ทำงานธนาคารรัฐดีไหม? วุฒิ เงินเดือน สวัสดิการ ต่างจากข้าราชการยังไง
ตอบก่อนเลยว่า งานธนาคารรัฐ “ดี” สำหรับคนที่อยากได้ความมั่นคงระดับหนึ่งบวกกับรายได้ที่โตเร็วกว่าราชการในช่วงสิบปีแรก แต่ต้องเข้าใจให้ตรงก่อนว่าคุณจะไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้บำนาญรายเดือนตลอดชีพ และงานสาขาก็มีเป้าหมายผลงานเหมือนแบงก์เอกชน คนที่ตัดสินใจผิดส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดที่ความสามารถ แต่ผิดที่เข้าใจสถานะของตำแหน่งคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้น อีกจุดที่สับสนกันมากคือเงินเดือน เพราะประกาศรับสมัครของธนาคารรัฐมีทั้งตำแหน่ง “พนักงาน” และ “ลูกจ้าง” ซึ่งใช้อัตราค่าตอบแทนคนละชุด และบางประกาศยังเขียนตัวเลขเป็นช่วงกว้างมาก เช่น หลักแปดพันถึงสามหมื่นแปด ซึ่งไม่ใช่เงินเดือนแรกเข้าแต่เป็นกระบอกเงินเดือนของระดับนั้นทั้งระดับ บทความนี้เรียงให้ครบตั้งแต่ธนาคารรัฐมีที่ไหนบ้าง สถานะพนักงานต่างจากข้าราชการอย่างไร วุฒิและอายุที่รับ เงินเดือนเริ่มต้นเท่าที่ยืนยันได้พร้อมปีของข้อมูล สวัสดิการเด่นอย่างสินเชื่อพนักงาน เรื่องใบ ก.พ. ที่ไม่ต้องใช้ และแนวข้อสอบที่ต้องเตรียม
ในคู่มือนี้
- 1. 1. ธนาคารรัฐมีที่ไหนบ้าง และกรุงไทยนับเป็นธนาคารรัฐหรือไม่
- 2. 2. พนักงานธนาคารรัฐ ไม่ใช่ข้าราชการ ต่างกันตรงไหนบ้าง
- 3. 3. วุฒิที่รับ อายุ และเรื่องใบ ก.พ. ที่หลายคนเข้าใจผิด
- 4. 4. เงินเดือนเริ่มต้นเท่าไร แยกให้ชัดระหว่างพนักงานกับลูกจ้าง
- 5. 5. สวัสดิการและโบนัส จุดขายจริงที่ไม่ได้อยู่ในเงินเดือน
- 6. 6. ข้อสอบธนาคารรัฐออกแนวไหน และเตรียมตัวอย่างไรให้ทัน
1. ธนาคารรัฐมีที่ไหนบ้าง และกรุงไทยนับเป็นธนาคารรัฐหรือไม่
คำว่าธนาคารรัฐในการหางาน หมายถึงกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือ SFI (Specialized Financial Institutions) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับด้านการดำเนินงานแทนกระทรวงการคลัง สมาชิกหลักของกลุ่มนี้ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมปัจจุบัน 7 แห่ง โดยเป็นธนาคารที่รับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป 4 แห่ง คือ ออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ส่วนอีก 3 แห่งไม่รับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป เหตุที่บางแหล่งยังนับเป็น 8 แห่ง เพราะรวมบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) ซึ่งถูกยุบเลิกไปตั้งแต่ปี 2563 และโอนกิจการทั้งหมดเข้า ธอส. แล้ว
ในทางปฏิบัติ สามแห่งที่เปิดรับคนจำนวนมากและสม่ำเสมอที่สุดคือ ออมสิน ธ.ก.ส. และ ธอส. โดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ที่เคยเปิดรับพนักงานระดับ 4 รอบเดียวถึง 1,380 อัตราในปี 2568 ส่วนออมสินจะทยอยเปิดตลอดปีทั้งตำแหน่งพนักงานเฉพาะทางและลูกจ้างปฏิบัติการประจำภาค ใครที่ตั้งเป้าสายนี้จึงควรตามหน้าประกาศรับสมัครของทั้งสามแห่งเป็นประจำ ไม่ใช่รอปีละครั้งแบบสอบ ก.พ.
ส่วนธนาคารกรุงไทยเป็นกรณีพิเศษที่ต้องแยกให้ชัด กรุงไทยเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่ากองทุนฟื้นฟูฯ ไม่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ กรุงไทยก็แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าพ้นสถานะรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ปี 2563 และต่อมายังมีความเห็นของกฤษฎีกาในปี 2566 (เรื่องเสร็จที่ 1231/2566) ที่ชี้ว่ากรุงไทยไม่มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายที่หารือ
แปลเป็นภาษาคนหางานคือ ถ้าคุณสมัครกรุงไทย คุณจะได้ทำงานกับธนาคารที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และรับงานภาครัฐจำนวนมาก แต่สถานะการจ้างของคุณไม่ใช่พนักงานรัฐวิสาหกิจ เงื่อนไขค่าตอบแทนและสวัสดิการจึงเป็นแบบธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่แบบออมสินหรือ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นคนละโครงสร้างกันโดยสิ้นเชิง
2. พนักงานธนาคารรัฐ ไม่ใช่ข้าราชการ ต่างกันตรงไหนบ้าง
ข้อแรกและสำคัญที่สุด พนักงานธนาคารรัฐมีสถานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และระเบียบของธนาคารแต่ละแห่ง ไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน ไม่มีซี ไม่มีการเลื่อนขั้นตามระบบ ก.พ. แต่ใช้ระบบระดับของธนาคารเอง เช่น ผู้จบปริญญาตรีเริ่มที่ระดับ 4 แล้วเติบโตตามผลงานและการสอบเลื่อนระดับภายใน
ข้อสองคือเรื่องหลังเกษียณ ซึ่งเป็นความต่างที่คนมองข้ามมากที่สุด ข้าราชการมีสิทธิ์เลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญรายเดือนตลอดชีพ และมี กบข. เป็นตัวเสริม ขณะที่พนักงานรัฐวิสาหกิจได้เป็นเงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่ทั้งตัวเองและธนาคารสมทบเข้าไปทุกเดือน บวกเงินตอบแทนความชอบตามระเบียบและสิทธิ์ชราภาพจากประกันสังคม ไม่ใช่บำนาญรายเดือนที่รัฐจ่ายให้ตลอดชีวิต ใครที่ให้น้ำหนักกับความมั่นคงหลังเกษียณเป็นอันดับหนึ่ง ต้องรู้ข้อนี้ตั้งแต่ก่อนเลือกทาง
ข้อสามคือค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการใช้สิทธิ์เบิกจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งครอบคลุมถึงบิดามารดา คู่สมรส และบุตรตามเงื่อนไข ส่วนพนักงานธนาคารรัฐใช้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลขององค์กรที่มีวงเงินและเงื่อนไขตามระเบียบของแต่ละธนาคาร บางแห่งครอบคลุมครอบครัวด้วยแต่มีเพดาน จึงต้องอ่านระเบียบสวัสดิการของธนาคารนั้นเป็นรายแห่ง
ข้อสี่คือด้านที่รัฐวิสาหกิจได้เปรียบ เพราะธนาคารรัฐเป็นองค์กรที่ต้องทำกำไร โครงสร้างค่าตอบแทนจึงยืดหยุ่นกว่าและมีโบนัสตามผลประกอบการ ทำให้รายได้รวมต่อปีในช่วงสิบปีแรกมักโตเร็วกว่าข้าราชการระดับเดียวกัน แลกกับการที่ต้องรับผิดชอบเป้าหมายผลงาน ทั้งยอดสินเชื่อ ยอดเงินฝาก และคุณภาพหนี้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการทำงานแบบธนาคารเต็มตัว
3. วุฒิที่รับ อายุ และเรื่องใบ ก.พ. ที่หลายคนเข้าใจผิด
ตำแหน่งหลักที่เปิดรับคนจำนวนมากอย่างพนักงานพัฒนาธุรกิจของ ธ.ก.ส. หรือพนักงานปฏิบัติการสาขาของออมสิน มักกำหนดวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปโดยไม่จำกัดสาขา หรือระบุกลุ่มสาขากว้าง ๆ เช่น บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคาร บัญชี การตลาด และสาขาที่เกี่ยวข้อง คนที่จบสายสังคม มนุษยศาสตร์ หรือเกษตร จึงยังมีที่ยืนในสนามนี้ ต่างจากตำแหน่งเฉพาะทางอย่างไอที ข้อมูลและ AI บัญชี กฎหมาย หรือบริหารความเสี่ยง ที่บังคับสาขาตรงและมักขอประสบการณ์ด้วย
นอกจากปริญญาตรี ธนาคารรัฐยังมีตำแหน่งที่รับวุฒิ ม.3 ม.6 ปวช. และ ปวส. อยู่เรื่อย ๆ เช่น ลูกจ้างขับรถ ลูกจ้างธุรการ หรือลูกจ้างปฏิบัติการบางประเภท คนที่ยังเรียนไม่จบปริญญาตรีจึงเข้าสนามนี้ได้ก่อน แล้วค่อยพัฒนาไปตำแหน่งพนักงานภายหลัง แต่ต้องเข้าใจว่าเส้นทางเติบโตและค่าตอบแทนของสองกลุ่มนี้ต่างกันมาก
เรื่องอายุ ธนาคารรัฐเข้มกว่าราชการพลเรือนพอสมควร เพราะราชการส่วนใหญ่กำหนดเพียงอายุขั้นต่ำ 18 ปี แต่ธนาคารมักกำหนดเพดานด้วย ตัวอย่างที่พบคือ ธ.ก.ส. ตำแหน่งพนักงานพัฒนาธุรกิจ ระดับ 4 กำหนดอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ และประกาศลูกจ้างปฏิบัติการของออมสินหลายฉบับกำหนดช่วงอายุ 20-35 ปี บางตำแหน่งเข้มกว่านั้นคือไม่เกิน 30 ปี นอกจากนี้บางตำแหน่งยังบังคับใบอนุญาตขับขี่ หรือคะแนนภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องเตรียมล่วงหน้าเป็นเดือน
ประเด็นใบ ก.พ. ตอบให้ชัดคือ ธนาคารรัฐไม่ได้บังคับให้ต้องสอบผ่านภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ก่อนสมัคร เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดสอบคัดเลือกเอง แต่มีรายละเอียดที่ต้องรู้คือประกาศบางฉบับของ ธ.ก.ส. เปิดทางให้ผู้ที่สอบผ่านภาค ก ของ ก.พ. ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ใช้ผลนั้นแทนการสอบวิชาความรู้ความสามารถทั่วไป (Aptitude Test) ของธนาคารได้ กล่าวคือใบ ก.พ. เป็นทางเลือกที่ช่วยลดขั้นตอน ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับ ใครมีอยู่แล้วก็ได้เปรียบ ใครไม่มีก็ยังสมัครได้ตามปกติ
4. เงินเดือนเริ่มต้นเท่าไร แยกให้ชัดระหว่างพนักงานกับลูกจ้าง
ก่อนดูตัวเลข ต้องแยกสองสถานะให้ออกก่อน เพราะนี่คือต้นตอของข้อมูลที่สับสนกันบนอินเทอร์เน็ต หนึ่งคือ พนักงาน ซึ่งเป็นพนักงานประจำของธนาคาร มีระดับ มีเส้นทางเลื่อนขั้น และได้สวัสดิการเต็มชุด สองคือ ลูกจ้าง ซึ่งเป็นการจ้างตามสัญญามีกำหนดระยะเวลา ต่อสัญญาเป็นช่วง ๆ ค่าตอบแทนคงที่และสวัสดิการน้อยกว่า แม้จะนั่งทำงานในสาขาเดียวกันก็ตาม
ฝั่งลูกจ้าง ตัวเลขที่พบซ้ำในประกาศของธนาคารออมสินช่วงปี 2568-2569 สำหรับตำแหน่งลูกจ้างปฏิบัติการวุฒิปริญญาตรี คือค่าจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราคงที่ ไม่ได้ผูกกับกระบอกเงินเดือนของระดับพนักงาน ตัวเลขนี้จึงเป็นคนละเรื่องกับ “เงินเดือนพนักงานธนาคารรัฐ” ที่คนมักเอาไปพูดปนกัน
ฝั่งพนักงานแรกบรรจุวุฒิปริญญาตรี ตัวเลขที่ปรากฏในประกาศปี 2569 ของทั้ง ธ.ก.ส. และออมสินอยู่ที่ 18,150 บาทต่อเดือน ส่วนวุฒิปริญญาโท ประกาศพนักงานระดับ 4-5 ของออมสินระบุไว้ที่ 21,180 บาทต่อเดือน ที่ตัวเลขสอดคล้องกันข้ามธนาคารเพราะอิงโครงสร้างอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของรัฐวิสาหกิจร่วมกัน จุดที่ต้องระวังคือตัวเลขนี้ขยับตามมติปรับค่าจ้างเป็นช่วง ๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือประกาศรับพนักงานพัฒนาธุรกิจ ระดับ 4 ของ ธ.ก.ส. รอบ 1,380 อัตราเมื่อปี 2568 ซึ่งยังระบุอัตราแรกบรรจุไว้ที่ 15,000 บาทต่อเดือน ก่อนจะมาเป็น 18,150 บาทในประกาศปี 2569 นอกจากนี้แต่ละประกาศอาจบวกเงินเพิ่มพิเศษ ค่าครองชีพ หรือค่าตอบแทนตามพื้นที่เข้าไปอีก จึงควรยึดตัวเลขในประกาศฉบับที่กำลังสมัครเป็นหลักเสมอ
จุดที่คนอ่านผิดบ่อยที่สุดคือเวลาเห็นเอกสารค่าตอบแทนของธนาคารออมสินเขียนว่าพนักงานระดับ 4 มีอัตราเงินเดือน 8,610 ถึง 38,050 บาท แล้วตกใจว่าทำไมเริ่มต้นแค่แปดพันกว่า ความจริงคือช่วงตัวเลขนั้นคือกระบอกเงินเดือนของระดับ 4 ทั้งระดับ ตั้งแต่ขั้นต่ำสุดถึงขั้นสูงสุดที่คนในระดับนี้ไปได้ ไม่ใช่เงินเดือนแรกเข้า ส่วนแรกเข้าจะกำหนดแยกตามวุฒิอย่างที่กล่าวไปข้างต้น การอ่านสองบรรทัดนี้ให้ถูกช่วยให้ประเมินรายได้ระยะยาวได้ตรงกว่ามาก
สำหรับกรุงไทยและธนาคารพาณิชย์อื่น ไม่มีตารางอัตราแรกบรรจุกลางที่ประกาศต่อสาธารณะแบบรัฐวิสาหกิจ ค่าตอบแทนขึ้นกับตำแหน่ง สายงาน และการต่อรอง โดยทั่วไปสายเทคโนโลยีและสายวิเคราะห์ข้อมูลจะสูงกว่าสายปฏิบัติการสาขาอย่างมีนัยสำคัญ ใครสนใจกรุงไทยจึงควรดูรายละเอียดเป็นรายตำแหน่งบนหน้าสมัครงานของธนาคารโดยตรง
5. สวัสดิการและโบนัส จุดขายจริงที่ไม่ได้อยู่ในเงินเดือน
สวัสดิการที่คนทำงานธนาคารรัฐพูดถึงมากที่สุดคือสินเชื่อสวัสดิการพนักงาน ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ และสินเชื่ออเนกประสงค์ ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าลูกค้าทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับคนอายุยี่สิบปลาย ๆ ที่กำลังจะซื้อบ้านหลังแรก ส่วนต่างดอกเบี้ยตรงนี้คิดเป็นเงินหลายแสนบาทตลอดอายุสัญญา ซึ่งมักมากกว่าส่วนต่างเงินเดือนรายเดือนเสียอีก และเป็นเหตุผลที่ทำให้คนอยู่กับองค์กรยาว โดยเฉพาะที่ ธอส. ซึ่งเป็นธนาคารเฉพาะทางด้านที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว
ถัดมาคือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ธนาคารสมทบให้เป็นสัดส่วนของเงินเดือนและมักเพิ่มขึ้นตามอายุงาน นี่คือเงินก้อนหลังเกษียณของพนักงานรัฐวิสาหกิจแทนบำนาญ ผู้สมัครควรถามให้ชัดตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ว่าองค์กรสมทบกี่เปอร์เซ็นต์ และเลือกแผนการลงทุนได้แบบไหน เพราะต่างกันหลายแสนบาทเมื่อทบต้นสามสิบปี
โบนัสของธนาคารรัฐผูกกับผลประกอบการขององค์กรและผลประเมินรายบุคคล ปีที่ผลกำไรดีจึงได้หลายเท่าของเงินเดือน ส่วนปีที่เศรษฐกิจไม่ดีหรือมีการตั้งสำรองหนี้สูงก็ลดลงได้ ไม่มีตัวเลขคงที่ที่รับประกันได้ ใครที่วางแผนการเงินโดยนับโบนัสเป็นรายได้ประจำจะเจอปัญหา ควรมองเป็นรายได้ผันแปรมากกว่า
สวัสดิการอื่นที่พบทั่วไปคือค่ารักษาพยาบาลของตนเองและครอบครัวตามระเบียบ ตรวจสุขภาพประจำปี ประกันชีวิตและอุบัติเหตุกลุ่ม เครื่องแบบพนักงาน ค่าเล่าเรียนบุตรในบางแห่ง และเงินช่วยเหลือกรณีต่าง ๆ ส่วนสิ่งที่ต้องรับให้ได้คือการโยกย้ายพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ที่งานพัฒนาธุรกิจต้องลงพื้นที่พบเกษตรกรจริง และตำแหน่งจำนวนมากประจำต่างจังหวัด รวมถึงเป้าหมายผลงานรายบุคคลที่มีทุกปีเหมือนธนาคารทั่วไป
6. ข้อสอบธนาคารรัฐออกแนวไหน และเตรียมตัวอย่างไรให้ทัน
โครงสร้างข้อสอบของธนาคารรัฐโดยทั่วไปแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ ส่วนแรกคือความรู้ความสามารถทั่วไปหรือ Aptitude Test ซึ่งหน้าตาใกล้เคียงภาค ก ของ ก.พ. คือมีอนุกรมและโจทย์คำนวณ การวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางและกราฟ การสรุปเหตุผลเชิงตรรกะ ภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความและการเรียงประโยค และภาษาอังกฤษระดับพื้นฐานถึงกลาง ส่วนที่ต่างจาก ก.พ. อย่างชัดเจนคือน้ำหนักของโจทย์วิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขและกราฟที่มักมากกว่า เพราะเป็นทักษะที่ใช้จริงในงานธนาคาร
ส่วนที่สองคือความรู้เฉพาะตำแหน่ง ซึ่งครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับธนาคารนั้นโดยตรง ทั้งประวัติ วิสัยทัศน์ พันธกิจ บทบาทตามกฎหมายจัดตั้ง และผลิตภัณฑ์หลัก บวกกับความรู้พื้นฐานด้านสินเชื่อ บัญชีเบื้องต้น เศรษฐศาสตร์และการเงินการธนาคาร รวมถึงข่าวเศรษฐกิจร่วมสมัย เช่น ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน และเทคโนโลยีการเงิน ส่วนนี้คือส่วนที่แยกคนที่อ่านมาเฉพาะเจาะจงออกจากคนที่อ่านมาแบบทั่วไป
หลายแห่งยังมีแบบทดสอบบุคลิกภาพหรือทัศนคติ และการสอบสัมภาษณ์ที่ให้น้ำหนักสูง โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องพบลูกค้า คำถามที่เจอบ่อยคือทำไมถึงเลือกธนาคารนี้ รู้จักผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง และจะรับมือกับเป้าหมายยอดอย่างไร การเตรียมคำตอบที่อ้างอิงข้อมูลจริงของธนาคารนั้นได้ช่วยได้มากกว่าการท่องคำตอบกลาง ๆ
ข้อควรระวังด้านเวลาคือข้อสอบธนาคารมักให้เวลาต่อข้อสั้นกว่าที่หลายคนคุ้นเคย การฝึกแบบจับเวลาจึงสำคัญพอ ๆ กับการรู้เนื้อหา ที่ snamsob.com เรามีคลังข้อสอบสนามธนาคารรัฐแยกตามวิชาและหัวข้อให้ไล่ปิดจุดอ่อนทีละเรื่อง พร้อมชุดจำลองสนามจริง ทั้ง mock ธ.ก.ส. 230 ข้อ แบ่งเป็น 3 ช่วงตามโครงสร้างข้อสอบ และ mock กรุงไทยแบบ 5 พาร์ต เพื่อให้ซ้อมทั้งความแม่นและความเร็วก่อนวันสอบจริง
อัปเดต 17 ส.ค. 2569 · อ้างอิงข้อมูลสถาบันการเงินเฉพาะกิจจากธนาคารแห่งประเทศไทยและศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ปัจจุบัน 7 แห่ง หลังยุบเลิก บตท. และโอนกิจการเข้า ธอส. เมื่อปี 2563), ประกาศรับสมัครงานปี 2568-2569 ของ ธ.ก.ส. (พนักงานระดับ 4 อัตราแรกบรรจุปริญญาตรี 18,150 บาท) และธนาคารออมสิน (ลูกจ้างปฏิบัติการปริญญาตรี 15,000 บาท / พนักงานระดับ 4-5 ปริญญาตรี 18,150 บาท ปริญญาโท 21,180 บาท) ที่เผยแพร่ผ่านเว็บรวมประกาศรับสมัครงาน, ข่าวการรับสมัครพนักงาน ธ.ก.ส. 1,380 อัตราปี 2568 จากไทยรัฐและกรุงเทพธุรกิจ (รอบนั้นระบุอัตราแรกบรรจุ 15,000 บาท) และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องสถานะของธนาคารกรุงไทย (เรื่องเสร็จที่ 1231/2566 ตามที่สำนักข่าวอิศรารายงาน) · อัตราเงินเดือน สวัสดิการ และเงื่อนไขคุณสมบัติเปลี่ยนได้ทุกรอบการรับสมัคร ควรอ่านประกาศฉบับเต็มของตำแหน่งที่สมัครก่อนตัดสินใจ