รับราชการ vs ทำงานเอกชน 2569 เทียบเงิน สวัสดิการ ความมั่นคง ด้วยตัวเลขจริง
ตอบสั้นก่อน ถ้าเทียบกันแค่เดือนแรก เอกชนในเมืองใหญ่ชนะ เพราะข้าราชการพลเรือนวุฒิปริญญาตรีเริ่มที่ 18,150–19,970 บาท ขณะที่ Adecco Thailand Salary Guide 2026 รายงานว่าตำแหน่งระดับเริ่มต้นที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 3 ปีในฐานข้อมูลของเขาอยู่ที่ราว 20,000–38,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าเทียบทั้งเส้นชีวิตการทำงาน คำตอบจะซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะฝั่งราชการมีบำนาญตลอดชีพ ค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมพ่อแม่ และวันลาที่มากกว่ากฎหมายแรงงานหลายเท่า ส่วนฝั่งเอกชนมีเพดานรายได้ที่เปิดกว้างกว่าและไม่ต้องรอรอบสอบ บทความนี้จะกางตัวเลขจากแหล่งที่อ้างอิงได้ทั้งสองฝั่ง ทั้งอัตราแรกบรรจุของทางราชการ รายงานสำรวจเงินเดือนของบริษัทจัดหางาน ข้อมูลค่าจ้างของสภาพัฒน์ และตัวบทกฎหมายแรงงาน แล้วสรุปให้ชัดว่าคนแบบไหนควรเดินเส้นไหน โดยไม่เชียร์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งลอย ๆ
18,150 vs 20,000–38,000 ฿
เงินเดือนเริ่มต้น ป.ตรี ราชการ เทียบตำแหน่งระดับเริ่มต้นในเอกชน
ราชการ: อัตราแรกบรรจุที่มีผล 1 พ.ค. 2568 · เอกชน: ช่วงของผู้มีประสบการณ์ไม่เกิน 3 ปี จาก Adecco Thailand Salary Guide 2026 — แต่เกมนี้ตัดสินกันที่ปีที่ 10 ไม่ใช่เดือนแรก
ในคู่มือนี้
- 1. เงินเริ่มต้นวุฒิ ป.ตรี ราชการ 18,150 แล้วเอกชนจริง ๆ เท่าไหร่
- 2. เส้นการเติบโต 10 ปี ราชการโตช้าแต่คาดเดาได้ เอกชนโตเร็วแต่แกว่ง
- 3. มูลค่าสวัสดิการที่มักไม่ถูกนับตอนเทียบเงินเดือน
- 4. ความมั่นคง วันลา และเวลาชีวิต ตัวเลขปี 2569 บอกอะไร
- 5. แล้วใครเหมาะกับเส้นไหน อ่านจากสถานการณ์ตัวเองไม่ใช่จากเงินเดือนคนอื่น
- 6. ถ้าเลือกเส้นราชการแล้ว ด่านแรกคือภาค ก และปีนี้คนแข่งเยอะกว่าเดิม
เงินเริ่มต้นวุฒิ ป.ตรี ราชการ 18,150 แล้วเอกชนจริง ๆ เท่าไหร่
ฝั่งราชการตอบง่ายเพราะมีตัวเลขกลาง อัตราแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนสามัญวุฒิปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี อยู่ที่ 18,150–19,970 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นชุดที่มีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 และประกาศรับสมัครของกรมส่วนใหญ่จะระบุขอบล่างที่ 18,150 บาทไว้ก่อน จุดที่คนมักมองข้ามคือตัวเลขนี้เท่ากันหมดทั้งประเทศ ไม่ว่าจะบรรจุที่กรุงเทพหรืออำเภอห่างไกลในจังหวัดชายแดน ส่วนพนักงานราชการกลุ่มงานบริหารทั่วไปวุฒิเดียวกันได้ค่าตอบแทนเริ่มต้น 21,780 บาท ซึ่งสูงกว่าข้าราชการโดยตั้งใจ เพื่อชดเชยที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญ
ฝั่งเอกชนตอบยากกว่า เพราะไม่มีตัวเลขกลางและแต่ละแหล่งนับคนละนิยาม รายงาน Adecco Thailand Salary Guide 2026 ซึ่งเก็บข้อมูลจากบริษัทชั้นนำกว่า 3,000 แห่งและสำรวจคนทำงานไทยกว่า 1,500 คน ระบุว่าตำแหน่งระดับเริ่มต้นที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 3 ปี อยู่ในช่วงเฉลี่ย 20,000–38,000 บาทต่อเดือน และที่สำคัญคือรายงานฉบับเดียวกันบอกว่าตัวเลขนี้ปรับลดลงราว 5–10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ยกเว้นสายไอทีที่ยังทรงตัว นั่นแปลว่าตลาดเด็กจบใหม่ฝั่งเอกชนในรอบปีที่ผ่านมาไม่ได้ขาขึ้น
อีกแหล่งที่นับจากประกาศรับสมัครงานจริงคือ JobThai ซึ่งวิเคราะห์ประกาศงานบนแพลตฟอร์มช่วงมกราคมถึงมิถุนายน 2569 พบว่าสายงานที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นสูงสุดสำหรับเด็กจบใหม่คือล่ามและงานแปลภาษาที่ 24,524–35,378 บาท ตามด้วยงานบริการทางการแพทย์ 20,288–28,657 บาท และงานเลขานุการหรือผู้ช่วยผู้บริหาร 20,190–27,311 บาท ส่วนสายไอทีและคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 19,500–28,110 บาท และสายวิศวกรรม 19,424–26,818 บาท ขณะที่สายงานซึ่งมีประกาศรับมากที่สุดคืองานขายราว 109,018 อัตรา รองลงมาคือฝ่ายผลิตและควบคุมคุณภาพ 62,652 อัตรา และช่างเทคนิค 51,917 อัตรา
ทีนี้ต้องพูดข้อจำกัดของตัวเลขฝั่งเอกชนให้ตรงไปตรงมา ทั้งสองแหล่งข้างต้นเก็บจากบริษัทที่ใช้บริการจัดหางานหรือลงประกาศบนเว็บหางาน ซึ่งเอียงไปทางกรุงเทพและปริมณฑล บริษัทขนาดกลางถึงใหญ่ และตำแหน่งงานออฟฟิศ ไม่ใช่ภาพของตลาดแรงงานทั้งประเทศ ภาพกว้างกว่านั้นอยู่ในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ของสภาพัฒน์ ที่ระบุค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างภาคเอกชนทั้งประเทศไว้ที่ 15,853 บาทต่อคนต่อเดือน และค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมทุกกลุ่มที่ 15,937 บาท ซึ่งลดลง 0.25% จากปีก่อน ส่วนตารางค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยจำแนกตามการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุค่าจ้างเฉลี่ยของผู้จบปริญญาตรีทั้งประเทศไว้ที่ 23,818 บาทต่อเดือน ณ ไตรมาส 4 ปี 2567 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของคนทุกอายุงาน ไม่ใช่คนจบใหม่
อ่านสามชุดนี้พร้อมกันจะได้ข้อสรุปที่แฟร์กว่าการเอาตัวเลขเดียวมาเทียบ คือคำว่าเอกชนกว้างมาก ปลายบนของมันสูงกว่าราชการชัดเจนและไม่มีเพดาน แต่ค่ากลางของตลาดแรงงานเอกชนทั้งประเทศต่ำกว่าที่หลายคนคิด ตัวเลขสามหมื่นกว่าที่แชร์กันในโซเชียลคือปลายบนของสายงานเฉพาะในเมืองใหญ่ ไม่ใช่ค่ากลาง ดังนั้นถ้าคุณกำลังเทียบ 18,150 บาทกับตัวเลขที่เห็นในโซเชียล คุณอาจกำลังเทียบตัวเองกับคนที่อยู่ในกลุ่มบนสุดของตลาดโดยไม่รู้ตัว และอีกจุดที่เปลี่ยนคำตอบได้ทั้งหมดคือพื้นที่ ค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง ฉบับที่ 14 ที่มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 337–400 บาทต่อวัน โดย 400 บาทใช้กับกรุงเทพและพื้นที่เศรษฐกิจอย่างชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต ส่วน 337 บาทเป็นอัตราต่ำสุดในสามจังหวัดชายแดนใต้ และจนถึงกลางปี 2569 ยังไม่มีมติปรับขึ้นรอบใหม่ คิดเป็นรายเดือนคร่าว ๆ ก็ราวแปดพันปลายถึงหนึ่งหมื่นต้น ๆ แน่นอนว่าคนจบปริญญาตรีในต่างจังหวัดมักได้สูงกว่าขั้นต่ำ แต่ช่องว่างระหว่างเงินเดือนเอกชนในกรุงเทพกับต่างจังหวัดกว้างกว่าฝั่งราชการมาก เพราะราชการจ่ายอัตราเดียวกันทุกจังหวัด
| เส้นทาง / สายงาน | บาท/เดือน | ที่มาของตัวเลข |
|---|---|---|
| ข้าราชการพลเรือนสามัญ ป.ตรี (เท่ากันทุกจังหวัด) | 18,150–19,970 | อัตราแรกบรรจุที่มีผล 1 พ.ค. 2568 |
| พนักงานราชการ กลุ่มงานบริหารทั่วไป ป.ตรี | 21,780 | ประกาศ คพร. ค่าตอบแทนพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 |
| เอกชน ระดับเริ่มต้น ภาพรวม (ประสบการณ์ไม่เกิน 3 ปี) | 20,000–38,000 | Adecco Thailand Salary Guide 2026 |
| เอกชน จบใหม่ ล่าม / งานแปลภาษา | 24,524–35,378 | JobThai วิเคราะห์ประกาศงาน ม.ค.–มิ.ย. 2569 |
| เอกชน จบใหม่ บริการทางการแพทย์ | 20,288–28,657 | JobThai ม.ค.–มิ.ย. 2569 |
| เอกชน จบใหม่ เลขานุการ / ผู้ช่วยผู้บริหาร | 20,190–27,311 | JobThai ม.ค.–มิ.ย. 2569 |
| เอกชน จบใหม่ ไอที / คอมพิวเตอร์ | 19,500–28,110 | JobThai ม.ค.–มิ.ย. 2569 |
| เอกชน จบใหม่ วิศวกรรม | 19,424–26,818 | JobThai ม.ค.–มิ.ย. 2569 |
| ค่าจ้างเฉลี่ยลูกจ้างเอกชนทั้งประเทศ (ทุกวุฒิ ทุกอายุงาน) | 15,853 | สภาพัฒน์ ภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2/2569 |
| ค่าจ้างเฉลี่ยผู้จบ ป.ตรี ทั้งประเทศ (ทุกอายุงาน) | 23,818 | ตาราง EC_RL_017 ธปท. อ้างข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ไตรมาส 4/2567 |
ตัวเลขฝั่งเอกชนมาจากฐานข้อมูลคนละชุดและนิยามคนละแบบ — Adecco และ JobThai เก็บจากบริษัทที่ใช้บริการจัดหางานและประกาศรับสมัคร ซึ่งเอียงไปทางเมืองใหญ่และงานออฟฟิศ ส่วนตัวเลขสภาพัฒน์กับธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นค่าเฉลี่ยของแรงงานทั้งประเทศ ห้ามนำมาบวกลบกันตรง ๆ
เส้นการเติบโต 10 ปี ราชการโตช้าแต่คาดเดาได้ เอกชนโตเร็วแต่แกว่ง
ฝั่งราชการมีกลไกการโตอยู่สามชั้น ชั้นแรกคือการเลื่อนเงินเดือนปีละ 2 รอบ คือรอบที่มีผล 1 เมษายนและ 1 ตุลาคม โดยแต่ละรอบใช้วงเงินไม่เกินร้อยละ 3 ของอัตราเงินเดือนรวมของข้าราชการที่มีตัวอยู่จริง จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือร้อยละ 3 นี้เป็นก้อนงบของทั้งหน่วยงานที่ต้องเอาไปกระจายตามผลการประเมิน ไม่ใช่ตัวเลขที่รับประกันว่าทุกคนจะได้เท่ากัน คนที่ผลงานดีเด่นจะได้มากกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนคนที่ผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์อาจไม่ได้เลื่อนในรอบนั้นเลย
ชั้นที่สองคือเพดานของระดับตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเตรียมสอบมักไม่เคยดู ตามบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการมีเพดานอยู่ที่ 26,900 บาท เมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้น 18,150 บาท แปลว่ามีระยะให้ไต่อยู่ราว 8,700 บาทเท่านั้นก่อนจะตัน ทางเดียวที่จะขยับเพดานคือได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการ ซึ่งขยับเพดานขึ้นไปเป็นช่วง 15,050–43,600 บาท และระดับชำนาญการพิเศษที่ 22,140–58,390 บาท ส่วนระดับเชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิสูงขึ้นไปอีก
ชั้นที่สามคือเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งมาพร้อมการเลื่อนระดับ ตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2567 ตำแหน่งประเภทวิชาการในสายงานที่ ก.พ. กำหนดให้มีสิทธิ ระดับชำนาญการได้เดือนละ 3,500 บาท ชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท เชี่ยวชาญ 9,900 บาท และทรงคุณวุฒิ 13,000 หรือ 15,600 บาทแล้วแต่กรณี ก้อนนี้จ่ายแยกจากเงินเดือนและเป็นตัวเปลี่ยนเกมของช่วงปีที่ 7 ถึง 15 มากกว่าการเลื่อนเงินเดือนรายปีเสียอีก แล้วต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะขึ้นชำนาญการ หลักเกณฑ์ทั่วไปของ ก.พ. กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการไว้ไม่น้อยกว่า 6 ปีสำหรับผู้ที่ใช้วุฒิปริญญาตรี 4 ปีสำหรับปริญญาโท และ 2 ปีสำหรับปริญญาเอก แต่ครบเวลาไม่ได้แปลว่าได้เลื่อนอัตโนมัติ ยังต้องมีตำแหน่งว่างในกรอบอัตรากำลัง ต้องส่งผลงานให้ประเมินผ่าน และแต่ละสายงานกับแต่ละส่วนราชการก็มีหลักเกณฑ์ของตัวเอง ในทางปฏิบัติจึงมีทั้งคนที่ขึ้นได้ที่ปีที่ 6 พอดี และคนที่รออีกหลายปี
ฝั่งเอกชนตรงกันข้ามเกือบทุกข้อ Adecco Thailand Salary Guide 2026 รายงานว่าราว 82% ของผู้ตอบแบบสำรวจได้ปรับเงินเดือนในช่วง 2–5% ในปีที่ผ่านมา และมีเพียง 15% ที่คาดว่าจะได้เกิน 10% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ตัวเลขการอยู่ที่เดิมจึงไม่ได้ต่างจากราชการมากอย่างที่หลายคนคิด สิ่งที่ทำให้เอกชนโตเร็วคือการย้ายงาน Michael Page Thailand Salary Guide 2026 ระบุว่าในภาวะที่อัตราว่างงานต่ำกว่า 1% ผู้สมัครมีอำนาจต่อรองสูง การย้ายงานทำให้ได้เงินเดือนเพิ่มเฉลี่ยราว 15–20% และบางกรณีถึง 40% สอดคล้องกับที่ Adecco รายงานว่าค่าตอบแทนระดับกลางถึงอาวุโสขยับขึ้นราว 10–20% และคนที่มีทักษะด้าน AI ได้เพิ่ม 20–25% เมื่อเปลี่ยนงาน
แต่ต้องพูดอีกด้านให้ครบ การโตของเอกชนไม่ได้เท่ากันทุกคนและไม่ได้ชนะเงินเฟ้อเสมอไป สภาพัฒน์รายงานว่าไตรมาส 2 ปี 2569 ค่าจ้างที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อ 2.70% ลดลง 2.88% ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมลดลง 0.25% เมื่อเทียบกับปีก่อน แปลว่าคนทำงานเอกชนจำนวนมากในปีนี้ซื้อของได้น้อยลงกว่าปีที่แล้ว การโต 15–20% จากการย้ายงานเป็นเรื่องจริงสำหรับคนที่อยู่ในสายงานที่ตลาดต้องการ แต่สำหรับคนที่อยู่ในสายงานที่ดีมานด์ลด การย้ายงานอาจแปลว่าเงินเดือนเท่าเดิมหรือน้อยลง ความเสี่ยงตรงนี้ไม่มีในฝั่งราชการ เพราะฐานเงินเดือนไม่เคยลด
บันไดเงินเดือนสายวิชาการ ข้าราชการพลเรือน (บาท/เดือน)
ปฏิบัติการแรกบรรจุ ป.ตรี → เพดานของระดับ
18,150–26,900
ชำนาญการดำรงตำแหน่งปฏิบัติการ ≥ 6 ปี (วุฒิ ป.ตรี)
15,050–43,600
ชำนาญการพิเศษผ่านการประเมินผลงานตามหลักเกณฑ์ของสายงาน
22,140–58,390
จุดที่ต้องเห็นคือระยะจาก 18,150 ถึงเพดาน 26,900 ของระดับปฏิบัติการมีแค่ราว 8,700 บาท ถ้าไม่ได้เลื่อนระดับ เส้นเงินเดือนจะตันภายในไม่กี่ปี · ตัวเลขตามบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงประเภทวิชาการ และเงินประจำตำแหน่งตามกฎ ก.พ. พ.ศ. 2567 — ควรตรวจกับบัญชีฉบับที่บังคับใช้ในปีนั้นอีกครั้ง
มูลค่าสวัสดิการที่มักไม่ถูกนับตอนเทียบเงินเดือน
ก้อนที่ใหญ่ที่สุดและถูกประเมินต่ำที่สุดคือค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการเบิกได้ทั้งของตัวเองและบุคคลในครอบครัวอีกสามกลุ่ม คือบิดามารดาของตัวข้าราชการเอง คู่สมรสที่จดทะเบียน และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายลำดับที่ 1 ถึง 3 โดยเข้าระบบเบิกจ่ายตรงในสถานพยาบาลที่ร่วมระบบได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย และสิทธินี้ไม่หายไปตอนเกษียณ เพราะผู้รับบำนาญยังคงเป็นผู้มีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียวกัน ฝั่งเอกชนคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ประกันสังคมมาตรา 33 คุ้มครองเฉพาะตัวผู้ประกันตนและผูกกับโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ ส่วนประกันสุขภาพกลุ่มของบริษัทเป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้โดยสมัครใจ ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมาย และหมดทันทีในวันที่คุณออกจากงาน
ลองตีเป็นเงินคร่าว ๆ ดู งบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มจากราว 60,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2560 มาอยู่ที่ราว 94,200 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569–2570 ขณะที่ผู้มีสิทธิเมื่อรวมบุคคลในครอบครัวอยู่ในระดับราว 5 ล้านคน หารกันตรง ๆ จะได้ราวหลักหมื่นแปดพันถึงหมื่นเก้าพันบาทต่อคนต่อปี แต่ถ้านับเฉพาะผู้ที่ใช้สิทธิจริงในปีนั้นซึ่งน้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิมาก บทวิเคราะห์บางชิ้นประเมินไว้สูงถึงราว 47,000 บาทต่อคนต่อปี ตัวเลขที่ต่างกันเป็นเท่าตัวนี้เกิดจากการเลือกตัวหาร ไม่ใช่ข้อมูลขัดกัน สิ่งที่สรุปได้อย่างปลอดภัยคือมูลค่าจริงของสวัสดิการนี้อยู่ในหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทต่อคนต่อปี และคูณด้วยจำนวนคนในบ้านที่คุณพาเข้าระบบได้
ต้องบอกอีกด้านด้วยเพื่อไม่ให้เชียร์เกินจริง งบก้อนนี้โตจนกลายเป็นภาระการคลัง กระทรวงการคลังจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างมาตรการควบคุมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการในช่วง 10 กรกฎาคมถึง 8 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้แสดงความเห็นกว่าสองหมื่นรายการ สาระของร่างรวมถึงการให้สถานพยาบาลลงทะเบียนกับกระทรวงการคลัง การให้ผู้มีสิทธิรับผิดชอบต่อการใช้สิทธิของบุคคลในครอบครัว และการเปิดให้ระงับสิทธิของบุคคลในครอบครัวบางรายได้ แปลว่าสวัสดิการชุดนี้ไม่ได้ถูกล็อกไว้ตายตัวตลอดไป ใครที่ตัดสินใจสอบเพราะสวัสดิการอย่างเดียวควรรู้ว่ากติกาปรับได้
ก้อนที่สองคือค่าเล่าเรียนบุตร เบิกได้สำหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคนที่ 1 ถึง 3 ตั้งแต่อายุครบ 3 ปีจนถึง 25 ปี โดยระดับปริญญาตรีในสถานศึกษาของทางราชการเบิกได้ตามจ่ายจริงปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000 บาท ส่วนสถานศึกษาเอกชนเบิกได้ครึ่งหนึ่งของที่จ่ายจริงและไม่เกิน 25,000 บาทเช่นกัน ฝั่งเอกชนไม่มีสิทธิลักษณะนี้ตามกฎหมาย มีเฉพาะบางบริษัทที่จัดทุนการศึกษาบุตรเป็นสวัสดิการของตัวเอง ซึ่งเงื่อนไขต่างกันไปแต่ละที่และไม่ใช่มาตรฐานของตลาด
ก้อนที่สามคือเงินหลังเกษียณ ซึ่งเป็นจุดที่ช่องว่างกว้างที่สุด บำนาญของสมาชิก กบข. คำนวณจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณเวลาราชการ หารด้วย 50 โดยมีเพดานที่ 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งจะแตะเพดานเมื่อรับราชการครบ 35 ปี และเป็นเงินรายเดือนไปตลอดชีวิตพร้อมสิทธิรักษาพยาบาลที่ยังใช้ได้ต่อ ส่วนฝั่งเอกชนมีสองก้อนคือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและบำนาญชราภาพประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินก้อนที่ลูกจ้างสะสมได้ 2–15% และนายจ้างสมทบได้ 2–15% ของค่าจ้างตามข้อบังคับกองทุน จุดสำคัญคือกฎหมายไม่ได้บังคับให้ทุกบริษัทจัดตั้งกองทุน รายงานของระบบข้อมูลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพระบุจำนวนสมาชิกไว้ที่ราว 2.98 ล้านคน ณ สิ้นปี 2567 ขณะที่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมรวมทุกมาตราอยู่ในระดับกว่า 24 ล้านคน แปลว่าลูกจ้างเอกชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรองรับ ส่วนด้านบำนาญชราภาพประกันสังคม เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณปรับเป็น 17,500 บาทตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ทำให้จ่ายสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน และตั้งแต่ปี 2569 เปลี่ยนมาใช้สูตร CARE ที่คิดจากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาส่งเงินสมทบแทนค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย เมื่อคำนวณบนฐานที่มีเพดาน ผลลัพธ์ต่อเดือนจึงมักออกมาในหลักพันถึงหมื่นต้น ๆ ต่างจากบำนาญข้าราชการที่คิดจากเงินเดือนจริงโดยไม่มีเพดานฐาน นี่คือเหตุผลตรงไปตรงมาว่าทำไมคนจำนวนมากยอมรับเงินเดือนตั้งต้นที่ต่ำกว่าเพื่อแลกกับสถานะข้าราชการ
| สวัสดิการ | ข้าราชการ | ลูกจ้างเอกชน |
|---|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาล | เบิกได้ทั้งตัวเอง บิดามารดา คู่สมรส และบุตร 1–3 คน ผ่านระบบเบิกจ่ายตรง และยังใช้สิทธิได้หลังเกษียณในฐานะผู้รับบำนาญ | ประกันสังคม ม.33 คุ้มครองเฉพาะผู้ประกันตน ตามโรงพยาบาลในบัตรรับรองสิทธิ ส่วนประกันกลุ่มของบริษัทเป็นสวัสดิการสมัครใจของนายจ้างและหมดเมื่อออกจากงาน |
| ค่าเล่าเรียนบุตร | บุตร 1–3 คน อายุ 3–25 ปี ระดับ ป.ตรี เบิกได้ไม่เกินปีการศึกษาละ 25,000 บาท | ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย มีเฉพาะบางบริษัทที่จัดทุนการศึกษาบุตรเป็นสวัสดิการของตัวเอง |
| เงินออมเพื่อเกษียณระหว่างทำงาน | กบข. หักสะสม 3% รัฐสมทบ 3% และใส่เงินชดเชยอีก 2% ออมเพิ่มได้จนรวมเป็น 30% ของเงินเดือน | กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างสะสม 2–15% นายจ้างสมทบ 2–15% แต่กฎหมายไม่ได้บังคับให้ทุกบริษัทจัดตั้งกองทุน |
| เงินหลังเกษียณ | บำนาญรายเดือนตลอดชีพ เท่ากับเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × ปีราชการ ÷ 50 เพดาน 70% และขอบำเหน็จดำรงชีพล่วงหน้าได้รวมไม่เกิน 500,000 บาท | เงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถ้ามี บวกบำนาญชราภาพประกันสังคมที่คิดบนฐานค่าจ้างซึ่งมีเพดาน 17,500 บาทตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 |
| สิทธิกู้ดอกเบี้ยต่ำ | สินเชื่อสวัสดิการที่หักชำระผ่านต้นสังกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ของส่วนราชการ | มีเฉพาะพนักงานของบริษัทที่ทำข้อตกลงกับธนาคารไว้ |
หมายเหตุที่ต้องพูดให้ครบ: เบี้ยประกันสุขภาพเอกชนสำหรับพ่อแม่สูงอายุต่างกันมากตามแผน บริษัท และอายุผู้เอาประกัน บทความนี้จึงไม่ฟันตัวเลขให้ เพราะไม่มีแหล่งกลางที่อ้างอิงได้
ความมั่นคง วันลา และเวลาชีวิต ตัวเลขปี 2569 บอกอะไร
เรื่องความมั่นคงเป็นข้อที่ฝั่งราชการชนะแบบไม่ต้องเถียง ข้าราชการเป็นการบรรจุแต่งตั้งที่ไม่มีกำหนดสิ้นสุดสัญญา และการพ้นจากราชการก่อนเกษียณทำได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น ลาออก ถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรง หรือขาดคุณสมบัติ ไม่มีการเลิกจ้างเพราะยอดขายตกหรือบริษัทปรับโครงสร้าง ฝั่งเอกชนนายจ้างเลิกจ้างได้ตามกฎหมาย โดยต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งแก้ไขโดยฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ไล่ตั้งแต่ 30 วันสำหรับผู้ทำงานครบ 120 วันแต่ไม่ถึง 1 ปี ไปจนถึง 400 วันสำหรับผู้ทำงาน 20 ปีขึ้นไป
แต่ตัวเลขปี 2569 บอกว่าความเสี่ยงฝั่งเอกชนไม่ได้เป็นเรื่องทฤษฎี สภาพัฒน์รายงานว่าไตรมาส 2 ปี 2569 อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.95% หรือราว 4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% จากปีก่อนและสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส ผู้เสมือนว่างงานซึ่งหมายถึงผู้มีงานทำแต่ชั่วโมงทำงานต่ำมีถึง 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0% ขณะที่อัตราว่างงานในระบบประกันสังคมอยู่ที่ 2.37% สูงสุดในรอบ 51 เดือน มีผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานราว 2.9 แสนคน และในครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% ก่อนหน้านั้นในไตรมาสแรกจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมยังลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ไตรมาสด้วย
ต้องแฟร์กับฝั่งเอกชนตรงที่ตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพรวมของทั้งตลาด ไม่ใช่คำพยากรณ์ของคุณคนเดียว คนที่อยู่ในสายงานที่ตลาดต้องการ มีทักษะที่ทดแทนยาก และสะสมพอร์ตงานไว้ดี มีโอกาสถูกเลิกจ้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก และเมื่อถูกเลิกจ้างก็ยังได้ทั้งค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม ระหว่างหางานใหม่ ความต่างที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ปลอดภัยกับไม่ปลอดภัย แต่คือใครเป็นคนแบกความเสี่ยง ฝั่งราชการรัฐแบกให้ ฝั่งเอกชนคุณแบกเองแลกกับเพดานรายได้ที่สูงกว่า
เรื่องเวลาและวันลา ฝั่งราชการได้เปรียบตามกฎหมายอย่างชัดเจน ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 ให้ลาพักผ่อนปีละ 10 วันทำการ สะสมได้ไม่เกิน 20 วันทำการถ้ารับราชการยังไม่ถึง 10 ปี และไม่เกิน 30 วันทำการถ้าตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ลากิจส่วนตัวโดยได้รับเงินเดือนปีละไม่เกิน 45 วันทำการ และลาป่วยโดยได้รับเงินเดือนปีละไม่เกิน 60 วันทำการ ซึ่งขยายได้ถึง 120 วันทำการ เทียบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานที่กำหนดขั้นต่ำไว้ที่หยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานเมื่อทำงานครบ 1 ปี ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริงแต่ได้ค่าจ้างไม่เกินปีละ 30 วันทำงาน และลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นโดยได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าปีละ 3 วันทำงาน
ข้อควรระวังคืออย่าเทียบกฎหมายขั้นต่ำของเอกชนกับสิทธิของราชการแล้วสรุปว่าเอกชนแย่เสมอ บริษัทจำนวนไม่น้อยให้วันลาพักร้อนมากกว่าขั้นต่ำหลายเท่า มีนโยบายทำงานยืดหยุ่นหรือทำงานจากบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยราชการหลายแห่งยังทำไม่ได้ ในทางกลับกันฝั่งราชการก็มีงานนอกเวลา งานเวรที่ต้องอยู่ และภาระเอกสารที่คนนอกมองไม่เห็น สิ่งที่ควรถามก่อนตัดสินใจจึงไม่ใช่วันลากี่วันบนกระดาษ แต่คือในหน่วยงานหรือบริษัทที่คุณจะไปนั้น คนที่นั่นได้ใช้สิทธิที่มีจริงหรือเปล่า และอีกจุดที่ฝั่งเอกชนแซงไปแล้วคือวันลาคลอด พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 ให้ลูกจ้างหญิงลาคลอดได้ 120 วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน ส่วนที่เหลือใช้สิทธิประกันสังคม ขณะที่ฝั่งราชการตัวเลขฐานตามระเบียบยังเป็น 90 วันโดยได้รับเงินเดือน แล้วลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อได้อีกไม่เกิน 150 วันทำการโดยไม่ได้รับเงินเดือน ส่วนตัวเลข 98 วันบวกลาต่ออีกไม่เกิน 90 วันโดยรับเงินเดือน 50% ที่เห็นตามข่าวนั้นมาจากมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบหลักการไว้ การใช้สิทธิจริงยังผูกกับการแก้ไขระเบียบและหนังสือเวียนที่ต้นสังกัดถือปฏิบัติ จึงต้องยืนยันกับงานการเจ้าหน้าที่ก่อนวางแผน
| เรื่อง | ข้าราชการ | ลูกจ้างเอกชน (ขั้นต่ำตามกฎหมาย) |
|---|---|---|
| ลาพักผ่อน / หยุดพักผ่อนประจำปี | ปีละ 10 วันทำการ สะสมได้ 20 วัน (ราชการไม่ถึง 10 ปี) หรือ 30 วัน (ตั้งแต่ 10 ปี) และยังไม่มีสิทธิใน 6 เดือนแรก | ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน เมื่อทำงานครบ 1 ปี นายจ้างให้มากกว่านี้ได้ |
| ลาป่วย | ได้รับเงินเดือนปีละไม่เกิน 60 วันทำการ ขยายได้ถึง 120 วันทำการ | ลาได้เท่าที่ป่วยจริง แต่ได้ค่าจ้างไม่เกินปีละ 30 วันทำงาน |
| ลากิจ | ลากิจส่วนตัวโดยได้รับเงินเดือนปีละไม่เกิน 45 วันทำการ ปีแรกไม่เกิน 15 วันทำการ | ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นโดยได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าปีละ 3 วันทำงาน |
| ลาคลอด | 90 วันโดยได้รับเงินเดือน แล้วลากิจเลี้ยงดูบุตรต่อได้อีกไม่เกิน 150 วันทำการโดยไม่ได้รับเงินเดือน | 120 วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 |
| การพ้นจากงานก่อนเกษียณ | เฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น ลาออก ถูกลงโทษวินัยร้ายแรง หรือขาดคุณสมบัติ ไม่มีการเลิกจ้างตามภาวะธุรกิจ | นายจ้างเลิกจ้างได้ โดยต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานและลูกจ้างมีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม |
| ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง | ไม่มีระบบค่าชดเชยแบบเอกชน ใช้ระบบบำเหน็จบำนาญแทน | 120 วันถึงไม่ถึง 1 ปี 30 วัน · 1 ถึงไม่ถึง 3 ปี 90 วัน · 3 ถึงไม่ครบ 6 ปี 180 วัน · 6 ถึงไม่ครบ 10 ปี 240 วัน · 10 ถึงไม่ครบ 20 ปี 300 วัน · 20 ปีขึ้นไป 400 วัน |
อ้างอิงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กับ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 · ตัวเลขฝั่งเอกชนคือขั้นต่ำที่กฎหมายบังคับ หลายบริษัทให้มากกว่านี้
แล้วใครเหมาะกับเส้นไหน อ่านจากสถานการณ์ตัวเองไม่ใช่จากเงินเดือนคนอื่น
เคสแรกคือคนที่ตั้งใจอยู่ภูมิลำเนา นี่เป็นเคสที่ฝั่งราชการได้เปรียบชัดที่สุดและคนมักคำนวณผิด เพราะเอาเงินเดือนเอกชนในกรุงเทพไปเทียบกับราชการในต่างจังหวัด ความจริงคืออัตราแรกบรรจุ 18,150 บาทเท่ากันทุกจังหวัด ขณะที่ตลาดงานเอกชนในหลายจังหวัดผูกอยู่กับค่าจ้างขั้นต่ำที่ 337–400 บาทต่อวัน และตำแหน่งที่ต้องใช้วุฒิปริญญาตรีมีจำนวนจำกัด ถ้าคุณไม่ได้อยากย้ายเข้าเมืองและไม่ได้อยู่ในสายงานที่ทำงานทางไกลได้ ราชการมักให้รายได้ที่มั่นคงกว่าโดยไม่ต้องแลกกับค่าเช่าและค่าเดินทางของเมืองใหญ่
เคสที่สองคือคนสายแข่งขันสูงอย่างพัฒนาซอฟต์แวร์ ดาต้า หรือ AI นี่เป็นเคสที่ต้องพูดตรง ๆ ว่าราชการเทียบไม่ได้ในแง่ตัวเงิน Adecco Thailand Salary Guide 2026 ระบุว่าตำแหน่ง Data Scientist และ Data Engineer ไปได้ถึง 80,000 บาทต่อเดือน ตามด้วย ERP Consultant และ Software Developer ที่ราว 70,000 บาท และคนที่มีทักษะด้าน AI ได้เพิ่ม 20–25% เมื่อย้ายงาน เทียบกับระดับปฏิบัติการของราชการที่มีเพดาน 26,900 บาท ตัวเลขไม่อยู่ในสนามเดียวกัน ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้และแรงจูงใจหลักคือรายได้ การเข้าราชการเป็นการเลือกที่ต้องยอมรับต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก ยกเว้นว่าคุณต้องการเวลา ความมั่นคง หรือลักษณะงานที่ต่างออกไปจริง ๆ
เคสที่สามคือคนที่มีพ่อแม่สูงอายุหรือกำลังจะมีลูก นี่คือจุดที่สวัสดิการพลิกสมการได้จริง เพราะค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมบิดามารดา คู่สมรส และบุตร 1 ถึง 3 คน บวกค่าเล่าเรียนบุตรถึงระดับปริญญาตรีปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000 บาทต่อคน เป็นก้อนที่ถ้าต้องซื้อเองในตลาดจะกินเงินเดือนไปหลายพันบาทต่อเดือน และเป็นก้อนที่แพงขึ้นทุกปีตามอายุพ่อแม่ ถ้าคุณเป็นลูกคนเดียวที่ต้องดูแลพ่อแม่ ส่วนต่างเงินเดือนสองสามพันบาทต่อเดือนอาจไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องจ่ายเองในอีกสิบปีข้างหน้า
เคสที่สี่คือคนอายุ 30 ขึ้นไปที่มีภาระผ่อนอยู่แล้วและกำลังคิดจะลาออกมาอ่านหนังสือเต็มเวลา เคสนี้ต้องระวังที่สุด เพราะสิ่งที่คุณกำลังแลกไม่ใช่แค่เวลา แต่คือรายได้ที่หายไปทั้งก้อนบวกกับความไม่แน่นอนว่ารอบสอบถัดไปจะเปิดตำแหน่งที่คุณสมัครได้หรือเปล่า สภาพัฒน์รายงานว่าครึ่งแรกปี 2569 ตลาดแรงงานยังอ่อนแรง อัตราว่างงานสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส และมีธุรกิจปิดกิจการ 7,024 ราย การกลับเข้าตลาดถ้าสอบไม่ติดจึงยากกว่าที่คิด ทางที่ปลอดภัยกว่าคือทำงานไปด้วยและเตรียมสอบไปด้วย โดยตั้งเป้าเก็บหนังสือรับรองผลการสอบภาค ก ให้ได้ก่อน แล้วค่อยเลือกจังหวะย้ายเมื่อมีบัญชีในมือ
ปัจจัยสุดท้ายที่ต้องเอาเข้าสมการของปีนี้คือมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เรื่องปฏิรูปการบริหารกำลังคนภาครัฐ ซึ่งให้ชะลอการขอรับจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี ให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลังที่มีอยู่และบรรจุจากบัญชีที่ประกาศไว้แล้ว รวมทั้งทยอยยุบเลิกตำแหน่งสายงานสนับสนุน 11 สายงานเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ผลที่ตามมาตรง ๆ คือประตูแคบลง จำนวนอัตราที่เปิดสอบในบางสายงานมีแนวโน้มลดลง และการแข่งขันในสายที่ยังเปิดจะดุขึ้น แปลว่าถ้าคุณตัดสินใจแล้วว่าจะเดินเส้นราชการ การเลื่อนแผนออกไปอีกหนึ่งปีมีต้นทุนสูงกว่าเมื่อก่อน สรุปวิธีตัดสินใจที่ใช้ได้จริงคืออย่าถามว่าอันไหนดีกว่า ให้ถามสามข้อกับตัวเองแทน หนึ่ง คุณต้องการรายได้สูงสุดในสามปีข้างหน้า หรือรายได้รวมสูงสุดในสามสิบปี สอง มีคนอื่นที่พึ่งค่ารักษาพยาบาลของคุณอยู่กี่คน และสาม สายงานของคุณเป็นสายที่ตลาดเอกชนแย่งตัวหรือสายที่ดีมานด์กำลังหด สามคำถามนี้ตอบได้ตรงกว่า และมักให้คำตอบที่ต่างกันคนละขั้วสำหรับคนสองคนที่อ่านบทความเดียวกัน
| มิติ | ราชการ | เอกชน | ใครได้เปรียบ |
|---|---|---|---|
| เงินเริ่มต้น ป.ตรี | 18,150–19,970 บาท เท่ากันทุกจังหวัด | 20,000–38,000 บาทในสายอาชีพเมืองใหญ่ แต่ค่ากลางทั้งประเทศต่ำกว่านั้นมาก | เอกชน ถ้าอยู่เมืองใหญ่และสายงานเป็นที่ต้องการ · ราชการ ถ้าอยู่ต่างจังหวัด |
| การเติบโต 10 ปี | เลื่อนปีละ 2 รอบจากวงเงินไม่เกิน 3% ต่อรอบ บวกเงินประจำตำแหน่งเมื่อขึ้นระดับ | ที่เดิมขึ้นราว 2–5% ต่อปี แต่ย้ายงานได้เพิ่ม 15–20% บางกรณีถึง 40% | เอกชน ถ้ากล้าย้ายและอยู่ในสายที่มีดีมานด์ |
| เพดานรายได้ | ผูกกับบัญชีเงินเดือนของแต่ละระดับ ระดับปฏิบัติการเพดาน 26,900 บาท | ไม่มีเพดานตายตัว ตำแหน่งสายเทคระดับสูงไปได้ถึงหลักแสน | เอกชน |
| ค่ารักษาพยาบาล | ครอบคลุมพ่อแม่ คู่สมรส บุตร 1–3 คน และไม่หายหลังเกษียณ | ประกันสังคมคุ้มครองเฉพาะตัวเอง ประกันกลุ่มหมดเมื่อออกจากงาน | ราชการ ชัดเจน |
| เงินหลังเกษียณ | บำนาญรายเดือนตลอดชีพ สูงสุด 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย | เงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถ้ามี บวกบำนาญชราภาพบนฐานค่าจ้างที่มีเพดาน 17,500 บาท | ราชการ ถ้ารับราชการยาว |
| ความมั่นคง | ไม่มีการเลิกจ้างตามภาวะธุรกิจ | ครึ่งแรกปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ 7,024 ราย และอัตราว่างงานในระบบประกันสังคมสูงสุดในรอบ 51 เดือน | ราชการ |
| โอกาสเข้าและความเร็ว | ต้องผ่านภาค ก ภาค ข ภาค ค และปี 2569 มีมติ ครม. ชะลออัตราตั้งใหม่ | สมัครได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอรอบสอบ | เอกชน |
ช่องใครได้เปรียบเป็นการสรุปเชิงเปรียบเทียบจากตัวเลขในบทความนี้ ไม่ใช่คำแนะนำรายบุคคล น้ำหนักของแต่ละมิติต่างกันตามภาระครอบครัว พื้นที่ และสายงานของแต่ละคน
ถ้าเลือกเส้นราชการแล้ว ด่านแรกคือภาค ก และปีนี้คนแข่งเยอะกว่าเดิม
ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้จะกลายเป็นของคุณก็ต่อเมื่อผ่านด่านแรกได้ก่อน การบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญโดยการสอบแข่งขันส่วนใหญ่กำหนดให้ต้องมีหนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป หรือภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ก่อน จึงจะมีสิทธิสมัครสอบภาค ข ซึ่งเป็นการวัดความรู้เฉพาะตำแหน่งของแต่ละกรม แล้วจึงไปต่อภาค ค ที่เป็นการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง
ขนาดของสนามนี้ใหญ่กว่าที่หลายคนนึกภาพ ในปี 2569 สำนักงาน ก.พ. เปิดที่นั่งสอบภาค ก รวมกว่า 690,000 ที่นั่ง แบ่งเป็นระบบ e-Exam 243,117 ที่นั่งใน 26 ศูนย์สอบ และระบบ Paper and Pencil อีก 450,000 ที่นั่ง ซึ่งจัดสอบพร้อมกันใน 14 จังหวัด นั่นคือจำนวนคนที่กำลังอ่านหนังสือแข่งกับคุณอยู่ และเมื่อบวกกับมติคณะรัฐมนตรี 11 สิงหาคม 2569 ที่ชะลออัตราข้าราชการตั้งใหม่เข้าไปด้วย สมการก็ชัดว่าคนมากขึ้นแต่เก้าอี้เท่าเดิมหรือน้อยลง
แปลเป็นภาษาคนเตรียมสอบคือคนที่สอบภาค ก ผ่านและถือหนังสือรับรองไว้ในมือแล้วได้เปรียบมาก เพราะเมื่อกรมไหนประกาศรับสมัคร คุณสมัครได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรอบสอบภาค ก ของปีถัดไป การเตรียมภาค ก ล่วงหน้าจึงไม่ใช่การทำงานเผื่อ แต่เป็นการซื้อโอกาสไว้ก่อน โดยเฉพาะกับคนที่ยังทำงานเอกชนอยู่และไม่อยากลาออกมาเสี่ยง
ภาค ก ในรูปแบบปัจจุบันมีสามวิชา คือวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี รวม 100 ข้อ 200 คะแนน โดยต้องได้คะแนนผ่านเกณฑ์ทุกวิชาตามที่ ก.พ. กำหนดสำหรับแต่ละระดับวุฒิ ไม่ใช่รวมคะแนนแล้วเฉลี่ยผ่าน คนที่ตกม้าตายส่วนใหญ่คือคนที่ทุ่มอ่านคณิตศาสตร์อย่างเดียวแล้วไปตกวิชาภาษาอังกฤษ
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่าเส้นราชการคุ้มกับสถานการณ์ของตัวเอง ขั้นถัดไปที่ต้นทุนต่ำที่สุดคือวัดระดับตัวเองก่อนว่าอยู่ตรงไหน ที่ snamsob.com มีชุดข้อสอบทดลองให้ทำฟรีทุกวิชา มีข้อสอบเสมือนจริงแบบจับเวลาที่จำลองโครงสร้าง 100 ข้อของสนามจริง และมีระบบวิเคราะห์จุดอ่อนรายหัวข้อที่พาคุณกลับไปฝึกซ่อมเฉพาะเรื่องที่ทำคะแนนหายจริง สำหรับคนที่ยังทำงานประจำและมีเวลาอ่านแค่วันละชั่วโมงสองชั่วโมง วิธีนี้ต่างจากการอ่านวนไปทั้งเล่มมาก เพราะเวลาทุกนาทีถูกใช้กับเรื่องที่ขยับคะแนนได้จริง
อัปเดต ส.ค. 2569 · ฝั่งราชการอ้างอิง: อัตราแรกบรรจุตามมติคณะรัฐมนตรี 28 พ.ย. 2566 (มีผล 1 พ.ค. 2567 และ 1 พ.ค. 2568), บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการ, กฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2567, พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553, พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. 2523 และประกาศที่ออกตามมา, พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 และ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566, ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555, ประกาศ คพร. เรื่องค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 และมติคณะรัฐมนตรี 11 ส.ค. 2569 เรื่องปฏิรูปการบริหารกำลังคนภาครัฐ · ฝั่งเอกชนอ้างอิง: Adecco Thailand Salary Guide 2026 (สำรวจคนทำงานไทยกว่า 1,500 คนและข้อมูลบริษัทกว่า 3,000 แห่ง), Michael Page Thailand Salary Guide 2026, JobThai วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงาน ม.ค.–มิ.ย. 2569, รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ตารางค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยจำแนกตามการศึกษา EC_RL_017 ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ไตรมาส 4/2567), พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กับ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568, ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง ฉบับที่ 14 (มีผล 1 ก.ค. 2568) และรายงานสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ณ สิ้นปี 2567 · ข้อจำกัดที่ต้องรู้: รายงานสำรวจเงินเดือนของบริษัทจัดหางานเก็บข้อมูลจากบริษัทที่ใช้บริการของตน จึงเอียงไปทางเมืองใหญ่และงานออฟฟิศ ไม่ใช่ค่ากลางของตลาดแรงงานทั้งประเทศ · บทความนี้ไม่ระบุตัวเลขเบี้ยประกันสุขภาพเอกชนและโบนัสเฉลี่ยรายบริษัท เพราะไม่มีแหล่งกลางที่อ้างอิงได้ · อัตราและเงื่อนไขทุกรายการปรับได้ตามมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ และภาวะตลาด ควรตรวจสอบกับประกาศฉบับจริงก่อนใช้ตัดสินใจ