สนามสอบทั้งหมด

ภาษาอังกฤษ ก.พ. 2569 ต้องได้กี่คะแนน ออกอะไรบ้าง เก็บให้ผ่านใน 1-3 เดือน

ตอบสั้นก่อน วิชาภาษาอังกฤษของ ก.พ. ภาค ก มี 25 ข้อ คะแนนเต็ม 50 คะแนน ข้อละ 2 คะแนนเท่ากันทุกข้อ และตามประกาศการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นรอบล่าสุด เกณฑ์ผ่านคือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 เท่ากันทุกระดับวุฒิ ตั้งแต่ต่ำกว่าปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาโท แปลงเป็นของจริงคือต้องได้ 25 คะแนน ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่าต้องตอบถูกอย่างน้อย 13 ข้อ เพราะ 12 ข้อได้แค่ 24 คะแนน ยังขาดอีกหนึ่งคะแนนพอดี ตัวเลข 13 ข้อนี้ฟังดูน้อย แต่มันคือเส้นที่ทำให้คนสอบตกภาค ก มากที่สุดทุกปี บทความนี้ไม่พูดซ้ำเรื่องภาพรวมภาค ก แต่เจาะเฉพาะวิชาอังกฤษล้วน ๆ ว่าออกอะไรบ้าง แบ่งเป็นกี่ประเภทโจทย์ แต่ละประเภทคนพลาดตรงไหน มีตัวอย่างวิธีคิดให้ดู และถ้าเหลือเวลา 1 เดือนหรือ 3 เดือนควรเรียงลำดับเก็บยังไงถึงจะข้ามเส้นทัน

13 จาก 25 ข้อ

จำนวนข้อที่ต้องตอบถูกเป็นอย่างน้อย จึงจะผ่านวิชาภาษาอังกฤษ

เกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของ 50 คะแนน = 25 คะแนน · 12 ข้อได้ 24 คะแนน ยังไม่ถึงเส้น · เกณฑ์นี้เท่ากันทุกระดับวุฒิ

ทำไมอังกฤษถึงเป็นวิชาที่ตัดคนออกมากที่สุด

เหตุผลข้อแรกเป็นเรื่องกติกาล้วน ๆ ภาค ก ตัดผลเป็นรายวิชาและต้องผ่านครบทุกวิชาในการสอบครั้งเดียวกัน คะแนนวิชาที่ทำได้เกินเกณฑ์เอาไปโปะวิชาที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นคนที่ทำคิดวิเคราะห์ได้ร้อยละ 80 และกฎหมายได้ร้อยละ 76 แต่อังกฤษได้ 12 ข้อจาก 25 ข้อ ก็สอบตกทั้งฉบับเหมือนคนที่ทำอะไรไม่ได้เลย นี่คือจุดที่ทำให้อังกฤษมีอำนาจตัดคนสูงกว่าน้ำหนักคะแนนของมันมาก เพราะมันกินคะแนนเต็มแค่ 50 จาก 200 คะแนน แต่มีสิทธิ์คว่ำทั้งฉบับได้เท่ากับวิชาที่เต็ม 100 คะแนน

เหตุผลข้อที่สองคือพฤติกรรมการอ่านของผู้สอบเอง คนส่วนใหญ่รู้ตัวว่าอังกฤษไม่แข็ง แล้วเลือกวิธีที่สบายใจที่สุดคือเลื่อนไปอ่านทีหลัง พอเหลือเวลาสองสัปดาห์สุดท้ายก็ไปทุ่มกับคณิตและกฎหมายซึ่งเห็นผลเร็วกว่า สุดท้ายอังกฤษได้เวลาจริงไม่กี่ชั่วโมงตลอดทั้งคอร์สการอ่าน วิชาที่ต้องการการสะสมแบบค่อยเป็นค่อยไปที่สุดกลับได้เวลาน้อยที่สุด ผลลัพธ์จึงออกมาซ้ำรอยเดิมทุกปี

เหตุผลข้อที่สามคือหลายคนหวังพึ่งการเดา ข้อสอบเป็นปรนัย 4 ตัวเลือก เดาล้วนทั้ง 25 ข้อจะได้เฉลี่ยราว 6 ข้อเท่านั้น ห่างจากเส้น 13 ข้ออยู่เกินเท่าตัว แปลว่าต่อให้เดาได้ครบทุกข้อ คุณยังต้อง "รู้จริง" อีกอย่างน้อย 7-8 ข้อถึงจะข้ามเส้น การเดาเป็นเครื่องมือเก็บเศษคะแนนตอนท้าย ไม่ใช่แผนหลัก

กับดักที่เจ็บที่สุดและเจอทุกปีคือ "ทุ่มคณิตจนทิ้งอังกฤษ แล้วตกทั้งที่คะแนนรวมถึง" คนกลุ่มนี้มักเป็นคนขยันด้วยซ้ำ เขาไล่ทำอนุกรมเป็นร้อยข้อเพราะรู้สึกว่ามันเป็นวิชาที่ฝึกแล้วเห็นผล แต่ลืมไปว่าการดันคิดวิเคราะห์จากร้อยละ 72 ไป 84 ไม่ได้ทำให้โอกาสผ่านเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ในขณะที่การดันอังกฤษจาก 10 ข้อเป็น 14 ข้อ เปลี่ยนผลจากตกเป็นผ่านทันที เวลาที่เหลืออยู่ควรถูกจัดสรรตาม "ระยะห่างจากเส้น" ไม่ใช่ตามความถนัด

ข้อควรระวังเรื่องข้อมูล: สำนักงาน ก.พ. เผยแพร่จำนวนผู้สอบผ่านภาพรวมเป็นรายปี เช่น รอบกระดาษปี 2568 มีผู้สอบผ่าน 19,488 รายจากที่นั่ง 450,000 ที่นั่ง คิดเป็นราวร้อยละ 4.3 แต่ไม่ได้เผยแพร่สถิติแยกว่าคนตกเพราะวิชาไหนกี่คน ตัวเลขทำนองว่า "ร้อยละ 70 ตกเพราะอังกฤษ" ที่แชร์กันในกลุ่มติวจึงไม่มีแหล่งทางการรองรับ สิ่งที่ยืนยันได้คือกติกาผ่านรายวิชาและเส้น 13 ข้อ ส่วนที่เหลือเป็นการสังเกตจากผู้เข้าสอบ ไม่ใช่สถิติราชการ

โครงสร้างจริง: 25 ข้อ 50 คะแนน เกณฑ์ร้อยละ 50 เท่ากันทุกวุฒิ

ในข้อสอบภาค ก รูปแบบปัจจุบัน วิชาภาษาอังกฤษเป็น 1 ใน 3 วิชา รวมทั้งฉบับ 100 ข้อ 200 คะแนน สอบ 3 ชั่วโมงติดกัน โดยอังกฤษได้โควตา 25 ข้อ 50 คะแนน คิดเป็นหนึ่งในสี่ของคะแนนเต็ม จุดที่ต่างจากอีกสองวิชาอย่างชัดเจนคือเกณฑ์ผ่านของอังกฤษถูกตรึงไว้ที่ร้อยละ 50 เท่ากันหมดทุกระดับวุฒิ ไม่ว่าจะสมัครระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี หรือปริญญาโท ขณะที่วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ยกเกณฑ์ของผู้สมัครระดับปริญญาโทขึ้นเป็นร้อยละ 65

ข้อดีของการที่เกณฑ์ไม่ขยับตามวุฒิคือคนจบปริญญาโทไม่ได้ถูกกดดันเพิ่มในวิชานี้ แต่ข้อเสียคือคนจบระดับ ปวช. หรือ ปวส. ก็ไม่ได้รับการผ่อนผันเช่นกัน ทุกคนเจอเส้นเดียวกันคือ 13 ข้อ วางแผนได้ง่ายตรงที่คุณไม่ต้องไปหาว่า "วุฒิของฉันต้องได้เท่าไร" ในวิชานี้ ตัวเลขเดียวจบ

ขอบเขตที่ ก.พ. ระบุไว้ในหลักสูตรการสอบคือการวัดความเข้าใจในหลักการสื่อสาร การใช้ศัพท์ สำนวน และโครงสร้างประโยคที่เหมาะสม การอ่านเพื่อทำความเข้าใจสาระของข้อความหรือบทความ และการใช้ภาษาอังกฤษในระดับเบื้องต้น คำสำคัญที่ควรจับให้แม่นคือ "ระดับเบื้องต้น" ข้อสอบไม่ได้วัดวรรณกรรมหรือศัพท์วิชาการชั้นสูง แต่วัดว่าคุณสื่อสารและอ่านเอาเรื่องในบริบทงานและชีวิตประจำวันได้หรือไม่

เรื่องการบริหารเวลา ถ้าเฉลี่ยทั้งฉบับคือราว 1.8 นาทีต่อข้อ แต่ไม่ควรใช้เวลาเท่ากันทุกวิชา กติกาที่ใช้ได้จริงคือกันเวลาให้อังกฤษราว 30-35 นาที โดยแบ่งเป็นสามพาร์ทสั้น (บทสนทนา ศัพท์ ไวยากรณ์) รวมกันไม่เกิน 12-15 นาที แล้วเหลือเวลาที่เหลือทั้งหมดให้พาร์ทอ่าน เพราะพาร์ทอ่านคือที่เดียวที่เวลาไม่พอแล้วเสียคะแนนเป็นกลุ่ม ไม่ใช่เสียทีละข้อ

หากอยากเห็นภาพเกณฑ์ของทั้งสามวิชาพร้อมกันและวิธีแปลงร้อยละเป็นจำนวนข้อของวิชาอื่นด้วย ให้อ่านต่อที่คู่มือเกณฑ์ผ่าน ก.พ. ทุกวิชา ส่วนบทความนี้จะอยู่กับวิชาอังกฤษต่อไปจนจบ

ที่ยืนของวิชาอังกฤษในข้อสอบภาค ก (ตามประกาศรอบล่าสุด ปี 2569)
วิชาจำนวนข้อคะแนนเต็มเกณฑ์ผ่านต้องตอบถูกอย่างน้อย
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์50 ข้อ100 คะแนนร้อยละ 60 (ป.โท ร้อยละ 65)30 ข้อ (ป.โท 33 ข้อ)
ภาษาอังกฤษ25 ข้อ50 คะแนนร้อยละ 50 ทุกระดับวุฒิ13 ข้อ
ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี25 ข้อ50 คะแนนร้อยละ 60 ทุกระดับวุฒิ15 ข้อ

ข้อละ 2 คะแนนเท่ากันทุกข้อ · ต้องผ่านครบทุกวิชาในการสอบครั้งเดียวกัน ตกวิชาเดียวคือไม่ผ่านทั้งฉบับ · ประกาศเขียนเกณฑ์เป็น "ร้อยละ" คอลัมน์จำนวนข้อจึงเป็นการแปลงให้เห็นภาพ ให้ยึดถ้อยคำในประกาศรอบที่สมัครเป็นหลัก

4 ประเภทโจทย์ที่ต้องเจอ สัดส่วนโดยประมาณ และกลยุทธ์รายประเภท

เรื่องนี้ต้องพูดให้ตรงก่อน สำนักงาน ก.พ. ประกาศเฉพาะ "ขอบเขตที่วัด" ไม่ได้ประกาศว่าแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อ ตัวเลขสัดส่วนที่ใช้กันในวงติวจึงเป็นการประมาณการจากที่ผู้เข้าสอบรอบหลัง ๆ รายงานตรงกัน ไม่ใช่ตัวเลขทางการ ใช้เพื่อ "วางน้ำหนักการฝึก" ได้ แต่อย่าเอาไปคำนวณคะแนนแบบเป๊ะ ๆ และอย่าตกใจถ้าเจอรอบที่สัดส่วนเบี้ยวไปจากนี้

ภาพรวมที่พบบ่อยคือสามพาร์ทสั้นราวพาร์ทละ 5 ข้อ ได้แก่ Conversation (บทสนทนา) Vocabulary (คำศัพท์) และ Structure หรือ Grammar (โครงสร้างและไวยากรณ์) แล้วยกที่เหลืออีกราว 10 ข้อให้ Reading ซึ่งมักมาเป็นบทความสั้น 2 ชิ้น ชิ้นละ 4-5 คำถาม พูดอีกอย่างคือพาร์ทอ่านกินราว 40 เปอร์เซ็นต์ของวิชานี้คนเดียว ใครทิ้งพาร์ทอ่านคือทิ้งทางผ่านไปครึ่งทางตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

สิ่งที่ตัวเลขนี้บอกอย่างชัดเจนคือ ถ้าคุณเก็บสามพาร์ทสั้นได้ครบ 15 ข้อ คุณผ่านแล้วโดยไม่ต้องพึ่ง Reading เลย ในทางกลับกัน ถ้าคุณเก็บสามพาร์ทสั้นได้ 10 ข้อ คุณต้องไปเก็บ Reading อีก 3 ข้อจาก 10 ข้อซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้จริง นี่คือเหตุผลที่ลำดับการฝึกที่แนะนำเสมอคือเริ่มจากพาร์ทที่ "แพตเทิร์นซ้ำ" ก่อน แล้วค่อยไปพาร์ทที่ต้องใช้ความเร็ว

ลำดับความคุ้มค่าเรียงจากมากไปน้อยสำหรับคนพื้นอ่อนคือ หนึ่ง Conversation เพราะรูปประโยคที่ใช้จริงมีไม่กี่สิบแบบและวนซ้ำ สอง Structure/Grammar เพราะขอบเขตแคบและมีจุดตัดสินชัด สาม Vocabulary เพราะเก็บได้เรื่อย ๆ แต่ต้องใช้เวลาสะสม สี่ Reading เพราะกินเวลาต่อข้อสูงสุดและต้องการทักษะที่สร้างช้าที่สุด แต่ย้ำอีกครั้งว่า "ทำท้ายสุด" ไม่ได้แปลว่า "ไม่ต้องทำ" ในตารางอ่านทุกสัปดาห์ควรมี Reading อย่างน้อยวันละบทความสั้นเสมอ

อีกจุดที่คนมองข้ามคือคำสั่งของโจทย์ พาร์ทศัพท์กับพาร์ทไวยากรณ์หน้าตาคล้ายกันมาก คือให้ประโยคที่มีช่องว่างแล้วเลือกเติม แต่วิธีคิดคนละแบบ ถ้าตัวเลือกทั้งสี่เป็นคำคนละความหมาย นั่นคือโจทย์ศัพท์ ให้ใช้บริบทตัด ถ้าตัวเลือกทั้งสี่เป็นคำเดียวกันที่ผันรูปต่างกัน นั่นคือโจทย์ไวยากรณ์ ให้ไปหาประธานกับกริยาหลัก การแยกให้ออกภายในสองวินาทีแรกช่วยประหยัดเวลาได้ทั้งพาร์ท

4 ประเภทโจทย์อังกฤษ ก.พ. — สัดส่วนเป็นการประมาณการ ไม่ใช่ตัวเลขที่ ก.พ. ประกาศ
ประเภทโจทย์ประมาณกี่ข้อจุดที่คนพลาดบ่อยกลยุทธ์เก็บคะแนน
Conversation บทสนทนาราว 5 ข้อแปลทีละคำแล้วเลือกตัวเลือกที่ศัพท์คุ้นตา ทั้งที่ผิดหน้าที่ของประโยค เช่น เอาคำตอบรับคำขอบคุณไปตอบคำขอโทษจำเป็นหน้าที่ของประโยค (ขอโทษ ปฏิเสธ เสนอความช่วยเหลือ ขออนุญาต เห็นด้วย) แล้วจับคู่กับคำตอบมาตรฐาน อ่านบรรทัดถัดไปเสมอเพราะมักเฉลยตัวเอง
Vocabulary คำศัพท์และสำนวนราว 5 ข้อรู้ความหมายกลาง ๆ ของทุกตัวเลือก แต่เลือกคำที่ไม่เข้าคู่กับคำข้างเคียง เพราะท่องมาเป็นคำเดี่ยวท่องเป็นคู่คำและวลี (collocation) ไม่ใช่คำเดี่ยว เน้นศัพท์ระดับข่าวและงานสำนักงาน และใช้บริบทตัดตัวเลือกก่อนแปล
Structure / Grammar โครงสร้างและไวยากรณ์ราว 5 ข้อไล่อ่านทั้งประโยคแล้วเลือกด้วยความรู้สึกว่าอันไหน "ฟังลื่นกว่า" แทนที่จะหาจุดตัดสินของข้อนั้นหาประธานกับกริยาหลักก่อนเสมอ แล้วเช็กเป็นชั้น: พจน์ของประธาน ตามด้วย tense ตามด้วยรูปกริยา ตามด้วยคำเชื่อมหรือบุพบท
Reading การอ่านจับใจความราว 10 ข้อ (บทความสั้น 2 ชิ้น)ไล่แปลทุกคำตั้งแต่บรรทัดแรกจนหมดเวลาก่อนถึงคำถามท้าย และเลือกตัวเลือกที่สรุปเกินสิ่งที่บทความพูดจริงอ่านคำถามก่อนแล้วค่อยกวาดหาคำตอบเฉพาะจุด เดาศัพท์ยากจากบริบทแทนการแปล และตัดตัวเลือกที่มีคำแรง เช่น เสมอ ทั้งหมด ไม่เคย ทิ้งก่อน

รวมประมาณ 25 ข้อ · ก.พ. ประกาศเฉพาะขอบเขตที่วัด (การสื่อสาร ศัพท์ สำนวน โครงสร้างประโยค และการอ่านจับใจความระดับเบื้องต้น) ไม่ได้ประกาศจำนวนข้อรายพาร์ท ตัวเลขในตารางใช้วางน้ำหนักการฝึกได้ แต่ไม่ใช่ตัวเลขทางการ

ตัวอย่างวิธีคิด 4 ข้อ (โจทย์แต่งขึ้นใหม่ ไม่ใช่ข้อสอบจริง)

โจทย์สี่ข้อต่อไปนี้เราแต่งขึ้นเองทั้งหมดเพื่อสาธิต "วิธีคิด" ของแต่ละพาร์ท ไม่ใช่ข้อสอบเก่าและไม่ใช่การเดาข้อสอบรอบหน้า สิ่งที่อยากให้จับคือกระบวนการตัดตัวเลือก ไม่ใช่ตัวคำตอบ เพราะข้อสอบจริงเปลี่ยนคำได้ แต่ตรรกะการตัดใช้ซ้ำได้ตลอด

หนึ่ง พาร์ทบทสนทนา — A: I'm afraid I can't join the meeting tomorrow morning. B: ______ I'll send you the minutes afterwards. ตัวเลือก (1) That's my pleasure. (2) No problem at all. (3) You're welcome. (4) I couldn't agree more. คำตอบคือ (2) วิธีคิดใน 15 วินาทีคือถามตัวเองว่าประโยคแรก "ทำหน้าที่อะไร" ที่นี่มันคือการแจ้งว่ามาไม่ได้ซึ่งแฝงคำขอโทษไว้ ฉะนั้นบรรทัดถัดไปต้องเป็นการปลดความกังวล ตัวเลือก (3) ใช้ตอบคำขอบคุณ (1) ใช้ตอบเมื่อถูกขอให้ช่วยแล้วเรายินดี ส่วน (4) ใช้ตอบการแสดงความคิดเห็น ทั้งสามตัวผิดหน้าที่หมด และสังเกตว่าประโยคหลังช่องว่างที่บอกว่าจะส่งบันทึกการประชุมให้ทีหลัง เป็นตัวยืนยันว่า B กำลังบอกว่าไม่เป็นไร

สอง พาร์ทคำศัพท์ — The department has decided to ______ the deadline for submitting the report by two weeks. ตัวเลือก (1) expand (2) extend (3) enlarge (4) stretch คำตอบคือ (2) วิธีคิดคือมองว่าคำที่ต้องเติมไปคู่กับอะไร ในที่นี้คู่กับ deadline ซึ่งเป็นเรื่องของ "เวลา" ภาษาอังกฤษใช้ extend กับช่วงเวลาและกำหนดส่ง ส่วน expand กับ enlarge ใช้กับขนาด ปริมาณ หรือขอบเขตของสิ่งของ และ stretch ให้ภาพการยืดวัตถุ ข้อนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการท่องศัพท์เดี่ยวว่า "ขยาย" เหมือนกันสี่ตัวจะตัดไม่ออกเลย ต้องท่องเป็นคู่คำถึงจะจบใน 10 วินาที

สาม พาร์ทโครงสร้างและไวยากรณ์ — Neither the director nor the officers ______ aware of the new regulation. ตัวเลือก (1) is (2) was (3) were (4) has been คำตอบคือ (3) วิธีคิดคือเห็นโครงสร้าง neither ... nor ... ให้หาว่าคำนามตัวไหนอยู่ใกล้ช่องว่างที่สุด ที่นี่คือ officers ซึ่งเป็นพหูพจน์ กริยาจึงต้องเป็นรูปพหูพจน์ตามไปด้วย เหลือ (3) กับตัวที่ตัดไปแล้ว จากนั้นดูบริบทว่าเป็นการเล่าเรื่องที่ผ่านมาแล้ว จึงเลือกรูปอดีตพหูพจน์ สังเกตว่าตัวเลือกทั้งสี่เป็นกริยาตัวเดียวกันที่ผันรูปต่างกัน นั่นคือสัญญาณว่านี่คือโจทย์ไวยากรณ์ ไม่ใช่โจทย์ศัพท์

สี่ พาร์ทการอ่าน — บทความสั้น: Many public offices now let citizens book an appointment online before visiting. Officials report that average waiting time has fallen by almost half since the system started. Even so, staff still keep a help desk open, because a number of older visitors prefer to be guided in person. คำถาม: What can be inferred from the passage? ตัวเลือก (1) The online system has replaced counter service completely. (2) The system helps, but it does not work equally well for everyone. (3) Officials plan to close all help desks next year. (4) Waiting time has become twice as long. คำตอบคือ (2) วิธีคิดคือกวาดหาคำที่ส่งสัญญาณการขัดแย้ง ที่นี่คือ Even so และ still ซึ่งบอกว่ามีข้อยกเว้นอยู่ ตัวเลือก (1) และ (3) ตกเพราะ "สรุปเกินบทความ" บทความไม่เคยบอกว่าเลิกบริการหน้าเคาน์เตอร์หรือมีแผนปิดในปีหน้า ส่วน (4) ขัดกับข้อความตรง ๆ เพราะบทความบอกว่าเวลารอลดลงเกือบครึ่ง กฎเหล็กของพาร์ทนี้คือคำตอบต้องอยู่ในบทความ ไม่ใช่ในหัวเรา

คลังศัพท์และไวยากรณ์ที่ควรเก็บก่อน แล้วค่อยขยาย

เรื่องศัพท์ ให้เลิกความคิดที่ว่าต้องท่องให้ครบเล่มก่อนถึงจะเริ่มทำข้อสอบได้ ข้อสอบวัดระดับเบื้องต้นในบริบทงานราชการและชีวิตประจำวัน ศัพท์ที่คุ้มที่สุดจึงเป็นศัพท์ที่คนทำงานสำนักงานและคนอ่านข่าวใช้จริง ไม่ใช่ศัพท์วรรณกรรม จัดเป็นหมวดแล้วเก็บทีละหมวดจะเห็นผลเร็วกว่าท่องเรียงตามตัวอักษรหลายเท่า

หมวดศัพท์ที่ควรเก็บก่อนคือ (1) ศัพท์งานสำนักงานและการประชุม เช่น การนัดหมาย การเลื่อนนัด การส่งเอกสาร การมอบหมายงาน กำหนดส่ง ระเบียบวาระ (2) ศัพท์บริการประชาชนและการเดินเรื่อง เช่น การยื่นคำขอ การอนุมัติ ค่าธรรมเนียม การต่ออายุ (3) ศัพท์ข่าวและนโยบายสาธารณะ เช่น งบประมาณ การสำรวจ แนวโน้ม เพิ่มขึ้นลดลง มาตรการ (4) คำที่ความหมายใกล้กันจนสับสน เช่น กลุ่มคำที่แปลว่าขยาย กลุ่มคำที่แปลว่าลด กลุ่มคำที่แปลว่าอนุญาต ให้ท่องเป็นชุดเปรียบเทียบพร้อมคำที่มันเข้าคู่ด้วยเสมอ

เรื่องไวยากรณ์ ขอบเขตแคบกว่าที่คิดมาก เรื่องที่ควรเก็บให้แม่นก่อนมีราวหกเรื่อง หนึ่ง Tense หลักที่ใช้จริง คือ present simple สำหรับข้อเท็จจริงและกิจวัตร past simple สำหรับเหตุการณ์จบแล้ว และ present perfect สำหรับสิ่งที่เริ่มในอดีตแล้วยังส่งผลถึงตอนนี้ สอง ความสอดคล้องของประธานกับกริยา โดยเฉพาะกรณีที่มีวลีคั่นกลางยาว ๆ กรณี neither/either กรณีคำนามที่ดูพหูพจน์แต่เป็นเอกพจน์ สาม Passive voice ที่ออกบ่อยเพราะภาษาราชการชอบใช้

อีกสามเรื่องที่เหลือคือ สี่ บุพบทที่มากับคำเฉพาะ เช่น คำกริยาและคำคุณศัพท์ที่บังคับใช้บุพบทตัวใดตัวหนึ่ง ห้า If-clause สามแบบพื้นฐาน และ หก Relative clause กับคำเชื่อมแสดงความสัมพันธ์ เช่น แม้ว่า ดังนั้น อย่างไรก็ตาม ซึ่งไม่ได้ช่วยแค่พาร์ทไวยากรณ์ แต่ช่วยพาร์ทอ่านโดยตรง เพราะคำเชื่อมพวกนี้คือป้ายบอกทางว่าประโยคถัดไปจะสนับสนุนหรือขัดแย้งกับประโยคก่อนหน้า

วิธีเก็บที่ได้ผลกับคนเวลาน้อยคืออย่าอ่านตำราไวยากรณ์เรียงบท ให้ทำโจทย์ก่อนแล้วเปิดอ่านเฉพาะเรื่องที่พลาด สมุดที่ควรมีคือสมุดเล่มเดียวที่จดเฉพาะ "ข้อที่พลาดซ้ำเกินสองครั้ง" ถ้าครบสามสัปดาห์แล้วสมุดเล่มนี้ยังบางอยู่ แปลว่าคุณกำลังไปถูกทาง ถ้ามันหนาขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่ากำลังกวาดเนื้อหากว้างเกินกว่าที่เวลาจะเอื้อ ให้หดขอบเขตลงมาที่หกเรื่องข้างต้นก่อน

แผนเก็บคะแนนอังกฤษให้ข้ามเส้น 13 ข้อ สำหรับคนพื้นอ่อน
ช่วงแผน 3 เดือนแผน 1 เดือน (สปรินต์)
เริ่มต้นทำชุดวินิจฉัย 25 ข้อจับเวลา 30 นาที จดว่าพลาดพาร์ทไหนกี่ข้อทำชุดวินิจฉัย 25 ข้อจับเวลา แล้วตัดสินใจทันทีว่าจะเล่นเกมเก็บพาร์ทสั้นให้ครบ หรือแบ่งเก็บ Reading ด้วย
ก้อนที่ 1เดือนที่ 1: Conversation จนคล่อง + ไวยากรณ์ 6 เรื่องหลัก วันละ 30 นาทีสัปดาห์ที่ 1-2: Conversation + ไวยากรณ์ 6 เรื่องหลัก วันละ 45-60 นาที ไม่แตะเรื่องอื่น
ก้อนที่ 2เดือนที่ 2: ศัพท์แบบคู่คำวันละ 15 คำ + อ่านบทความสั้นวันละ 1 ชิ้นสัปดาห์ที่ 3: ศัพท์แบบคู่คำวันละ 25 คำ + อ่านบทความสั้นวันละ 2 ชิ้น
ก้อนที่ 3เดือนที่ 3: ชุดเต็ม 25 ข้อจับเวลาสัปดาห์ละ 2 ชุด + ซ่อมเฉพาะข้อที่พลาดซ้ำสัปดาห์ที่ 4: ชุดเต็ม 25 ข้อจับเวลาวันเว้นวัน + ซ่อมเฉพาะข้อที่พลาดซ้ำ
เช็กพอยต์กลางทางจบเดือนที่ 2 ควรแตะ 11-12 ข้อ ถ้ายังต่ำกว่า 9 ข้อให้ถอยกลับไปเก็บ Conversation ใหม่จบสัปดาห์ที่ 3 ควรแตะ 11-12 ข้อ ถ้ายังต่ำกว่า 9 ข้อให้ทิ้ง Reading ยาวแล้วอัดพาร์ทสั้นแทน

ตั้งเป้าจบที่ 16-17 ข้อ ไม่ใช่ 13 ข้อพอดี เพราะวันสอบจริงมีทั้งความตื่นเต้น เวลาที่บีบกว่าที่ซ้อม และข้อที่พลิกกว่าปกติ เผื่อกันชนไว้ 3-4 ข้อเสมอ

ฝึกอังกฤษ ก.พ. แบบเห็นจุดอ่อนรายพาร์ทที่ snamsob.com

ปัญหาของคนที่อ่านอังกฤษด้วยตัวเองไม่ใช่ความขยัน แต่คือการมองไม่เห็นว่าตัวเองพลาดตรงไหน คนส่วนใหญ่รู้แค่ว่า "ทำได้ 10 ข้อ" แต่ไม่รู้ว่า 10 ข้อนั้นมาจากพาร์ทไหน และ 15 ข้อที่พลาดกระจุกอยู่ที่ Reading หรือกระจายทุกพาร์ท สองกรณีนี้ต้องแก้คนละวิธีกันสิ้นเชิง กรณีแรกแก้ด้วยเทคนิคการอ่านและการคุมเวลา กรณีที่สองแก้ด้วยการกลับไปปูพื้น ถ้าวินิจฉัยผิดตั้งแต่ต้น เดือนที่เหลือก็เสียเปล่า

ที่ snamsob.com คลังข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ ก.พ. ถูกแยกเป็นหัวข้อย่อยตามประเภทโจทย์ตั้งแต่บทสนทนา คำศัพท์และคู่คำ โครงสร้างและไวยากรณ์รายเรื่อง ไปจนถึงการอ่านจับใจความ ทำให้คุณเลือกซ้อมเฉพาะเรื่องที่พลาดได้จริง ไม่ต้องทำชุดคละที่เอาแต่วนเรื่องที่ทำได้อยู่แล้ว ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกอื่นถึงผิด ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้คุณจำตรรกะการตัดตัวเลือกได้ ไม่ใช่จำแค่ตัวคำตอบ

ระบบจับจุดอ่อนจะสรุปให้อัตโนมัติว่าคุณพลาดซ้ำที่หัวข้อไหนบ้าง แล้วเสนอชุดฝึกซ่อมเฉพาะหัวข้อนั้นให้ต่อทันที ไม่ต้องเดาเองว่าควรอ่านอะไรต่อ เมื่อรวมกับชุดสอบจำลองจับเวลาที่จำลองสัดส่วนพาร์ทและเวลาจริง คุณจะเห็นทั้งสองอย่างพร้อมกันคือ "ตอนนี้ได้กี่ข้อ" และ "อีกกี่ข้อถึงเส้น 13" ทุกครั้งที่ทำเสร็จ

โจทย์ทุกข้อในคลังเราเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยอิงขอบเขตทักษะที่ ก.พ. ประกาศ ไม่ได้คัดลอกหรือดัดแปลงข้อสอบเก่าหรือของสำนักติวอื่น เพราะเป้าหมายคือฝึกให้คุณ "ทำเป็น" ไม่ใช่ให้คุณ "จำข้อ" ที่อาจไม่ออกซ้ำอยู่ดี

เริ่มได้เลยด้วยชุดทดลองฟรีเพื่อดูว่าตอนนี้ห่างเส้นแค่ไหน และถ้ากลัวพลาดรอบรับสมัครซึ่งมักเปิดสั้นเพียงไม่กี่วัน ระบบแจ้งเตือนประกาศเปิดสอบเข้า LINE จะเด้งให้ทันทีที่มีประกาศใหม่ โดยไม่ต้องคอยรีเฟรชเว็บราชการเอง สมัครใช้งานฟรี และตอนนี้เปิดให้ทดลองใช้เต็มระบบ 90 วัน

อัปเดต ส.ค. 2569 · โครงสร้าง 3 วิชา 100 ข้อ 200 คะแนน (อังกฤษ 25 ข้อ 50 คะแนน) และเกณฑ์ตัดสิน (คิดวิเคราะห์ร้อยละ 60 · ป.โท ร้อยละ 65 · ภาษาอังกฤษร้อยละ 50 · ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีร้อยละ 60) อ้างอิงประกาศสำนักงาน ก.พ. เรื่องการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2569 ทาง ocsc.go.th และ job3.ocsc.go.th ประกอบรายงานข่าวที่อ้างประกาศฉบับดังกล่าว · ขอบเขตวิชาภาษาอังกฤษอ้างถ้อยคำในหลักสูตรการสอบของ ก.พ. · สัดส่วนจำนวนข้อรายพาร์ท (บทสนทนา ศัพท์ ไวยากรณ์ พาร์ทละราว 5 ข้อ และการอ่านราว 10 ข้อ) ก.พ. ไม่ได้ประกาศเป็นทางการ เป็นการประมาณการจากรอบหลัง ๆ · ไม่มีสถิติทางการที่แยกว่าผู้สอบตกเพราะวิชาใดกี่คน ข้อความที่ระบุว่าอังกฤษเป็นวิชาตัดคนจึงมาจากกติกาผ่านรายวิชาและการสังเกตของผู้เข้าสอบ ไม่ใช่สถิติราชการ · โจทย์ตัวอย่างทั้งหมดในบทความนี้แต่งขึ้นใหม่เพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ข้อสอบจริง · เกณฑ์และหลักสูตรปรับได้ทุกปี กรุณาตรวจสอบกับประกาศรับสมัครของรอบที่จะสอบก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

ภาษาอังกฤษ ก.พ. มีกี่ข้อ ต้องได้กี่คะแนนถึงผ่าน

มี 25 ข้อ คะแนนเต็ม 50 คะแนน ข้อละ 2 คะแนน เกณฑ์ผ่านตามประกาศรอบล่าสุดคือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งเท่ากับ 25 คะแนน ในทางปฏิบัติหมายถึงต้องตอบถูกอย่างน้อย 13 ข้อ เพราะ 12 ข้อได้ 24 คะแนน ยังไม่ถึงเส้น และต้องผ่านวิชาอื่นในการสอบครั้งเดียวกันด้วย

ข้อสอบอังกฤษ ก.พ. ออกอะไรบ้าง

หลักสูตรของ ก.พ. ระบุขอบเขตไว้ที่ความเข้าใจในหลักการสื่อสาร การใช้ศัพท์ สำนวน โครงสร้างประโยค และการอ่านทำความเข้าใจสาระของข้อความหรือบทความในระดับเบื้องต้น ซึ่งในทางปฏิบัติแปลออกมาเป็น 4 ประเภทโจทย์คือ บทสนทนา คำศัพท์ โครงสร้างและไวยากรณ์ และการอ่านจับใจความ โดยพาร์ทการอ่านมักมีน้ำหนักมากที่สุดราว 10 ข้อจาก 25 ข้อ ทั้งนี้ ก.พ. ไม่ได้ประกาศจำนวนข้อรายพาร์ท ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการจากรอบหลัง ๆ

จบปริญญาโท เกณฑ์ภาษาอังกฤษสูงกว่าปริญญาตรีไหม

ไม่สูงกว่า วิชาภาษาอังกฤษใช้เกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 เท่ากันทุกระดับวุฒิ ตั้งแต่ต่ำกว่าปริญญาตรีจนถึงปริญญาโท ความต่างตามวุฒิอยู่ที่วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์เท่านั้น ซึ่งผู้สมัครระดับปริญญาโทถูกยกเกณฑ์จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 65

พื้นอังกฤษแทบไม่มี เหลือเวลา 1 เดือน ยังทันไหม

ทันถ้าเลือกเก็บถูกลำดับ เพราะเส้นผ่านอยู่ที่ 13 จาก 25 ข้อเท่านั้น กลยุทธ์ที่เร็วที่สุดคืออัดสามพาร์ทสั้น (บทสนทนา ศัพท์ ไวยากรณ์) ซึ่งรวมกันราว 15 ข้อและมีแพตเทิร์นซ้ำ ให้แม่นก่อนในสองสัปดาห์แรก แล้วค่อยใช้สัปดาห์ที่เหลือฝึกอ่านบทความสั้นจับเวลาเพื่อเก็บเพิ่มอีก 3-4 ข้อ อย่าเริ่มจากการท่องศัพท์เป็นเล่มเพราะเห็นผลช้าที่สุด

ยื่นคะแนน TOEIC หรือ IELTS แทนวิชาภาษาอังกฤษได้ไหม

ในการสอบภาค ก รอบทั่วไปตามประกาศรอบล่าสุด ยื่นแทนไม่ได้ ภาษาอังกฤษเป็นวิชาบังคับที่ต้องสอบและต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ในการสอบครั้งนั้น เงื่อนไขเรื่องนี้เคยต่างกันไปตามยุคสมัยและข้อมูลเก่าบนอินเทอร์เน็ตขัดกันเองบ่อย ให้เปิดหัวข้อหลักสูตรและวิธีการสอบในประกาศรับสมัครของรอบที่จะสมัครยืนยันทุกครั้ง

ข้อสอบอังกฤษของ e-Exam กับรอบกระดาษต่างกันไหม

ใช้หลักสูตรเดียวกัน จำนวนข้อและคะแนนเต็มเท่ากัน และเกณฑ์ผ่านร้อยละ 50 เหมือนกัน ต่างกันที่วิธีทำข้อสอบและโลจิสติกส์เท่านั้น สิ่งที่ต่างในทางปฏิบัติคือการอ่านบนจอกับการอ่านบนกระดาษให้ความเร็วไม่เท่ากัน คนที่จะสอบ e-Exam จึงควรซ้อมพาร์ทอ่านบนหน้าจอจับเวลาไว้ล่วงหน้าอย่างน้อยสองสามชุด