สนามสอบทั้งหมด

สอบ ก.พ. e-Exam กับ Paper & Pencil ต่างกันอย่างไร เลือกรอบไหนดี

ตอบตรง ๆ ก่อนว่า e-Exam กับ Paper & Pencil เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป หรือภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. เหมือนกัน วัดสามวิชาเดียวกัน ใช้เกณฑ์ผ่านชุดเดียวกัน และหนังสือรับรองผลการสอบผ่านที่ได้ก็มีศักดิ์เท่ากันทุกประการ ความต่างอยู่ที่ช่องทางทำข้อสอบ จำนวนที่นั่ง จำนวนศูนย์สอบ และปฏิทินที่ทำให้รู้ผลเร็วช้าไม่เท่ากัน ในรอบปี 2569 ที่เพิ่งผ่านไป รอบ e-Exam เปิด 243,117 ที่นั่งใน 26 ศูนย์สอบ ส่วนรอบ Paper & Pencil เปิด 450,000 ที่นั่งใน 14 ศูนย์สอบ หลักการเลือกจึงสรุปได้สั้น ๆ ว่า ถ้ารีบใช้ผลให้ทันประกาศรับสมัครงานให้เล็ง e-Exam แต่ถ้าไม่ถนัดอ่านจอหรือกลัวแย่งที่นั่งรอบแรกไม่ทัน Paper & Pencil ยังเป็นทางที่ที่นั่งเยอะกว่าเกือบสองเท่า ตัวเลขและวันที่ทั้งหมดในบทความนี้เป็นของรอบปี 2569 ซึ่งจัดสอบไปแล้ว ใช้เป็นภาพอ้างอิงเพื่อวางแผนรอบถัดไปได้ แต่ต้องยืนยันกับประกาศของปีนั้นอีกครั้งเสมอ

เหมือนกันตรงไหน ต่างกันตรงไหน

สิ่งที่เหมือนกันและเป็นเรื่องที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด คือทั้งสองรูปแบบวัดเนื้อหาชุดเดียวกัน ได้แก่ วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 50 ข้อ 100 คะแนน วิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ 50 คะแนน และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 25 ข้อ 50 คะแนน รวม 100 ข้อ 200 คะแนน ในเวลา 3 ชั่วโมง และใช้เกณฑ์ผ่านเดียวกันคือ คิดวิเคราะห์ไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ (ระดับปริญญาโทใช้ 65 เปอร์เซ็นต์) ภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และข้าราชการที่ดีไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยต้องผ่านครบทุกวิชา ตกวิชาเดียวคือไม่ผ่าน

หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ที่ได้จากทั้งสองรูปแบบก็ใช้แทนกันได้ นำไปสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เหมือนกัน และไม่มีกำหนดวันหมดอายุในตัวเอง เว้นแต่ ก.พ. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น จึงไม่มีเหตุผลที่จะเลือกรูปแบบใดเพราะคิดว่าผลมีน้ำหนักมากกว่า

ความต่างจริง ๆ มีสี่แกน แกนแรกคือวิธีทำข้อสอบ e-Exam ทำบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์สอบ ส่วน Paper & Pencil ทำบนกระดาษข้อสอบแล้วฝนคำตอบด้วยดินสอลงกระดาษคำตอบ แกนที่สองคือปริมาณที่นั่งและจำนวนศูนย์สอบซึ่งต่างกันมาก แกนที่สามคือปฏิทิน e-Exam กระจายเป็นหลายรอบหลายวัน ส่วน Paper & Pencil สอบพร้อมกันวันเดียวทั้งประเทศ และแกนที่สี่คือความเร็วในการรู้ผล

อีกความต่างที่ส่งผลตอนสมัครคือกลไกการจอง e-Exam เป็นการจองที่นั่งและรอบสอบแบบมาก่อนได้ก่อน โดยผู้สมัครเลือกได้เพียงหนึ่งศูนย์สอบและหนึ่งรอบสอบเท่านั้น เมื่อที่นั่งเต็มระบบก็ปิดรับทันทีแม้ยังไม่ถึงวันสุดท้ายที่ประกาศไว้ ส่วน Paper & Pencil เลือกศูนย์สอบแล้วรอให้สำนักงาน ก.พ. ประกาศวัน เวลา และสถานที่สอบให้ภายหลัง

ตัวเลขและปฏิทินปี 2569 ที่ยืนยันได้

รอบ e-Exam ประจำปี 2569 สำนักงาน ก.พ. เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น. ไปจนกว่าที่นั่งจะเต็ม โดยกำหนดวันปิดรับสมัครไว้ที่ 27 มกราคม 2569 หากที่นั่งยังไม่เต็ม รวม 243,117 ที่นั่ง ใน 26 ศูนย์สอบ รับตั้งแต่ระดับ ปวช. ปวท. อนุปริญญา ปวส. ปริญญาตรี ไปจนถึงปริญญาโท เอาเข้าจริงที่นั่งถูกจองจนเต็มตั้งแต่วันแรกที่เปิดระบบ และเมื่อสำนักงาน ก.พ. ประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวนผู้สมัครที่ดำเนินการครบขั้นตอนและชำระเงินถูกต้องก็เท่ากับ 243,117 ราย พอดี ตัวเลข 243,117 จึงเป็นทั้งจำนวนที่นั่งที่เปิดและจำนวนผู้สมัครจริงของรอบนั้น

รอบ Paper & Pencil ประจำปี 2569 เปิดรับสมัครวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น. ไปจนกว่าที่นั่งจะเต็ม หรือปิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 รวม 450,000 ที่นั่ง ใน 14 ศูนย์สอบ ค่าธรรมเนียมในการสมัครสอบรอบนี้คือ 280 บาท แยกเป็นค่าธรรมเนียมสอบ 250 บาท และค่าธรรมเนียมธนาคารกับค่าบริการทางอินเทอร์เน็ตอีก 30 บาท ซึ่งต้องชำระภายในเวลาที่ประกาศกำหนด เมื่อรวมสองรอบเข้าด้วยกันจึงเป็นที่นั่งราว 693,000 ที่นั่งในปีเดียว ส่วนค่าธรรมเนียมของรอบ e-Exam กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครของรอบนั้นแยกต่างหาก และไม่จำเป็นต้องเท่ากับรอบ Paper & Pencil จึงควรอ่านจากประกาศโดยตรงก่อนสมัคร

ปฏิทิน e-Exam ปี 2569 แบ่งเป็นรอบสอบย่อยทั้งหมด 15 รอบ รอบสอบที่ 1 ถึง 5 สอบวันที่ 27 ถึง 29 มีนาคม 2569 รอบสอบที่ 6 ถึง 10 สอบวันที่ 24 ถึง 26 เมษายน 2569 และรอบสอบที่ 11 ถึง 15 สอบวันที่ 22 ถึง 24 พฤษภาคม 2569 โดยแต่ละวันแบ่งเป็นรอบเช้ากับรอบบ่าย และผู้สมัครเลือกได้เพียงหนึ่งศูนย์สอบกับหนึ่งรอบสอบเท่านั้น

ปฏิทิน Paper & Pencil ปี 2569 สำนักงาน ก.พ. ประกาศวัน เวลา สถานที่สอบ และเปิดให้พิมพ์บัตรประจำตัวสอบภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 แล้วจัดสอบข้อเขียนพร้อมกันทุกศูนย์สอบในวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 โดยแบ่งผู้เข้าสอบเป็นภาคเช้าเวลา 09.00 ถึง 12.00 น. และภาคบ่ายเวลา 14.00 ถึง 17.00 น. ตามที่ระบุบนบัตรประจำตัวสอบ

ตัวเลขจำนวนที่นั่ง จำนวนศูนย์สอบ ค่าธรรมเนียม และวันที่ทั้งหมดนี้เปลี่ยนทุกปี ตัวเลขข้างต้นเป็นของรอบปี 2569 ซึ่งสอบไปแล้วทั้ง e-Exam และ Paper & Pencil ก่อนตัดสินใจสมัครรอบถัดไปทุกครั้งควรเปิดประกาศรับสมัครของปีนั้นที่เว็บไซต์ job3.ocsc.go.th เพื่อยืนยันอีกครั้ง

รู้ผลเร็วกว่ากันแค่ไหน และทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

ในปี 2569 ผู้สอบ e-Exam รอบสอบที่ 1 ถึง 5 ซึ่งสอบปลายเดือนมีนาคม ได้รับการประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และพิมพ์หนังสือรับรองผลการสอบผ่านได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 รอบสอบที่ 6 ถึง 10 ประกาศภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 พิมพ์หนังสือรับรองได้ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ส่วนรอบสอบที่ 11 ถึง 15 ประกาศภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ตรวจสอบคะแนนได้ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. และพิมพ์หนังสือรับรองได้ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569

ฝั่ง Paper & Pencil สอบไปแล้วเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 และตามกำหนดการจะประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภายในวันที่ 15 กันยายน 2569 แล้วพิมพ์หนังสือรับรองได้ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่ง ณ กลางเดือนสิงหาคม 2569 ยังไม่ถึงกำหนดประกาศผล

เทียบกันแล้วจะเห็นช่องว่างชัดเจน คนที่สอบ e-Exam รอบต้น ๆ ถือหนังสือรับรองอยู่ในมือได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ขณะที่คนที่รอ Paper & Pencil ต้องรอถึงวันที่ 25 กันยายน ห่างกันสี่เดือนเต็ม ซึ่งมีความหมายมากถ้าในช่วงนั้นมีประกาศรับสมัครสอบแข่งขันของส่วนราชการที่ต้องแนบหนังสือรับรองผลภาค ก ตอนสมัคร เพราะการไม่มีเอกสารในมือ ณ วันปิดรับสมัครเท่ากับพลาดรอบนั้นไปเลย

แต่ต้องเข้าใจให้ตรงด้วยว่า e-Exam ไม่ได้รู้ผลทันทีที่กดส่งข้อสอบ ระยะรอผลอยู่ราวหกถึงแปดสัปดาห์นับจากวันสอบเช่นกัน คำว่ารู้ผลเร็วกว่าจึงหมายถึงเร็วกว่าเพราะได้สอบก่อนหลายเดือน ไม่ใช่เพราะระบบตรวจให้ทันที

อีกจุดที่ควรวางแผนคือ ในปี 2569 การสมัครสอบ e-Exam ไม่ได้ตัดสิทธิ์การสมัครสอบภาค ก รูปแบบอื่นในปีเดียวกัน ผู้ที่สมัคร e-Exam ไปแล้วจึงยังสมัคร Paper & Pencil ได้อีก คนที่ต้องการความแน่นอนสูงจึงมักใช้กลยุทธ์สมัครทั้งสองรอบเพื่อเป็นแผนสำรอง อย่างไรก็ตามเงื่อนไขข้อนี้กำหนดในประกาศของแต่ละปี และมีข้อจำกัดอื่นประกอบ ที่สำคัญคือผู้สมัครต้องไม่เคยสอบผ่านภาค ก ในระดับวุฒิเดียวกันหรือสูงกว่าระดับที่จะสมัคร พูดอีกแบบคือสอบผ่านระดับใดไปแล้ว จะกลับมาสมัครในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่านั้นอีกไม่ได้ จึงต้องอ่านประกาศปีนั้นให้ครบก่อนตัดสินใจ

ใครเหมาะกับแบบไหน

เลือก e-Exam ถ้าคุณต้องการใช้ผลภาค ก ให้เร็วที่สุด เช่น กำลังจับตาประกาศรับสมัครของหน่วยงานที่คาดว่าจะเปิดกลางปี หรืออยากรู้ผลก่อนเพื่อจะได้วางแผนว่าปีนี้ต้องเตรียมภาค ข ต่อหรือกลับมาซ่อมภาค ก อีกรอบ ข้อดีเพิ่มเติมคือได้เลือกวันสอบและรอบสอบเองในระดับหนึ่ง จึงจัดตารางเตรียมตัวย้อนกลับจากวันสอบได้แม่นกว่า และเหมาะกับคนที่คุ้นกับการอ่านโจทย์บนจอ ทำงานกับหน้าจอเป็นประจำ และไม่ปวดตาง่าย

เลือก Paper & Pencil ถ้าคุณอ่านจอแล้วล้าเร็ว หรือเป็นคนที่ต้องขีดเส้นใต้ใจความสำคัญ วงคำที่เป็นกับดักในโจทย์ ทดเลขข้าง ๆ โจทย์ และชอบพลิกกลับไปกลับมาระหว่างข้อได้อิสระ พฤติกรรมเหล่านี้ทำได้ลื่นกว่ามากบนกระดาษ โดยเฉพาะวิชาคิดวิเคราะห์เชิงภาษาที่ต้องอ่านบทความยาวแล้วย้อนกลับไปหาข้อความอ้างอิง และเชิงปริมาณที่ต้องทดหลายบรรทัด

เรื่องที่นั่งก็เป็นตัวแปรจริง Paper & Pencil ปี 2569 มี 450,000 ที่นั่ง มากกว่า e-Exam ที่มี 243,117 ที่นั่งเกือบเท่าตัว คนที่พลาดรอบ e-Exam เพราะที่นั่งเต็มจึงยังมีทางไปต่อในปีเดียวกัน และคนที่ไม่มั่นใจว่าจะแย่งที่นั่งทันก็สามารถวางแผนไปที่รอบ Paper & Pencil ตั้งแต่แรกได้

สำหรับคนต่างจังหวัด ต้องดูสองตัวเลขคู่กัน e-Exam ปี 2569 มีถึง 26 ศูนย์สอบ กระจายมากกว่า Paper & Pencil ที่มี 14 ศูนย์สอบ โอกาสที่จะมีศูนย์ใกล้บ้านจึงสูงกว่า แต่ที่นั่งเฉลี่ยต่อศูนย์ของ e-Exam น้อยกว่ามาก การแข่งขันในการจองจึงสูงกว่า วิธีตัดสินใจที่ปลอดภัยคือเปิดรายชื่อศูนย์สอบของทั้งสองรอบในปีนั้นมาเทียบก่อน แล้วคำนวณค่าเดินทางและที่พักจริง เพราะถ้าต้องเดินทางข้ามคืน การเลือกวันสอบที่ตรงกับวันหยุดของตัวเองอาจสำคัญกว่าความเร็วของผล

กรณีพิเศษที่ควรรู้ไว้ ถ้าคุณยังไม่พร้อมจริง ๆ การเลือกรอบที่สอบช้ากว่าอย่าง Paper & Pencil เท่ากับได้เวลาอ่านหนังสือเพิ่มอีกหลายเดือน ในปี 2569 คนที่สอบ e-Exam รอบแรกสอบวันที่ 27 ถึง 29 มีนาคม ขณะที่ Paper & Pencil สอบวันที่ 5 กรกฎาคม ต่างกันราวสามเดือนเศษ ซึ่งเพียงพอที่จะเปลี่ยนคนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ให้ผ่านได้ ถ้าใช้เวลานั้นฝึกทำโจทย์จับเวลาอย่างจริงจัง

เทคนิคแย่งที่นั่ง e-Exam ให้ทัน บทเรียนจากรอบปี 2569

กติกาสำคัญคือมาก่อนได้ก่อน ระบบจะปิดรับสมัครทันทีที่ที่นั่งเต็ม แม้ยังไม่ถึงวันสุดท้ายที่ประกาศไว้ ปี 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด เพราะประกาศไว้ว่ารับสมัครถึงวันที่ 27 มกราคม แต่ที่นั่งทั้ง 243,117 ที่ถูกจองเต็มตั้งแต่วันแรกที่เปิดระบบคือวันที่ 7 มกราคม สิ่งที่ต้องเข้าใจคือคุณไม่ได้แย่งแค่ที่นั่ง แต่แย่งศูนย์สอบและรอบสอบที่สะดวกด้วย เพราะผู้สมัครเลือกได้เพียงหนึ่งศูนย์และหนึ่งรอบ

เตรียมล่วงหน้าก่อนวันเปิดระบบ สมัครและยืนยันบัญชีผู้ใช้บนเว็บไซต์ให้เรียบร้อยก่อนอย่างน้อยหนึ่งถึงสองวัน กรอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลวุฒิการศึกษาให้ครบ ตรวจสะกดชื่อ นามสกุล และเลขบัตรประจำตัวประชาชนให้ตรงกับบัตรจริงทุกตัวอักษร เพราะการมาแก้ทีหลังต้องยื่นคำร้องและกินเวลา เตรียมรูปถ่ายตามสเปกที่ประกาศกำหนดและช่องทางชำระเงินให้พร้อมด้วย ไม่ใช่มาหาตอนจองเสร็จแล้ว

วันเปิดระบบให้เข้าเว็บก่อนเวลาเปิดสัก 15 ถึง 30 นาที เตรียมอินเทอร์เน็ตสำรองไว้อีกช่องทางเผื่อเน็ตหลัก และเผื่อใจไว้ว่าระบบอาจติดขัดจากปริมาณคนพร้อมกัน อย่างปี 2569 ที่สำนักงาน ก.พ. ต้องปิดระบบชั่วคราวในช่วงสายแล้วเปิดใหม่ตอนบ่ายโมง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเตรียมตัวเลือกสำรองไว้ล่วงหน้าสองถึงสามชุด ทั้งศูนย์สอบสำรองและรอบสอบสำรอง จดไว้เป็นลำดับก่อนหลัง เพราะข้อผิดพลาดที่ทำให้คนพลาดบ่อยที่สุดไม่ใช่ระบบช้า แต่คือการนั่งลังเลว่าจะเอารอบไหนดี แล้วที่นั่งหายไปตอนตัดสินใจ ให้ยึดหลักว่าจองให้ได้ก่อน ความสะดวกเอาไว้ทีหลัง

จองที่นั่งแล้วยังไม่ถือว่าจบ ต้องชำระค่าธรรมเนียมภายในกำหนด ซึ่งในการรับสมัคร e-Exam ปี 2569 คือชำระภายในเวลา 22.00 น. ของวันถัดจากวันที่ยืนยันการสมัคร ถ้าไม่ชำระตามกำหนด ที่นั่งจะหลุดกลับเข้าระบบให้คนอื่นจองต่อ ตั้งนาฬิกาเตือนตัวเองทันทีหลังจองเสร็จ และเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้

ถ้าพลาดรอบแรกก็ยังไม่ต้องถอดใจ กลไกที่นั่งหลุดจองนี่เองที่เปิดโอกาสรอบสอง ในปี 2569 หลังที่นั่งเต็มในวันแรก สำนักงาน ก.พ. ก็นำที่นั่งของผู้ที่ไม่ชำระเงินตามกำหนดกลับมาเปิดให้จองอีกครั้งในวันที่ 9 มกราคม เวลา 08.00 น. คนที่คอยเช็กที่นั่งว่างเป็นระยะในช่วงที่ยังเปิดรับสมัครจึงมีโอกาสได้ที่นั่งกลับมา และอย่าลืมว่าถ้าสุดท้ายพลาด e-Exam จริง ๆ ก็ยังสมัครรอบ Paper & Pencil ในปีเดียวกันได้ตามเงื่อนไขในประกาศ

ข้อควรระวังวันสอบจริง และการซ้อมให้ตรงรูปแบบ

ถ้าสอบ Paper & Pencil สิ่งที่ต้องเตรียมตามระเบียบการสอบปี 2569 คือบัตรประจำตัวสอบที่พิมพ์มาแล้วและมีรูปถ่ายที่อัปโหลดไว้ พร้อมบัตรแสดงตนฉบับจริง ห้ามใช้สำเนา ซึ่งใช้ได้ทั้งบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรประจำตัวข้าราชการกลาโหม บัตรประจำตัวทหารกองประจำการ ใบอนุญาตขับรถ หรือหนังสือเดินทาง ส่วนคนที่จะใช้บัตรแสดงตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD หรือ DLT QR LICENCE ประกาศกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตให้เข้าห้องสอบไปแสดงประกอบด้วย ไม่ใช่เปิดแอปแล้วเข้าได้เลย นอกจากนี้ให้เตรียมดินสอที่มีความดำ 2B ขึ้นไป ยางลบดินสอ กบเหลาดินสอที่ไม่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และปากกา จุดพลาดที่พบบ่อยคือฝนคำตอบไม่เต็มวงหรือลบไม่สะอาดจนเครื่องอ่านไม่ติด และการดูวันเวลาผิดเพราะรอบปี 2569 แบ่งเป็นภาคเช้ากับภาคบ่าย ต้องอ่านบนบัตรประจำตัวสอบให้ชัดว่าตัวเองอยู่ภาคไหน

ถ้าสอบ e-Exam ให้ไปถึงศูนย์สอบเผื่อเวลามากกว่าปกติ เพราะมีขั้นตอนตรวจสอบตัวตนและเข้าประจำเครื่อง ก่อนเริ่มสอบให้ตั้งใจฟังวิธีใช้งานหน้าจอให้ครบ โดยเฉพาะปุ่มข้ามข้อ ปุ่มทำเครื่องหมายไว้กลับมาทำทีหลัง และตำแหน่งที่แสดงเวลาคงเหลือ เพราะสามอย่างนี้คือเครื่องมือบริหารเวลาทั้งหมดที่คุณมี ข้อจำกัดที่คนมองข้ามคือบนจอขีดเส้นใต้หรือวงคำในโจทย์ไม่ได้ และระเบียบการสอบปี 2569 ระบุให้นำเข้าห้องสอบได้เฉพาะบัตรประจำตัวสอบ บัตรแสดงตน ดินสอ ยางลบ และปากกา จึงนำกระดาษของตัวเองเข้าไปไม่ได้ ส่วนจะมีกระดาษทดจัดไว้ให้ที่โต๊ะสอบหรือไม่และใช้ได้แค่ไหน ประกาศไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้ ควรตรวจกับระเบียบการสอบของปีนั้นล่วงหน้าและสอบถามเจ้าหน้าที่คุมสอบก่อนเริ่มทำข้อสอบ

ข้อควรระวังที่ใช้ร่วมกันทั้งสองรูปแบบคือ ห้ามนำเครื่องมือสื่อสาร กล้อง เครื่องบันทึกเสียง เครื่องคิดเลข นาฬิกา เอกสาร ตำรา และกระเป๋าเข้าห้องสอบ ผู้ฝ่าฝืนถือว่าหมดสิทธิ์สอบ อีกทั้งปี 2569 ยังกำหนดว่าผู้ที่มาสายเกิน 30 นาทีหลังเริ่มสอบจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องสอบ จึงควรไปถึงสถานที่สอบล่วงหน้าและสำรวจเส้นทางไว้ก่อนหนึ่งวันถ้าไม่คุ้นพื้นที่ และต้องอ่านประกาศเรื่องระเบียบเกี่ยวกับการสอบของปีนั้นทุกครั้ง เพราะรายละเอียดปลีกย่อยอย่างรายการสิ่งของที่อนุญาตและวิธีแสดงตนมีการปรับเปลี่ยนได้ในแต่ละปี

เรื่องสุดท้ายที่ช่วยได้จริงคือการซ้อมให้ตรงกับรูปแบบที่จะไปสอบ คนที่จะสอบ e-Exam ควรฝึกทำข้อสอบบนหน้าจอแบบจับเวลา เพื่อให้ชินกับการอ่านบทความยาวบนจอโดยไม่ได้ขีดเส้นใต้ และชินกับการตัดสินใจข้ามข้อโดยไม่เห็นภาพรวมทั้งหน้ากระดาษ ส่วนคนที่จะสอบ Paper & Pencil ควรซ้อมฝนกระดาษคำตอบจริงอย่างน้อยสองถึงสามครั้ง เพราะเวลาที่หายไปกับการฝนและการลบเป็นตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ประเมินต่ำเกินไป

ถ้าอยากเริ่มซ้อมวันนี้ ที่ snamsob.com มีชุดทดลองฟรี 8 ข้อของแต่ละวิชาให้ลองดูหน้าตาโจทย์ก่อนโดยไม่ต้องลงทุนอะไร และมีชุด Mock จับเวลาเสมือนสนามจริงให้ซ้อมต่อ ทำเสร็จแล้วระบบจะสรุปคะแนนรายวิชาเทียบกับเกณฑ์ผ่านและชี้ให้เห็นว่าจุดอ่อนอยู่ที่หัวข้อไหน ส่วนข้อที่ยังไม่เข้าใจก็มี AI ช่วยอธิบายเฉลยทีละขั้น ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้มากในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสอบ ไม่ว่าคุณจะเลือกรอบ e-Exam หรือ Paper & Pencil ก็ตาม

อัปเดต ส.ค. 2569 (ตรวจสอบข้อมูล ณ วันที่ 17 ส.ค. 2569) · อ้างอิงประกาศรับสมัครสอบ กำหนดวันเวลาสถานที่สอบ ระเบียบเกี่ยวกับการสอบ และประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก ประจำปี 2569 ของสำนักงาน ก.พ. (job3.ocsc.go.th และ ocsc.go.th) ประกอบการรายงานข่าวของไทยพีบีเอส ไทยรัฐ ฐานเศรษฐกิจ กรุงเทพธุรกิจ และ PPTV · การสอบทั้งสองรอบของปี 2569 จัดสอบไปแล้ว โดยผลรอบ Paper & Pencil มีกำหนดประกาศภายใน 15 ก.ย. 2569 · จำนวนที่นั่ง จำนวนศูนย์สอบ ค่าธรรมเนียม และกำหนดการเปลี่ยนทุกปี โปรดยืนยันกับประกาศปีล่าสุดก่อนสมัคร

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบ e-Exam กับ Paper & Pencil ยากต่างกันไหม

เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปตามมาตรฐานเดียวกัน วัดสามวิชาเดียวกัน จำนวนข้อและคะแนนเท่ากันคือ 100 ข้อ 200 คะแนน และใช้เกณฑ์ผ่านรายวิชาชุดเดียวกัน จึงไม่มีรอบไหนที่ถูกออกแบบให้ง่ายหรือยากกว่า สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่ายากไม่เท่ากันคือความคุ้นเคยกับรูปแบบ เช่น คนที่ต้องขีดเขียนบนโจทย์จะรู้สึกว่าทำบนจอลำบากกว่า ซึ่งแก้ได้ด้วยการซ้อมให้ตรงรูปแบบที่จะไปสอบ

สมัครทั้ง e-Exam และ Paper & Pencil ในปีเดียวกันได้ไหม

ในปี 2569 การสมัครสอบ e-Exam ไม่ตัดสิทธิ์การสมัครสอบภาค ก รูปแบบอื่นในปีเดียวกัน ผู้ที่สมัคร e-Exam ไปแล้วจึงยังสมัครรอบ Paper & Pencil ได้ หลายคนใช้วิธีนี้เป็นแผนสำรองกันพลาด แต่มีข้อจำกัดอื่นประกอบ ที่สำคัญคือผู้สมัครต้องไม่เคยสอบผ่านภาค ก ในระดับวุฒิเดียวกันหรือสูงกว่าระดับที่จะสมัคร นั่นคือสอบผ่านระดับใดแล้วจะกลับมาสมัครระดับเดียวกันหรือต่ำกว่านั้นอีกไม่ได้ และเงื่อนไขนี้กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครของแต่ละปี จึงต้องอ่านประกาศปีล่าสุดยืนยันก่อนทุกครั้ง

หนังสือรับรองผลสอบผ่านภาค ก จาก e-Exam ใช้ได้เหมือนกันไหม และหมดอายุหรือเปล่า

ใช้ได้เหมือนกันทุกประการ นำไปสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับผลจากรอบ Paper & Pencil และหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ไม่มีกำหนดวันหมดอายุในตัวเอง เว้นแต่ ก.พ. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตามควรอ่านเงื่อนไขในประกาศรับสมัครของแต่ละตำแหน่งด้วย เพราะบางหน่วยงานอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติม

ที่นั่ง e-Exam เต็มเร็วแค่ไหน ต้องเตรียมตัวอย่างไร

ระบบเป็นแบบมาก่อนได้ก่อนและปิดรับทันทีที่ที่นั่งเต็ม แม้ยังไม่ถึงวันสุดท้ายที่ประกาศไว้ ในปี 2569 เปิด 243,117 ที่นั่ง ใน 26 ศูนย์สอบ เริ่มรับสมัครวันที่ 7 มกราคม เวลา 08.30 น. และประกาศไว้ว่ารับถึงวันที่ 27 มกราคม แต่ที่นั่งเต็มตั้งแต่วันแรก สิ่งที่ควรทำสำหรับรอบถัดไปคือสมัครและยืนยันบัญชีผู้ใช้ให้เสร็จก่อนวันเปิดระบบ เตรียมศูนย์สอบและรอบสอบสำรองไว้สองถึงสามตัวเลือก เข้าระบบก่อนเวลาเปิด และเมื่อจองได้แล้วต้องชำระเงินภายในกำหนด ซึ่งปี 2569 คือภายในเวลา 22.00 น. ของวันถัดจากวันยืนยันการสมัคร มิฉะนั้นที่นั่งจะหลุดกลับเข้าระบบ

ถ้าไม่รีบใช้ผล ควรเลือกรอบไหน

ถ้าไม่มีประกาศรับสมัครที่ต้องใช้ผลภาค ก ในระยะสั้น การเลือกรอบที่สอบช้ากว่ามีข้อดีชัดเจนคือได้เวลาเตรียมตัวเพิ่ม ในปี 2569 e-Exam รอบแรกสอบวันที่ 27 ถึง 29 มีนาคม ส่วน Paper & Pencil สอบวันที่ 5 กรกฎาคม ห่างกันราวสามเดือนเศษ ซึ่งมากพอจะเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ถ้าใช้เวลานั้นฝึกทำโจทย์แบบจับเวลาอย่างจริงจัง ประกอบกับรอบ Paper & Pencil ปีนั้นมีที่นั่งมากกว่าคือ 450,000 ที่นั่ง โอกาสได้ที่นั่งจึงสูงกว่า

สอบ e-Exam รู้ผลทันทีหลังกดส่งข้อสอบเลยไหม

ไม่ทันที ต้องรอประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านตามกำหนดของแต่ละรอบเช่นกัน ในปี 2569 รอบสอบที่ 1 ถึง 5 สอบวันที่ 27 ถึง 29 มีนาคม แล้วประกาศผลภายในวันที่ 14 พฤษภาคม ส่วนรอบที่ 11 ถึง 15 สอบวันที่ 22 ถึง 24 พฤษภาคม แล้วประกาศผลภายในวันที่ 15 กรกฎาคม คือใช้เวลาราวหกถึงแปดสัปดาห์ และยังต้องรออีกไม่กี่วันจึงจะพิมพ์หนังสือรับรองได้ ที่บอกว่า e-Exam รู้ผลเร็วกว่าจึงหมายถึงได้สอบก่อนหลายเดือน ไม่ใช่ระบบตรวจให้ทันที