สนามสอบทั้งหมด

คู่มือสอบ ก.พ. ภาค ก 2568 — โครงสร้าง วิชาที่สอบ เกณฑ์ผ่าน และวิธีเตรียมตัว

ก.พ. ภาค ก คือด่านแรกที่ทุกคนต้องผ่านก่อนเดินสายราชการพลเรือน แต่หลายคนเสียเวลาไปกับหัวข้อที่ออกน้อย และมองข้ามส่วนที่ออกหนักจริง คู่มือนี้สรุปโครงสร้างข้อสอบ วิชาที่สอบ เกณฑ์ผ่าน และกลยุทธ์เตรียมตัวรายวิชา อิงหัวข้อที่ออกบ่อยจริง เพื่อให้คุณลงแรงถูกจุดตั้งแต่วันแรก

ก.พ. ภาค ก คืออะไร และใครต้องสอบ

การสอบ ก.พ. ภาค ก คือการสอบวัด "ความรู้ความสามารถทั่วไป" ที่จัดโดยสำนักงาน ก.พ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) เป็นด่านคัดกรองพื้นฐานสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้อสอบเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก เน้นวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้ภาษา และความเข้าใจในบทบาทของการเป็นข้าราชการ ไม่ได้วัดความรู้เฉพาะตำแหน่ง

โดยทั่วไปผู้ที่จะสมัครสอบแข่งขันเข้าตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญของแต่ละส่วนราชการ (ภาค ข และภาค ค) จำเป็นต้องมีหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ก่อน หรือสอบผ่านภาค ก ที่หน่วยงานนั้นจัดร่วมกับ ก.พ. พูดง่าย ๆ คือถ้ายังไม่ผ่านภาค ก ก็มักจะยังสมัครสอบตำแหน่งที่ต้องการไม่ได้ จึงควรวางแผนสอบให้ผ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ

  • เหมาะกับผู้ที่ตั้งเป้าเข้ารับราชการพลเรือนสามัญในกระทรวง กรม ต่าง ๆ
  • เป็นการสอบวัดทักษะพื้นฐาน ไม่ใช่ความรู้เฉพาะตำแหน่ง (นั่นคือหน้าที่ของภาค ข)
  • ผ่านภาค ก แล้วจึงมีสิทธิ์สมัครสอบภาค ข/ค ของหน่วยงานที่ต้องการ

โครงสร้างข้อสอบและคะแนนรวม

ปัจจุบันข้อสอบ ก.พ. ภาค ก ประกอบด้วย 3 วิชาหลัก ได้แก่ (1) วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งภายในแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา (ภาษาไทย) การคิดวิเคราะห์เชิงนามธรรม (การใช้เหตุผล) และการคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ (คณิตศาสตร์) (2) วิชาภาษาอังกฤษ และ (3) วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี (กลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชการ)

โดยทั่วไปคะแนนเต็มมักถูกกำหนดที่วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 100 คะแนน ภาษาอังกฤษ 50 คะแนน และความรู้/ลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 50 คะแนน รวมประมาณ 200 คะแนน ทั้งนี้จำนวนข้อ เวลาสอบ และรายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกันในแต่ละรอบ/รูปแบบการสอบ (กระดาษ หรือ e-Exam) จึงควรยึดตามประกาศรับสมัครของ ก.พ. ในรอบที่คุณสมัครเป็นหลักเสมอ

ในเว็บสนามสอบ เราแยกวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ออกเป็น 3 คลังย่อย (เชิงปริมาณ เชิงเหตุผล ภาษาไทย) เพื่อให้ฝึกทีละด้านได้ตรงจุด รวมกับภาษาอังกฤษและกฎหมาย จึงเห็นเป็น 5 วิชาในหน้าฝึก แต่โครงจริงของ ก.พ. ยังนับเป็น 3 วิชาตามข้างต้น

  • วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (~100 คะแนน) = เชิงภาษา + เชิงนามธรรม + เชิงปริมาณ
  • วิชาภาษาอังกฤษ (~50 คะแนน)
  • วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี (~50 คะแนน)
  • ข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก · จำนวนข้อ/เวลา ให้ยึดตามประกาศรอบที่สมัคร

การคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ (คณิตศาสตร์) — สถิติและตารางออกหนักกว่าที่คิด

หลายคนเข้าใจว่าคณิต ก.พ. คือ "อนุกรม" เป็นหลัก แต่ในความจริงอนุกรมเป็นเพียงสัดส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่ออกหนักและทำคะแนนได้คุ้มกว่าคือ การอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลจากตาราง/กราฟ และสถิติพื้นฐาน (ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม การหาร้อยละและอัตราการเปลี่ยนแปลง) เพราะมักให้ข้อมูลชุดเดียวแล้วถามต่อเนื่องหลายข้อ ถ้าอ่านตารางเป็นก็เก็บคะแนนได้เป็นกลุ่ม

  • ออกบ่อย/คุ้มคะแนน: สถิติและการอ่านตาราง-กราฟ, ร้อยละและอัตราเพิ่ม-ลด, โจทย์ปัญหาประยุกต์
  • อนุกรม: มีทุกชุดแต่สัดส่วนไม่มาก — ฝึกให้ครบทุกตระกูล (เลขคณิต เรขาคณิต ยกกำลัง เศษส่วน ซ้อน/สลับ) แต่ไม่ต้องหมกมุ่น
  • คำนวณพื้นฐาน: ร้อยละ อัตราส่วน-สัดส่วน บัญญัติไตรยางศ์ ห.ร.ม./ค.ร.น.
  • โจทย์ปัญหา: อายุ ความเร็ว-ระยะ-เวลา งาน-ท่อน้ำ ผสมสารละลาย กำไร-ขาดทุน การนับ
  • ตรรกะเชิงปริมาณ: เงื่อนไขสัญลักษณ์ อุปมาตัวเลข โอเปอเรชั่นนิยามใหม่
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ฝึกอนุกรมจนลืมฝึกอ่านตาราง/สถิติ และคำนวณละเอียดเกินจนหมดเวลา

การคิดวิเคราะห์เชิงนามธรรม (การใช้เหตุผล) — ระวังกับดัก "สรุปไม่ได้"

ด้านนี้วัดการให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ หัวใจอยู่ที่ "เงื่อนไขสัญลักษณ์" (โจทย์สายโซ่มากกว่า/น้อยกว่า/เท่ากับ แล้วให้ตัดสินว่าข้อสรุปเป็นจริง เท็จ หรือสรุปไม่ได้) ซึ่งเป็นหมวดที่มีจำนวนข้อมากที่สุดของด้านนี้ กับดักที่ทำให้คนพลาดมากที่สุดคือการเผลอเลือก "จริง" หรือ "เท็จ" ทั้งที่ข้อมูลไม่พอจะสรุป คำตอบที่ถูกจึงมักเป็น "สรุปไม่ได้/ไม่แน่ชัด"

  • ออกบ่อยสุด: เงื่อนไขสัญลักษณ์ (มากกว่า/น้อยกว่า/เท่ากับ) และเงื่อนไขเชิงภาษา (ถ้า-แล้ว, และ/หรือ)
  • ตรรกศาสตร์/ซิลโลจิซึม: ตัวบ่งปริมาณ (ทุก/บาง/ไม่มี), แผนภาพเวนน์, การกลับ-แย้ง-สมมูล
  • อุปมาอุปไมย: จับความสัมพันธ์ของคู่คำ (อาชีพ-สถานที่, ส่วน-รวม, เหตุ-ผล ฯลฯ) หมุนหลายประเภท
  • อนุมานจากบทความ: แยกข้อเท็จจริงกับความเห็น และระวังการ "สรุปเกินข้อมูล"
  • เทคนิค: ฝึกเจอตัวเลือก "สรุปไม่ได้" ให้ชิน และวาดแผนภาพ/เรียงสัญลักษณ์ก่อนตัดสินเสมอ

การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา (ภาษาไทย) — เน้นอ่านจับใจความมากกว่าท่องหลักภาษา

ภาษาไทยใน ก.พ. เน้นการอ่านและการใช้ภาษาเป็นหลัก ไม่ได้เน้นการท่องจำหลักภาษาแบบข้อสอบสนามอื่น แกนที่ออกหนักคือการอ่านบทความแล้วจับใจความ ตั้งชื่อเรื่อง สรุปความ ตีความและอนุมานเจตนาผู้เขียน รองลงมาคือการเรียงลำดับประโยค (มักถามว่าประโยคใดอยู่ลำดับที่เท่าไร) และการเติมคำในช่องว่าง ส่วนหลักภาษา เช่น สะกดคำ ราชาศัพท์ ลักษณนาม สำนวน มีบ้างแต่น้ำหนักน้อยกว่ามาก

  • ออกหนักสุด: อ่านบทความ — จับใจความ ตั้งชื่อเรื่อง สรุปความ ตีความ/อนุมาน จุดประสงค์ผู้เขียน น้ำเสียง
  • การเรียงลำดับประโยค: หาลำดับที่ถูกต้องจากความสัมพันธ์เหตุ-ผล/ทั่วไป-เฉพาะ
  • การใช้ภาษา: เติมคำในช่องว่าง เลือกใช้คำถูกต้อง คำเชื่อม ประโยครัดกุม/กำกวม/บกพร่อง
  • หลักภาษา (น้ำหนักน้อยในสนาม ก.พ.): สะกดคำ ราชาศัพท์ ลักษณนาม สำนวน ไวพจน์
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ทุ่มเวลาท่องหลักภาษา/ราชาศัพท์ ทั้งที่ข้อสอบจริงเน้นอ่านจับใจความ

วิชาภาษาอังกฤษ — Reading คือส่วนที่ออกหนักที่สุด

ภาษาอังกฤษ ก.พ. ครอบคลุม 4 ส่วนคือ Conversation (บทสนทนา), Grammar (ไวยากรณ์), Vocabulary (คำศัพท์) และ Reading (การอ่าน) โดยส่วนที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ Reading ประมาณ 40% ของวิชานี้ หลายคนทุ่มเวลาไปกับไวยากรณ์ล้วน ๆ แล้วละเลยการฝึกอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนที่ตัดสินคะแนนจริง

  • Reading (~40%): main idea/ตั้งชื่อเรื่อง, รายละเอียด, เดาศัพท์จากบริบท, การอ้างถึง (reference), การอนุมาน
  • Conversation: บทสนทนาตามสถานการณ์ (ขอร้อง เสนอความช่วยเหลือ ขออนุญาต ขอบคุณ แนะนำ เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย)
  • Grammar: tense, conditional, relative clause, subject-verb agreement, preposition, passive
  • Vocabulary: คำศัพท์ตามบริบท, synonym/antonym, collocation, phrasal verb, idiom
  • เทคนิค: ฝึกอ่านบทความให้เร็ว และเดาความหมายศัพท์จากบริบทแทนการแปลทุกคำ
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ฝึกแต่ Grammar จนทิ้ง Reading และกลัวศัพท์ยากจนไม่กล้าเดาจากบริบท

ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี — โฟกัสกฎหมาย 6 ฉบับหลัก

วิชานี้เพิ่มเข้ามาเพื่อวัดความเข้าใจในบทบาทและกรอบกฎหมายของการเป็นข้าราชการที่ดี เนื้อหาหลักวนอยู่ราวกฎหมาย 6 ฉบับ การเตรียมตัวที่ดีคือทำความเข้าใจสาระสำคัญและผูกกับเลขมาตราหลัก ๆ ไม่ใช่ท่องแบบลอย ๆ เพราะข้อสอบมักถามเป็นสถานการณ์ให้วินิจฉัยว่าควรทำอย่างไรตามกฎหมาย

  • พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534: ส่วนกลาง/ภูมิภาค/ท้องถิ่น, การมอบอำนาจ, รักษาราชการแทน vs ปฏิบัติราชการแทน
  • พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 2546: เป้าหมาย 7 ประการ, ประโยชน์สุขของประชาชน, ลดขั้นตอน/ศูนย์บริการร่วม
  • พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539: คำสั่งทางปกครอง, ความเป็นกลาง, การให้เหตุผลในคำสั่ง, การอุทธรณ์
  • พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม 2562: มาตรฐานทางจริยธรรม 7 ข้อ
  • พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539: จงใจ/ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง, การฟ้องหน่วยงาน, การไล่เบี้ย
  • ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ — โดยเฉพาะมาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) ที่ออกบ่อยที่สุด

เกณฑ์ผ่าน กลยุทธ์เตรียมตัว และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

เรื่องเกณฑ์ผ่านควรระวังเป็นพิเศษ โดยทั่วไปตามที่ ก.พ. กำหนด ผู้เข้าสอบต้องได้คะแนนแต่ละวิชา (หรือแต่ละส่วน) ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และวิชาความรู้/ลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีมักกำหนดราว 60% ขึ้นไป ส่วนภาษาอังกฤษมักกำหนดขั้นต่ำที่ต่ำกว่านั้น และระดับวุฒิที่สูงขึ้น (เช่น ปริญญาโท) อาจถูกกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสูงขึ้น จุดสำคัญคือเป็นการผ่าน "รายวิชา" ไม่ใช่แค่คะแนนรวม ดังนั้นห้ามทิ้งวิชาใดวิชาหนึ่ง ตัวเลขเกณฑ์ที่แน่นอนให้ยึดตามประกาศรับสมัครของรอบที่คุณสมัครเสมอ

กลยุทธ์ที่ได้ผลคือ ลงแรงตามน้ำหนักจริงของข้อสอบ ไม่ใช่ตามความชอบ เช่น ฝึกอ่านตาราง/สถิติในคณิต ฝึกอ่านจับใจความทั้งไทยและอังกฤษ และฝึกเจอกับดัก "สรุปไม่ได้" ในด้านเหตุผลให้ชิน จากนั้นทำข้อสอบเสมือนจริงแบบจับเวลาเป็นชุด ๆ เพื่อฝึกบริหารเวลาและคุ้นกับการสลับสมองข้ามวิชา

  • ผ่านเป็นรายวิชา ไม่ใช่เฉลี่ยรวม — ห้ามทิ้งวิชาใดวิชาหนึ่งแม้จะถนัดวิชาอื่นมาก
  • จัดเวลาฝึกตามน้ำหนักจริง: สถิติ/ตาราง (คณิต), อ่านจับใจความ (ไทย+อังกฤษ), เงื่อนไขสัญลักษณ์ (เหตุผล), กฎหมาย 6 ฉบับ
  • ฝึกจับเวลาเป็นชุดเสมือนจริง เพื่อคุมเวลาและไม่จมกับข้อยาก
  • ข้อผิดพลาดรวมที่พบบ่อย: หมกมุ่นอนุกรม, ท่องหลักภาษา/ราชาศัพท์เกินจำเป็น, ทิ้ง Reading อังกฤษ, ท่องกฎหมายโดยไม่ผูกมาตรา

อ้างอิงโครงสร้างข้อสอบล่าสุด · ควรตรวจสอบประกาศ ก.พ. อีกครั้งก่อนสอบ

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

ไม่ต้องสมัคร

อ่านแล้ว — ลองข้อสอบสนามนี้ 8 ข้อ ฟรี

วิชาการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล · เฉลยทันทีทุกข้อ · รู้จุดอ่อนใน 5 นาที จากคลัง 146 ข้อ

เริ่มทำ 8 ข้อเลย

คำถามที่พบบ่อย

ก.พ. ภาค ก สอบวิชาอะไรบ้าง

หลัก ๆ มี 3 วิชา คือ วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (แบ่งเป็นเชิงภาษา/ภาษาไทย เชิงนามธรรม/เหตุผล และเชิงปริมาณ/คณิต), วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี (กลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชการ)

ก.พ. ภาค ก เกณฑ์ผ่านกี่เปอร์เซ็นต์

โดยทั่วไปต้องได้คะแนนแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ก.พ. กำหนด ซึ่งหลายส่วนมักอยู่ราว 60% ขึ้นไป และระดับวุฒิที่สูงขึ้นอาจถูกกำหนดเกณฑ์สูงขึ้น เป็นการผ่านรายวิชาไม่ใช่คะแนนรวม ตัวเลขที่แน่นอนให้ยึดตามประกาศรับสมัครของรอบที่สมัคร

สอบผ่าน ก.พ. ภาค ก แล้วใช้ได้กี่ปี ต้องสอบใหม่ไหม

ตามแนวทางล่าสุดของ ก.พ. หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ถือว่าใช้ได้โดยไม่มีกำหนดหมดอายุ จึงไม่ต้องสอบซ้ำหากสอบผ่านแล้ว อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบเงื่อนไขในประกาศ ก.พ. อีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

ไม่จบสาย IT หรือไม่เก่งเลข สอบ ก.พ. ภาค ก ผ่านได้ไหม

ได้ เพราะข้อสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์และการใช้ภาษา ไม่ใช่ความรู้เฉพาะสาขา ส่วนคณิตส่วนใหญ่เป็นการอ่านตาราง/สถิติและโจทย์ปัญหาพื้นฐานที่ฝึกได้ ขอเพียงฝึกให้ครบทุกวิชาเพราะต้องผ่านเป็นรายวิชา

คณิต ก.พ. ออกอนุกรมเยอะไหม ควรเน้นตรงไหน

อนุกรมมีทุกชุดแต่ไม่ได้เป็นสัดส่วนหลัก ส่วนที่ออกหนักและทำคะแนนคุ้มกว่าคือการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลจากตาราง/กราฟ และสถิติพื้นฐาน (ค่าเฉลี่ย ร้อยละ อัตราเปลี่ยนแปลง) ควรฝึกส่วนนี้ให้แม่นก่อน

วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี ต้องอ่านกฎหมายอะไรบ้าง

เน้นกฎหมาย 6 ฉบับหลัก ได้แก่ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน, พ.ร.ฎ.บ้านเมืองที่ดี, พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง, พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม, พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และประมวลกฎหมายอาญาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ (โดยเฉพาะมาตรา 157) ควรเข้าใจสาระและผูกกับเลขมาตรา

สอบผ่าน ก.พ. ภาค ก แล้วได้เป็นข้าราชการเลยไหม

ยังไม่ได้ทันที การผ่านภาค ก เป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้มีสิทธิ์สมัครสอบภาค ข (ความรู้เฉพาะตำแหน่ง) และภาค ค (สัมภาษณ์) ของหน่วยงานที่เปิดรับ ต้องผ่านครบทุกภาคของตำแหน่งนั้นจึงจะได้รับการบรรจุ