป และการอ่านจับใจความสั้น ๆ ซึ่งเป็นสามส่วนที่ฝึกแล้วเห็นผลไวกว่าการรื้อไวยากรณ์ทั้งระบบ

ตัวเลขสุดท้ายที่ต้องติดหัวไว้ตลอดการเตรียมตัวคือ 100 ข้อในเวลา 3 ชั่วโมง เฉลี่ยข้อละประมาณ 1.8 นาที ทุกครั้งที่ฝึก ให้ตั้งนาฬิกาอิงตัวเลขนี้ ไม่ใช่ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเสร็จ เพราะข้อสอบที่ทำถูกแต่ใช้เวลา 5 นาที ในสนามจริงมีค่าเท่ากับข้อที่ทำไม่ทัน

แผน 6 เดือน: ปูพื้นให้แน่น แล้วค่อยเร่งความเร็ว

ถ้ามีเวลา 6 เดือน คุณคือกลุ่มที่โชคดีที่สุด เพราะมีพื้นที่พอจะซ่อมรากฐานได้จริง แบ่งเป็นสามเฟส เฟสละสองเดือน คือเดือนที่ 1 ถึง 2 ปูพื้นความรู้ เดือนที่ 3 ถึง 4 ฝึกทำโจทย์แบบจับเวลารายหัวข้อ และเดือนที่ 5 ถึง 6 ทำชุดเต็มรูปแบบเสมือนสนามจริง

เฟสปูพื้น (เดือนที่ 1 ถึง 2) ให้ไล่เนื้อหาเป็นหัวข้อ ไม่ใช่เป็นบทของหนังสือ คิดวิเคราะห์เชิงปริมาณเก็บพื้นฐานร้อยละ อัตราส่วน สมการ ลำดับ และการอ่านตาราง กราฟ คิดวิเคราะห์เชิงภาษาเก็บการสรุปความและการหาข้อบกพร่องของการให้เหตุผล คิดวิเคราะห์เชิงนามธรรมเก็บรูปแบบอนุกรมและความสัมพันธ์ของภาพ ส่วนวิชาข้าราชการที่ดีให้เริ่มจากตัวบทและหลักการหลักก่อน อย่าเพิ่งไปจำรายละเอียดปลีกย่อย ในเฟสนี้ยังไม่ต้องจับเวลาเข้ม แต่ต้องทำโจทย์ท้ายหัวข้อทุกหัวข้อ ห้ามอ่านผ่านอย่างเดียว

เฟสเร่งความเร็ว (เดือนที่ 3 ถึง 4) เปลี่ยนกติกาเป็นจับเวลาทุกครั้ง ทำเป็นชุดย่อย 20 ถึง 25 ข้อในเวลาที่กำหนด แล้วบังคับตัวเองให้ทำเฉลยทุกข้อที่ผิดภายในวันเดียวกัน เป้าหมายของเฟสนี้ไม่ใช่คะแนนสูง แต่คือการหาว่าหัวข้อไหนที่คุณทำถูกแต่ช้าเกิน 3 นาที เพราะนั่นคือหัวข้อที่จะกินเวลาของข้อง่ายในสนามจริง

เฟสซ้อมสนาม (เดือนที่ 5 ถึง 6) ทำชุดเต็ม 100 ข้อ 3 ชั่วโมง อย่างน้อย 6 ถึง 8 ครั้ง กระจายสัปดาห์ละครั้งถึงสองสัปดาห์ครั้ง ทำในเวลาเดียวกับเวลาสอบจริงถ้าทำได้ และทำต่อเนื่องโดยไม่ลุกกลางคัน ระหว่างชุดให้กลับไปซ่อมเฉพาะหัวข้อที่พลาดซ้ำจากชุดก่อน ไม่ต้องรื้อทั้งเล่ม

เช็กพอยต์ที่ควรผ่านคือ จบเดือนที่ 2 ต้องรู้ครบทุกหัวข้อว่ามันหน้าตาแบบไหนแม้จะยังทำช้า จบเดือนที่ 4 ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งวิชาที่ผ่านเกณฑ์อย่างมั่นคง และจบเดือนที่ 5 ต้องผ่านเกณฑ์ครบทั้งสามวิชาในชุดจับเวลาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ถ้าถึงเดือนที่ 5 แล้วยังไม่เคยผ่านครบเลยสักครั้ง ให้เปลี่ยนแผนของเดือนสุดท้ายเป็นแบบสปรินต์ตามหัวข้อถัดไปทันที

แผน 3 เดือน: ตัดการอ่านเรียงบท ยิงตรงจุดอ่อน

เวลา 3 เดือนไม่พอสำหรับการอ่านหนังสือครบทุกบท และก็ไม่จำเป็นต้องครบ กติกาของแผนนี้คือ 60 ต่อ 40 ใช้เวลาราว 60 เปอร์เซ็นต์ไปกับการทำโจทย์ และอีก 40 เปอร์เซ็นต์กับการกลับไปอ่านทฤษฎีเฉพาะหัวข้อที่เพิ่งพลาดมา พูดอีกแบบคือให้ข้อสอบเป็นตัวชี้ว่าจะอ่านอะไร ไม่ใช่ให้สารบัญเป็นตัวชี้

เดือนที่ 1 ทำโจทย์กวาดให้ครบทุกหัวข้อแบบเร็ว ๆ หัวข้อละ 10 ถึง 15 ข้อ เพื่อทำแผนที่จุดอ่อนให้ครบก่อน อย่าเพิ่งลงลึกที่หัวข้อใดหัวข้อหนึ่งจนหมดเดือน จบเดือนนี้คุณควรมีรายการหัวข้อที่จัดอันดับได้ว่าอันไหนแย่ที่สุดสามถึงห้าอันดับแรก และต้องอ่านวิชาข้าราชการที่ดีให้จบรอบแรกไปแล้ว เพราะเป็นวิชาที่เก็บได้ไวและช่วยลดความกดดันของเดือนถัดไป

เดือนที่ 2 คือเดือนของการซ่อม ทุ่มเวลาส่วนใหญ่ไปที่หัวข้อสามถึงห้าอันดับที่แย่ที่สุด ทำหัวข้อละหลายชุดจนคะแนนขยับ แล้วสลับกับการรักษาสภาพวิชาอื่นสัปดาห์ละครั้ง ในเดือนนี้ให้เริ่มทำชุดเต็มจับเวลาทุกสองสัปดาห์ เพื่อดูว่าการซ่อมได้ผลจริงหรือแค่รู้สึกว่าเข้าใจขึ้น

เดือนที่ 3 สลับมาเน้นความเร็วและความนิ่ง ทำชุดเต็มสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย ระหว่างสัปดาห์ทำชุดย่อยผสมหัวข้อคละกันแทนการทำทีละหัวข้อ เพราะสนามจริงไม่ได้เรียงข้อให้เป็นหมวด ความสามารถในการสลับโหมดคิดระหว่างเลข ภาษา และเหตุผลเป็นทักษะที่ต้องซ้อมแยกต่างหาก และเป็นสาเหตุที่หลายคนคะแนนตกเวลาทำชุดคละทั้งที่ทำรายหัวข้อได้ดี

สิบวันสุดท้ายของแผนนี้ ให้หยุดเปิดหัวข้อใหม่ทั้งหมด เหลือแค่สามอย่างคือทบทวนสมุดข้อที่พลาดซ้ำ ทำชุดเต็มอีกหนึ่งถึงสองครั้ง และท่องตัวบทกับหลักการของวิชาข้าราชการที่ดีให้ขึ้นใจ เพราะเป็นส่วนที่ความจำระยะสั้นช่วยได้มากที่สุด

แผน 1 เดือน: โหมดสปรินต์ ทำชุดเต็มทุกสัปดาห์ เก็บเฉพาะข้อที่พลาดซ้ำ

สิ่งแรกที่ต้องยอมรับคือเป้าหมายของหนึ่งเดือนไม่ใช่ความเก่งรอบด้าน แต่คือการผ่านเกณฑ์ให้ครบทั้งสามวิชา ซึ่งเป็นคนละโจทย์กัน แปลว่าคุณจะต้องเลือกทิ้งหัวข้อที่ยากและออกน้อยอย่างมีสติ แล้วเอาเวลาไปทุ่มกับหัวข้อที่ออกบ่อยและยังทำได้ไม่นิ่ง แต่ห้ามทิ้งทั้งวิชาเด็ดขาด เพราะเกณฑ์แยกรายวิชาจะลงโทษคุณทันที

สัปดาห์ที่ 1 ทำชุดเต็มจับเวลาหนึ่งครั้งในสองวันแรก เพื่อได้ภาพจริงว่าห่างเกณฑ์แต่ละวิชากี่คะแนน แล้วใช้เวลาที่เหลือของสัปดาห์เก็บวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีให้จบก่อน เพราะเป็นวิชาที่ปิดช่องว่างได้เร็วที่สุดต่อชั่วโมงที่ลงแรง

สัปดาห์ที่ 2 และ 3 เข้าโหมดวนรอบ คือชุดเต็มจับเวลาต้นสัปดาห์ ทำเฉลยละเอียดทุกข้อที่ผิดในวันถัดมา แล้วใช้สามถึงสี่วันที่เหลือฝึกเฉพาะหัวข้อที่พลาดในชุดนั้น จบสัปดาห์วนใหม่ ข้อดีของการวนแบบนี้คือคุณจะเห็นเองว่าหัวข้อไหนพลาดซ้ำทุกสัปดาห์ ซึ่งคือรายการที่ต้องแก้จริง ๆ ไม่ใช่หัวข้อที่คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ถนัด

หัวใจของแผนหนึ่งเดือนคือสมุดข้อที่พลาดซ้ำ กติกาคือทุกข้อที่ทำผิดให้จดโจทย์ย่อกับสาเหตุที่ผิดหนึ่งบรรทัด ข้อไหนพลาดตั้งแต่สองครั้งขึ้นไปให้ย้ายไปหน้าแรกของสมุด และสามวันสุดท้ายก่อนสอบให้อ่านเฉพาะสมุดเล่มนี้เท่านั้น ห้ามเปิดเนื้อหาใหม่ ห้ามซื้อหนังสือเล่มใหม่ ห้ามเริ่มคอร์สใหม่ เพราะสิ่งที่เพิ่งอ่านครั้งแรกสามวันก่อนสอบแทบไม่เคยแปลงเป็นคะแนน

สัปดาห์สุดท้ายให้ปรับนาฬิกาชีวิตด้วย ถ้าสอบภาคเช้าก็ควรซ้อมทำชุดเต็มในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อให้สมองคุ้นกับการคิดหนักในช่วงเวลานั้น รวมทั้งซ้อมกลยุทธ์ในห้องสอบให้เป็นนิสัย เช่น กวาดทำข้อง่ายให้ครบก่อนหนึ่งรอบ ข้อไหนคิดเกินสองนาทีให้ข้ามแล้วทำเครื่องหมายไว้ และเผื่อเวลาสิบนาทีสุดท้ายไว้กลับมาเก็บข้อที่ข้าม ไม่ใช่ไว้เดาอย่างเดียว

ตารางรายสัปดาห์ตัวอย่าง กับดักที่พบบ่อย และเริ่มยังไงในวันนี้

ตัวอย่างตารางสำหรับคนที่มีเวลาสัปดาห์ละประมาณ 10 ชั่วโมง จันทร์ คิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ 1.5 ชั่วโมง แบบจับเวลาเป็นชุดย่อย อังคาร ภาษาอังกฤษ 1.5 ชั่วโมง เน้นศัพท์และบทสนทนา พุธ คิดวิเคราะห์เชิงภาษาและเชิงนามธรรม 1.5 ชั่วโมง พฤหัสบดี ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 1.5 ชั่วโมง ศุกร์ วันพัก หรือทบทวนสมุดข้อที่พลาดซ้ำ 30 นาที เสาร์ ชุดเต็มหรือครึ่งชุดแบบจับเวลา 2 ถึง 3 ชั่วโมง อาทิตย์ ทำเฉลยละเอียดของชุดวันเสาร์ 1.5 ชั่วโมง หัวใจอยู่ที่วันอาทิตย์ ไม่ใช่วันเสาร์ เพราะการทำเฉลยคือช่วงที่คะแนนเพิ่มจริง

ถ้าเป็นคนทำงานประจำและมีเวลาแค่สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง ให้ยุบเหลือสามวัน คือวันธรรมดาสองวัน วันละ 1 ชั่วโมง สลับวิชาไปเรื่อย ๆ กับวันหยุดหนึ่งวันยาว 3 ชั่วโมงสำหรับทำชุดจับเวลาและเฉลย จำนวนชั่วโมงน้อยไม่ใช่ปัญหาเท่าความไม่สม่ำเสมอ อ่านวันละ 45 นาทีทุกวันได้ผลดีกว่าอ่านรวดเดียว 8 ชั่วโมงเดือนละครั้ง

กับดักที่เจอบ่อยที่สุดมีห้าข้อ หนึ่ง อ่านอย่างเดียวโดยไม่ฝึกทำ ทำให้รู้สึกเข้าใจแต่พอเจอโจทย์จริงคิดไม่ออก สอง ท่องสูตรได้แต่ไม่เคยจับเวลา พอเข้าห้องสอบก็ทำไม่ทันแม้จะทำเป็น สาม ทำชุดเต็มแล้วดูแค่คะแนน ไม่ทำเฉลยข้อที่ผิด ทำให้ผิดซ้ำเรื่อย ๆ สี่ อ่านแต่วิชาที่ถนัดเพราะรู้สึกดี ทั้งที่วิชาที่ทำให้ตกคือวิชาที่หลบอยู่ ห้า เก็บชุดข้อสอบไว้ทำท้ายสุดเพราะกลัวหมด ทั้งที่ชุดข้อสอบคือเครื่องมือวินิจฉัย ไม่ใช่ของสะสม ควรใช้ตั้งแต่วันแรก

กับดักข้อที่หกที่คนพูดถึงน้อยคือการวางแผนละเอียดเกินไป ตารางที่ระบุถึงระดับว่าจะอ่านหน้าไหนของวันไหนอีกสามเดือนข้างหน้ามักพังภายในสองสัปดาห์ แล้วความรู้สึกผิดที่ทำตามไม่ได้จะกลายเป็นเหตุผลที่หยุดอ่านไปเลย ตารางที่ใช้ได้จริงควรกำหนดแค่วิชาและจำนวนชั่วโมงต่อวัน แล้วปล่อยให้ผลการทำโจทย์ในสัปดาห์นั้นเป็นตัวเลือกหัวข้อ

ถ้าจะเริ่มวันนี้ ลำดับที่ง่ายที่สุดคือทำชุดทดลองฟรี 8 ข้อของแต่ละวิชาเพื่อดูหน้าตาโจทย์และวัดจุดตั้งต้นแบบเร็ว ๆ จากนั้นจึงลองชุด Mock 100 ข้อจับเวลาเต็มรูปแบบเพื่อดูว่าห่างเกณฑ์รายวิชาเท่าไรจริง ๆ ที่ snamsob.com ระบบจะสรุปให้ว่าคุณพลาดหนักที่หัวข้อไหนและเสียเวลาไปกับข้อประเภทใดมากที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้เลือกได้ทันทีว่าสัปดาห์นี้ควรอ่านอะไร และถ้าติดตรงข้อไหน ก็มี AI ช่วยอธิบายเฉลยทีละขั้นให้เข้าใจว่าพลาดตรงจุดใด แทนที่จะเห็นแค่ตัวเลือกที่ถูก

สรุปให้จำง่าย วางแผนจากผลวินิจฉัย ไม่ใช่จากสารบัญ แบ่งเวลาตามน้ำหนักคะแนน 50 ต่อ 25 ต่อ 25 แล้วปรับตามจุดอ่อน จับเวลาทุกครั้งที่ฝึก และให้ความสำคัญกับการทำเฉลยมากกว่าการทำชุดใหม่ ทำสามอย่างนี้อย่างสม่ำเสมอ ต่อให้เหลือเวลาแค่เดือนเดียวก็ยังมีโอกาสจริง

อัปเดต ส.ค. 2569 (ตรวจสอบข้อมูล ณ วันที่ 17 ส.ค. 2569) · อ้างอิงโครงสร้างข้อสอบและเกณฑ์การสอบผ่านภาค ก จากประกาศรับสมัครสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. ประจำปี 2569 (job3.ocsc.go.th) · รอบสอบปี 2569 จัดสอบไปแล้วทั้ง e-Exam (มี.ค. ถึง พ.ค. 2569) และ Paper & Pencil (5 ก.ค. 2569) แผนในบทความนี้จึงใช้เตรียมสำหรับรอบถัดไป · โครงสร้างวิชา เกณฑ์ผ่าน และกำหนดการอาจเปลี่ยนได้ในแต่ละปี โปรดยืนยันกับประกาศปีล่าสุดก่อนใช้วางแผน

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

เหลือเวลาแค่ 1 เดือน ยังทันไหม

ทันถ้าเปลี่ยนเป้าหมายจากอ่านให้ครบเป็นผ่านเกณฑ์ให้ครบ สิ่งที่ต้องทำคือทำชุดเต็มจับเวลาทันทีในสองวันแรกเพื่อรู้ว่าห่างเกณฑ์แต่ละวิชากี่คะแนน เก็บวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีให้จบก่อนเพราะคืนคะแนนเร็วที่สุด แล้ววนทำชุดเต็มสัปดาห์ละครั้งพร้อมเก็บข้อที่พลาดซ้ำ สามวันสุดท้ายอ่านเฉพาะสมุดข้อที่พลาด ไม่เปิดเนื้อหาใหม่

ควรเริ่มอ่านวิชาไหนก่อน

ถ้าเวลาเหลือน้อยกว่าสามเดือน ให้เริ่มที่วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี เพราะขอบเขตชัดและผูกกับตัวบทโดยตรง ใช้เวลาน้อยแต่ปิดช่องว่างได้เร็ว แล้วค่อยทุ่มเวลาที่เหลือให้คิดวิเคราะห์ซึ่งถือคะแนนครึ่งหนึ่งของสนาม ส่วนภาษาอังกฤษให้ทำสม่ำเสมอสัปดาห์ละสองถึงสามชั่วโมงตั้งแต่วันแรก อย่าปล่อยไว้ท้ายสุด เพราะเป็นวิชาที่คนตกโดยไม่ทันตั้งตัวบ่อยที่สุด

ต้องทำชุดข้อสอบเต็มรูปแบบกี่ครั้งถึงจะพอ

แผน 6 เดือนควรได้อย่างน้อย 6 ถึง 8 ครั้ง แผน 3 เดือนราว 5 ถึง 6 ครั้ง และแผน 1 เดือนอย่างน้อย 4 ครั้ง คือสัปดาห์ละครั้ง แต่จำนวนครั้งสำคัญน้อยกว่าคุณภาพของการทำเฉลย ชุดเต็มหนึ่งชุดที่ตามเก็บข้อผิดครบทุกข้อมีค่ามากกว่าสามชุดที่ดูแค่คะแนนรวมแล้วผ่านไป

อ่านวันละกี่ชั่วโมงถึงจะพอ และคนทำงานประจำควรจัดตารางอย่างไร

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าจำนวนชั่วโมง คนทำงานประจำที่มีเวลาสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมงก็เตรียมตัวได้ ถ้าจัดเป็นวันธรรมดาสองวัน วันละหนึ่งชั่วโมง สลับวิชา บวกวันหยุดหนึ่งวันยาวสามชั่วโมงสำหรับทำชุดจับเวลาและทำเฉลย สิ่งที่ห้ามคือเว้นว่างติดกันหลายสัปดาห์แล้วมาอัดรวดเดียว เพราะทักษะคิดวิเคราะห์และความเร็วจะถอยกลับเร็วมาก

อ่านสรุปกับท่องสูตรอย่างเดียวพอไหม

ไม่พอ เพราะภาค ก วัดความเร็วในการใช้ความรู้พอ ๆ กับตัวความรู้ ข้อสอบ 100 ข้อในเวลา 3 ชั่วโมงเฉลี่ยข้อละประมาณ 1.8 นาที ข้อที่ทำถูกแต่ใช้เวลา 5 นาทีจึงมีค่าเท่ากับข้อที่ทำไม่ทัน วิธีที่ได้ผลคือทุกครั้งที่ฝึกต้องจับเวลา และหลังทำเสร็จให้แยกข้อที่ผิดเป็นสามกอง คือไม่รู้เนื้อหา รู้แต่ช้า และรู้แต่อ่านโจทย์พลาด เพราะสามกองนี้แก้คนละวิธี

จะรู้ได้อย่างไรว่าพร้อมสอบแล้ว

เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินได้จริงคือทำชุดเต็ม 100 ข้อภายใน 3 ชั่วโมงแล้วผ่านเกณฑ์ครบทั้งสามวิชาติดกันอย่างน้อยสองครั้ง โดยชุดที่ใช้ทดสอบต้องเป็นชุดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและคละหัวข้อ ไม่ใช่ชุดเดิมที่จำคำตอบได้แล้ว ที่ snamsob.com มี Mock 100 ข้อจับเวลาให้สุ่มชุดใหม่พร้อมสรุปคะแนนรายวิชาเทียบกับเกณฑ์ผ่าน จึงใช้เป็นตัววัดความพร้อมได้โดยตรง