สนามสอบทั้งหมด

กบข. ฉบับเข้าใจจริง: หัก-สมทบเท่าไหร่ ออมเพิ่มคุ้มไหม เกษียณได้กี่บาท

ตอบสั้นที่สุดก่อน: กบข. คือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่หักเงินเดือนคุณ 3% ทุกเดือน แล้วรัฐใส่เพิ่มให้อีก 3% (เงินสมทบ) บวก 2% (เงินชดเชย) แปลว่าคุณจ่าย 3 แต่มีเงินเข้าบัญชีคุณจริง 8% ของเงินเดือน ซึ่งเป็นดีลที่หาไม่ได้ในตลาดทั่วไป และตั้งแต่กฎหมายแก้ไขปี 2566 คุณ ออมเพิ่ม ได้อีกสูงสุด 27% รวมเป็น 30% ของเงินเดือน แต่เรื่องที่ทำให้ข้าราชการสับสนมากที่สุดคือ เงินก้อนใน กบข. กับ เงินบำนาญรายเดือน เป็นคนละกระเป๋ากัน ไม่ใช่ก้อนเดียวกัน บำนาญคำนวณจาก เงินเดือน กับ อายุราชการ ไม่ได้คำนวณจากยอดเงินใน กบข. เลย ส่วนเงินใน กบข. เป็นเงินก้อนที่คุณได้รับเพิ่มต่างหากตอนออกจากราชการ คนจำนวนมากคิดว่าออมเพิ่มแล้วบำนาญจะเพิ่มตาม ซึ่งไม่จริง บทความนี้จะพาไล่ทีละชั้น ตั้งแต่เงิน 4 ก้อนในบัญชีคุณ วิธีคิดว่าออมเพิ่มคุ้มไหม (พร้อมจุดที่คนเข้าใจผิดเรื่องลดหย่อนภาษี) แผนการลงทุน ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณเต็มหนึ่งเคสว่า บรรจุอายุ 25 เกษียณ 60 จะได้เงินเท่าไหร่ ทุกตัวเลขในบทความนี้อ้างอิงกฎหมายและประกาศปัจจุบัน และคิดเลขซ้ำแล้ว ข้อควรทราบก่อนอ่าน: ตัวเลขโครงสร้าง (3/3/2 และ 27%) เป็นไปตาม พ.ร.บ. กบข. และประกาศปัจจุบัน ส่วนตัวเลขในตัวอย่างคำนวณเป็น สมมติฐาน ที่ระบุไว้ชัดเจนทุกจุด ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์

กบข. คืออะไร ใครต้องเป็นสมาชิก และต่างจากบำนาญระบบเดิมตรงไหน

กบข. ย่อมาจาก กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 และเริ่มบังคับใช้จริงวันที่ 27 มีนาคม 2540 หน้าที่ของมันมีสองอย่างพร้อมกัน คือเป็นกองทุนการออมเพื่อการเกษียณของคุณ และเป็นตัวช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณบำนาญของรัฐไปในตัว

ใครเป็นสมาชิก แบ่งง่าย ๆ ด้วยเส้นวันที่ 27 มีนาคม 2540 ถ้าคุณ บรรจุเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป คุณเป็นสมาชิก กบข. โดยอัตโนมัติ ไม่มีสิทธิ์เลือก เป็นการบังคับตามกฎหมาย ส่วนข้าราชการที่รับราชการอยู่ก่อนวันนั้น กฎหมายให้ สมัครใจ ว่าจะเข้า กบข. หรือจะอยู่ระบบบำนาญเดิมต่อ กลุ่มที่สมัครใจเข้ามานี้เองที่ได้เงินก้อนพิเศษชื่อ เงินประเดิม ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

ความต่างหลักกับระบบบำนาญเดิม (ตาม พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494) อยู่ที่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ สูตรคำนวณบำนาญ ระบบเดิมใช้ เงินเดือนเดือนสุดท้าย เป็นฐาน แต่ระบบ กบข. ใช้ เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย เป็นฐาน ซึ่งโดยธรรมชาติจะได้ตัวเลขต่ำกว่าเดือนสุดท้ายเสมอ เพราะเงินเดือนมักขึ้นตามอายุงาน

เรื่องที่สองคือ ระบบ กบข. ให้ เงินก้อน เพิ่มมาอีกกระเป๋าหนึ่ง ซึ่งระบบเดิมไม่มี พูดง่าย ๆ คือระบบเดิมให้บำนาญรายเดือนสูงกว่าเล็กน้อยแต่ได้แค่นั้น ส่วนระบบ กบข. ให้บำนาญรายเดือนที่ฐานต่ำกว่านิดหน่อย แลกกับเงินก้อนที่งอกเงยจากการลงทุนมาตลอดอายุราชการ นี่คือเหตุผลที่มีดราม่าเรื่อง undo เมื่อสิบกว่าปีก่อน ซึ่งจะเล่าท้ายบทความ

จุดที่ต้องจำให้แม่นตั้งแต่ต้น คือคำว่า สมาชิก กบข. ไม่ได้แปลว่าคุณจะได้บำนาญอัตโนมัติ การจะได้บำนาญหรือบำเหน็จนั้นเป็นสิทธิตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญ ซึ่งขึ้นกับ อายุราชการ และ เหตุที่ออกจากราชการ ส่วน กบข. คือกองทุนที่ดูแลเงินออมของคุณคู่ขนานไปอีกทาง สองเรื่องนี้แยกกันคิด

เงิน 4 ก้อนในบัญชี กบข. ของคุณ: สะสม 3% สมทบ 3% ชดเชย 2% และเงินประเดิม

เปิดแอป กบข. แล้วเห็นยอดเงินแยกเป็นหลายบรรทัดจนงง อธิบายทีละก้อนแบบนี้ ตามกฎหมายและประกาศปัจจุบัน

ก้อนที่ 1 เงินสะสม 3% คือเงินของคุณเอง ถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนในอัตรา 3% ของเงินเดือน เป็นภาคบังคับสำหรับสมาชิก และนี่คือก้อนที่คุณ ออมเพิ่ม ได้ (รายละเอียดหัวข้อถัดไป)

ก้อนที่ 2 เงินสมทบ 3% คือเงินที่ รัฐใส่ให้คุณเพิ่ม ในอัตรา 3% ของเงินเดือนทุกเดือน เข้าบัญชีรายบุคคลของคุณโดยตรง คิดง่าย ๆ ว่าคุณออม 1 บาท รัฐเติมให้อีก 1 บาททันที เป็นผลตอบแทน 100% ตั้งแต่วันแรกก่อนจะเริ่มลงทุนด้วยซ้ำ

ก้อนที่ 3 เงินชดเชย 2% คือเงินที่รัฐใส่ให้อีก 2% ของเงินเดือน โดยมีเจตนาชัดเจนว่าเป็นการ ชดเชย ที่สูตรบำนาญของ กบข. ใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือน ซึ่งต่ำกว่าสูตรระบบเดิม ก้อนนี้มีเงื่อนไขสำคัญที่คนพลาดกันเยอะ คือคุณจะได้รับก็ต่อเมื่อคุณ มีสิทธิและเลือกรับบำนาญ เท่านั้น ถ้าเลือกรับบำเหน็จ คุณจะไม่ได้เงินก้อนนี้

ก้อนที่ 4 เงินประเดิม เป็นเงินก้อนที่รัฐใส่ให้ครั้งเดียว เฉพาะข้าราชการที่รับราชการอยู่ก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 แล้ว สมัครใจ เข้าเป็นสมาชิก กบข. เท่านั้น ถ้าคุณบรรจุหลังวันที่ 27 มีนาคม 2540 ให้ตัดก้อนนี้ทิ้งไปได้เลย คุณไม่มีและไม่ได้เสียสิทธิ์อะไร เพราะคุณไม่เคยอยู่ระบบเดิมมาก่อน และเช่นเดียวกับเงินชดเชย เงินประเดิมจะจ่ายให้เมื่อเลือกรับบำนาญเท่านั้น

สรุปตัวเลขที่ควรจำ: ถ้าคุณเป็นสมาชิกทั่วไปที่บรรจุหลังปี 2540 และไม่ได้ออมเพิ่ม ทุกเดือนจะมีเงินไหลเข้าบัญชี กบข. ของคุณรวม 8% ของเงินเดือน (3% จากคุณ + 3% สมทบ + 2% ชดเชย) โดยที่คุณควักจริงแค่ 3% ส่วนอีก 5% รัฐเป็นคนจ่าย และมีก้อนที่ 5 ที่ไม่นับเป็นเงินต้น คือ ผลประโยชน์ ซึ่งคือกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนที่ กบข. บริหารให้ ยอดนี้ขึ้นลงตามแผนการลงทุนที่คุณเลือก

ออมเพิ่มสูงสุด 27% (รวม 30%) คุ้มไหม และความจริงเรื่องลดหย่อนภาษีที่คนเข้าใจผิด

เดิมสมาชิก กบข. ออมเพิ่มได้สูงสุด 12% ต่อมา พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 19 มีนาคม 2566 และมีผลบังคับใช้วันถัดมา ได้ขยายเพดานเป็น ออมเพิ่มได้สูงสุด 27% ของเงินเดือน ซึ่งเมื่อรวมกับเงินสะสมภาคบังคับ 3% จะทำให้ออมกับ กบข. ได้สูงสุด 30% ของเงินเดือน

ข้อสำคัญที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ: การออมเพิ่ม รัฐไม่ได้สมทบเพิ่มตาม เงินสมทบยังคงเป็น 3% ของเงินเดือนเท่าเดิม และเงินชดเชยยังคงเป็น 2% เท่าเดิม แปลว่าเงินออมเพิ่มทุกบาทเป็นเงินของคุณล้วน ๆ ประโยชน์ของมันคือได้ให้มืออาชีพบริหารลงทุนในต้นทุนต่ำ และได้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ใช่การได้เงินฟรีเพิ่มจากรัฐ ใครที่คิดว่าออมเพิ่มแล้วรัฐจะเติมตามสัดส่วน ต้องแก้ความเข้าใจตรงนี้ก่อน

มาดูตัวเลขจริง สมมติเงินเดือน 20,000 บาท เลือกออมเพิ่ม 5% ต่อเดือนจะเป็นแบบนี้ เงินสะสมภาคบังคับ 3% = 600 บาท เงินออมเพิ่ม 5% = 1,000 บาท รวมถูกหักจากเงินเดือนคุณ 1,600 บาทต่อเดือน ฝั่งรัฐใส่ให้ เงินสมทบ 3% = 600 บาท และเงินชดเชย 2% = 400 บาท ดังนั้นเงินไหลเข้าบัญชี กบข. ของคุณรวม 2,600 บาทต่อเดือน หรือ 31,200 บาทต่อปี ในขณะที่คุณควักจริงแค่ 19,200 บาทต่อปี

เรื่องลดหย่อนภาษี ตามประมวลรัษฎากรและประกาศปัจจุบัน เงินสะสม กบข. (รวมเงินออมเพิ่ม) ใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ติดเพดานสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน ชั้นที่สองคือไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ต้องผ่านทั้งสองด่าน ไม่ใช่เลือกด่านใดด่านหนึ่ง

ข่าวดีคือเพดาน 30% ชั้นแรกนี้ในทางปฏิบัติแทบไม่กัดสมาชิก กบข. เลย เพราะกฎหมายเปิดให้ส่งเงินสะสมเข้ากองทุนได้สูงสุด 30% ของเงินเดือนอยู่แล้ว ตัวเลขสองตัวนี้จึงพอดีกัน คนที่ออมเพิ่มเต็มเพดาน 27% (รวมเป็น 30%) จึงยังลดหย่อนได้เต็มจำนวนที่จ่ายจริง ด่านที่กัดจริงคือด่าน 500,000 บาท เพราะเพดานนี้ต้องนับรวมกับกองอื่นทั้งหมด ได้แก่ RMF, SSF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท ไม่ใช่กองละ 500,000 ใครที่ซื้อ RMF หรือประกันบำนาญอยู่ด้วยต้องคำนวณเผื่อช่องว่างตรงนี้ก่อนตั้งอัตราออมเพิ่ม

ตรงนี้คือจุดที่บทความทั่วไปไม่ค่อยบอก: ที่เงินเดือน 20,000 บาท การออมเพิ่มอาจ ไม่ได้ช่วยประหยัดภาษีเลยสักบาท ลองคิดตาม รายได้ทั้งปี 240,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 เหลือ 140,000 หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เหลือ 80,000 หักเงินสะสม กบข. 3% อีก 7,200 เหลือเงินได้สุทธิ 72,800 บาท ซึ่งยังอยู่ในช่วงยกเว้นภาษี 150,000 บาทแรก แปลว่าคุณไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว การออมเพิ่มจึงไม่มีผลทางภาษีในกรณีนี้

เทียบกับคนเงินเดือน 40,000 บาท จะเห็นภาพชัดขึ้น ใช้สมมติฐานเดียวกับเคสแรกทุกประการ คือรายได้ทั้งปี 480,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 และหักเงินสะสม กบข. ภาคบังคับ 3% (14,400 บาท) จะได้เงินได้สุทธิ 305,600 บาท เสียภาษีตามขั้นบันได 8,060 บาท แต่ถ้าออมเพิ่ม 5% (24,000 บาทต่อปี) เงินได้สุทธิลดเหลือ 281,600 บาท เสียภาษี 6,580 บาท ประหยัดภาษีได้ 1,480 บาทต่อปี จุดที่หลายคนคิดพลาดคือเอา 24,000 ไปคูณ 10% แล้วตอบว่าประหยัด 2,400 บาท ซึ่งไม่ถูก เพราะเงินก้อนนี้คร่อมสองขั้นภาษี ส่วนที่อยู่เหนือ 300,000 คือ 5,600 บาทประหยัดที่อัตรา 10% ได้ 560 บาท ส่วนที่เหลืออีก 18,400 บาทตกลงมาอยู่ขั้น 5% ประหยัดได้ 920 บาท รวมเป็น 1,480 บาทพอดี (คิดจากลดหย่อนพื้นฐานเท่านั้น ยังไม่รวมประกันสังคม ค่าลดหย่อนบุตร ดอกเบี้ยบ้าน ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ตัวเลขจริงต่างออกไป)

บทสรุปเรื่องความคุ้ม: ถ้าเงินเดือนยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ให้มองการออมเพิ่มเป็น การบังคับตัวเองให้ออมในกองที่ค่าธรรมเนียมต่ำ ไม่ใช่เครื่องมือลดภาษี แต่ถ้าคุณอยู่ในฐานภาษี 10% ขึ้นไป ประโยชน์สองต่อจะเริ่มชัด ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าเงินที่ใส่ กบข. คือเงินที่ ถอนออกมาใช้ก่อนออกจากราชการไม่ได้ ดังนั้นควรมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือนให้พร้อมก่อน แล้วค่อยไล่เพิ่มเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่กระโดดไป 27% ตั้งแต่เดือนแรก

แผนการลงทุน กบข. เลือกยังไง เปลี่ยนยังไง และผลตอบแทนคาดหวังแค่ไหน

ประเด็นที่สมาชิกจำนวนมากเสียโอกาสมากที่สุด คือปล่อยเงินไว้ในแผนตั้งต้นตลอด 30 ปีโดยไม่เคยเข้าไปดูเลย ทั้งที่ กบข. เปิดให้เลือกแผนการลงทุนได้เองตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเมื่อระยะเวลาลงทุนของคุณยาว 20-30 ปี

กบข. มีแผนให้เลือกหลายแผน ครอบคลุมตั้งแต่แผนที่เน้นความมั่นคงอย่าง แผนเงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้น และ แผนตราสารหนี้ ไปจนถึง แผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป ที่เป็นแผนสมดุลมาตรฐาน แผนกลุ่มที่เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนสูงขึ้นอย่าง แผนเชิงรุก 35 และ แผนเชิงรุก 65 และ แผนสมดุลตามอายุ ที่จะปรับสัดส่วนการลงทุนให้เองอัตโนมัติ คือเสี่ยงมากตอนอายุน้อยแล้วค่อย ๆ ลดความเสี่ยงลงเมื่อใกล้เกษียณ ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่อยากตามข่าวการลงทุนเอง และเป็นแผนที่กฎหมายกำหนดให้โดยอัตโนมัติถ้าสมาชิกไม่ได้เลือกแผนเอง

ข้อควรระวังสำคัญเรื่องชื่อแผน: ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป กบข. ได้ปรับชื่อแผนการลงทุนใหม่ให้สะท้อนลักษณะสินทรัพย์เชิงรุก (Growth) และเชิงรับ (Defensive) ชัดเจนขึ้น โดย แผนหลัก เปลี่ยนชื่อเป็น แผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป, แผนหุ้น 35 เปลี่ยนเป็น แผนเชิงรุก 35 (Growth 35) และ แผนหุ้น 65 เปลี่ยนเป็น แผนเชิงรุก 65 (Growth 65) ดังนั้นชื่อแผนที่คุณเคยเห็นในเอกสารเก่าจะไม่ตรงกับชื่อปัจจุบัน ให้ยึดตามที่แสดงในแอปพลิเคชัน กบข. หรือเอกสาร Fund Fact Sheet ฉบับล่าสุดเป็นหลักเสมอ

เรื่องผลตอบแทน ขอพูดตรงไปตรงมา ผลตอบแทนของแต่ละแผนต่างกันมากในแต่ละปี และต่างกันมากระหว่างแผน แผนที่เน้นตราสารหนี้อาจได้ผลตอบแทนระดับต่ำหลักหน่วยต้น ๆ ขณะที่แผนที่มีสัดส่วนหุ้นสูงอาจได้เลขสองหลักในปีที่ตลาดดี และติดลบได้ในปีที่ตลาดแย่ กบข. เองตั้งเป้าหมายการลงทุนระยะยาวไว้ที่ชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง บวกอีก 2% ต่อปี ซึ่งเป็นกรอบที่สมเหตุสมผลกว่าการไปไล่ดูตัวเลขปีต่อปี

ย้ำให้ชัด: ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคต ตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลังที่เห็นตามข่าวเป็นข้อมูล ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น และเปลี่ยนได้ตลอด กรุณาตรวจสอบตัวเลขล่าสุดจากแอป กบข. หรือช่องทางทางการของ กบข. ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง บทความนี้จึงตั้งใจไม่ระบุตัวเลขผลตอบแทนรายแผนแบบเจาะจง

วิธีเปลี่ยนแผนทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน กบข. หรือช่องทางที่ กบข. กำหนด โดยตามหลักเกณฑ์ปัจจุบันสมาชิกเปลี่ยนแผนการลงทุนได้สูงสุด 12 ครั้งต่อปีปฏิทิน คือเฉลี่ยเดือนละครั้ง ซึ่งมากพอสำหรับการปรับพอร์ตตามช่วงชีวิต แต่ไม่ได้มีไว้ให้ซื้อขายตามตลาด และเมื่อ กบข. ดำเนินการตามความประสงค์แล้วจะยกเลิกรายการนั้นไม่ได้ สิ่งที่ควรรู้คือเมื่อคุณเลือกแผน แผนนั้นจะใช้กับ เงินทุกก้อน ในบัญชีรายบุคคลของคุณ ทั้งเงินสะสม เงินออมเพิ่ม เงินสมทบ เงินชดเชย และเงินประเดิม หลักการง่าย ๆ คือถ้ายังเหลืออายุราชการอีกยาว การรับความเสี่ยงได้มากขึ้นมักให้ผลดีกว่าในระยะยาว แต่เมื่อใกล้เกษียณควรทยอยลดความเสี่ยงลง เพื่อไม่ให้เจอตลาดขาลงในปีที่ต้องใช้เงินพอดี

วันเกษียณเลือกอะไรได้บ้าง: บำเหน็จ vs บำนาญ และ 4 ทางเลือกจัดการเงินก้อน กบข.

ตอนออกจากราชการ คุณต้องตัดสินใจสองเรื่องที่แยกกันคนละกระเป๋า เรื่องแรกคือเลือกรับ บำเหน็จ หรือ บำนาญ จากทางราชการ เรื่องที่สองคือจะจัดการ เงินก้อนใน กบข. อย่างไร อย่าเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน

บำเหน็จ คือเงินก้อนครั้งเดียวจบ คำนวณจาก เงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณ เวลาราชการ รับแล้วจบ ไม่มีเงินรายเดือนอีก และที่สำคัญคือถ้าเลือกบำเหน็จ คุณจะ ไม่ได้รับเงินชดเชยและเงินประเดิม จาก กบข. ด้วย

บำนาญ คือเงินรายเดือนตลอดชีวิต สูตรสำหรับสมาชิก กบข. ตาม พ.ร.บ. กบข. คือ เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณ อายุราชการ หารด้วย 50 และต้อง ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายนั้น จุดที่น่าสนใจทางคณิตศาสตร์คือ 70% หารด้วยอัตรา 1 ใน 50 เท่ากับ 35 พอดี แปลว่า พออายุราชการครบ 35 ปี คุณจะชนเพดาน 70% พอดีเป๊ะ และรับราชการต่อไปอีกกี่ปีก็ไม่ทำให้เปอร์เซ็นต์บำนาญเพิ่มขึ้นอีกแล้ว (จะเพิ่มได้ก็ต่อเมื่อฐานเงินเดือนเฉลี่ยสูงขึ้น)

เงื่อนไขว่าใครเลือกอะไรได้ ขึ้นกับ เหตุที่ออกจากราชการ และ อายุราชการ ตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญปัจจุบัน สรุปแบบใช้งานได้จริงคือ ถ้าออกด้วยเหตุเกษียณอายุ เหตุสูงอายุ เหตุทุพพลภาพ หรือเหตุทดแทน และมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป คุณ เลือกได้ ว่าจะรับบำเหน็จหรือบำนาญ แต่ถ้าเป็นการ ลาออกเอง โดยไม่เข้าเหตุเหล่านั้น ต้องมีอายุราชการ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจึงจะเลือกรับบำนาญได้ ถ้ามี 10 ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง 25 ปี จะได้เฉพาะบำเหน็จเท่านั้น

คำแนะนำเชิงหลักการ: สำหรับคนที่เกษียณตามปกติและมีอายุราชการยาว การเลือก บำนาญ มักได้เปรียบกว่าในระยะยาว เพราะเป็นรายได้ตลอดชีวิตที่ไม่มีวันหมด กันความเสี่ยงเรื่องอายุยืน แถมยังได้เงินชดเชย 2% (และเงินประเดิมถ้ามี) เพิ่มมาอีก ขณะที่บำเหน็จเป็นเงินก้อนที่ถ้าบริหารไม่ดีหรือถูกหลอกลงทุนก็หมดได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เกษียณจำนวนไม่น้อย

ส่วนเงินก้อนใน กบข. ปัจจุบัน กบข. เปิดทางเลือกไว้ราว 4 รูปแบบ คือ หนึ่ง รับทั้งจำนวนไปเลยครั้งเดียว สอง ฝากเงินไว้ให้ กบข. บริหารต่อทั้งก้อน (บริการออมต่อ) สาม ทยอยรับเป็นงวด ๆ เช่น รายเดือน รายไตรมาส รายหกเดือน หรือรายปี และ สี่ รับบางส่วนแล้วให้ส่วนที่เหลืออยู่กับ กบข. ต่อหรือทยอยจ่ายออกมา ทางเลือกเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้เกษียณจะได้เงินก้อนใหญ่แล้วตกเป็นเป้าของมิจฉาชีพ

หมายเหตุสำคัญ: รายละเอียดเงื่อนไข ระยะเวลายื่นเรื่อง และรูปแบบการรับเงินเป็นไปตาม พ.ร.บ. กบข. และประกาศ กบข. ปัจจุบัน ซึ่งปรับปรุงได้เป็นระยะ ก่อนตัดสินใจจริงควรยืนยันกับเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดและ กบข. โดยตรงเสมอ

ตัวอย่างคำนวณเต็มหนึ่งเคส: บรรจุอายุ 25 เงินเดือน 18,150 เกษียณ 60 ได้เท่าไหร่

มาลองคิดเคสจริงกัน สมมติคุณสอบบรรจุได้ตอนอายุ 25 ปี วุฒิปริญญาตรี เงินเดือนแรกบรรจุ 18,150 บาท (อัตราตามบัญชีเงินเดือนข้าราชการพลเรือนที่ปรับใช้ในปี 2568) และรับราชการต่อเนื่องจนเกษียณอายุ 60 ปี รวมอายุราชการ 35 ปีพอดี

ขอระบุสมมติฐานให้ชัดก่อน เพราะทุกตัวเลขข้างล่างขึ้นกับสมมติฐานเหล่านี้ทั้งหมด หนึ่ง เงินเดือนเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 3.5% ตลอดอายุราชการ (รวมทั้งการเลื่อนขั้นและการปรับบัญชีเงินเดือน) สอง ผลตอบแทนการลงทุนของ กบข. เฉลี่ยปีละ 4% ตลอด 35 ปี สาม ไม่มีการลาออกกลางคัน ไม่มีช่วงไม่ได้รับเงินเดือน ย้ำว่าทั้งหมดนี้คือสมมติฐานเพื่อการอธิบาย ไม่ใช่การพยากรณ์ ของจริงจะสูงหรือต่ำกว่านี้ได้มาก

ภายใต้สมมติฐานเงินเดือนโต 3.5% ต่อปี เงินเดือนช่วงห้าปีสุดท้ายจะไล่จากราว 51,000 ขึ้นไปถึงราว 58,500 บาท ทำให้ เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย อยู่ที่ราว 54,600 บาท เพื่อให้อ่านง่ายเราจะใช้ตัวเลขกลม 55,000 บาทเป็นฐานคำนวณ

คำนวณบำนาญ: 55,000 คูณ 35 หารด้วย 50 เท่ากับ 38,500 บาทต่อเดือน จากนั้นต้องเช็คเพดาน 70% ซึ่งเท่ากับ 55,000 คูณ 0.70 เท่ากับ 38,500 บาทพอดี ดังนั้นได้ บำนาญเดือนละประมาณ 38,500 บาท หรือราว 462,000 บาทต่อปี (ถ้าใช้ฐานไม่ปัดเศษที่ 54,600 บาท จะได้บำนาญราว 38,200 บาทต่อเดือน) เคสนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของสิ่งที่อธิบายไปข้างต้น คืออายุราชการ 35 ปีทำให้ชนเพดาน 70% พอดีเป๊ะ

คำนวณเงินก้อน กบข. กรณีไม่ออมเพิ่ม: แต่ละเดือนมีเงินเข้าบัญชี 8% ของเงินเดือน (สะสม 3 + สมทบ 3 + ชดเชย 2) ทบต้นด้วยผลตอบแทน 4% ต่อปีเป็นเวลา 35 ปี จะได้เงินก้อน ณ วันเกษียณราว 2.2 ล้านบาท

คำนวณเงินก้อน กบข. กรณีออมเพิ่ม 5% ตลอดอายุราชการ: เงินเข้าบัญชีจะเป็น 13% ของเงินเดือน (สะสม 3 + ออมเพิ่ม 5 + สมทบ 3 + ชดเชย 2) ภายใต้สมมติฐานเดิมจะได้เงินก้อนราว 3.6 ล้านบาท ต่างจากกรณีแรกประมาณ 1.4 ล้านบาท โดยที่เงินซึ่งคุณควักจ่ายเพิ่มเองสะสมตลอด 35 ปีอยู่ที่ราว 730,000 บาทเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกราว 650,000 บาทคือพลังของการทบต้นระยะยาว นี่คือคำตอบเชิงตัวเลขของคำถามว่าออมเพิ่มคุ้มไหม

สรุปภาพรวมเคสนี้ ถ้าเลือกรับบำนาญและไม่ได้ออมเพิ่ม คุณจะได้เงินรายเดือนราว 38,500 บาทตลอดชีวิต บวกเงินก้อนจาก กบข. อีกราว 2.2 ล้านบาท ถ้าออมเพิ่ม 5% เงินรายเดือนยังเท่าเดิมที่ 38,500 บาท (เพราะบำนาญไม่ได้คิดจากยอดเงินใน กบข.) แต่เงินก้อนจะเพิ่มเป็นราว 3.6 ล้านบาท ส่วนถ้าเลือกรับบำเหน็จแทน จะได้เงินก้อนจากทางราชการราว 2.0 ล้านบาทครั้งเดียว (เงินเดือนเดือนสุดท้ายราว 58,000 คูณ 35 ปี) แต่จะเสียสิทธิ์เงินชดเชยใน กบข. ไป และไม่มีรายได้รายเดือนอีกเลย

ข้อควรระวังในการอ่านตัวเลขชุดนี้: ตัวเลขเงินก้อนอ่อนไหวต่อสมมติฐานผลตอบแทนมาก ถ้าผลตอบแทนเฉลี่ยเป็น 3% แทนที่จะเป็น 4% เงินก้อนกรณีไม่ออมเพิ่มจะลดเหลือราว 1.85 ล้านบาท แต่ถ้าได้เฉลี่ย 5% จะขึ้นไปราว 2.65 ล้านบาท ต่างกันราว 800,000 บาท หรือประมาณ 43% จากการขยับสมมติฐานแค่สองเปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลที่การเลือกแผนการลงทุนให้เหมาะกับอายุจึงสำคัญ และเป็นเหตุผลที่ตัวเลขทุกตัวในหัวข้อนี้ต้องอ่านคู่กับคำว่า สมมติฐาน เสมอ ตัวเลขจริงของคุณให้ดูจากแอป กบข. และเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัด

undo กบข. จบไปแล้ว และสิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรกที่บรรจุ

เรื่อง undo กบข. ยังเป็นคำที่ค้นเจอบ่อยจนทำให้ข้าราชการรุ่นใหม่สับสน ขออธิบายให้จบในย่อหน้าเดียว undo คือโครงการตาม พ.ร.บ. การกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตาม พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 พ.ศ. 2557 ซึ่งเปิดให้เฉพาะกลุ่มที่เคยรับราชการอยู่ก่อน 27 มีนาคม 2540 แล้วสมัครใจเข้า กบข. ได้ ขอกลับ ไปใช้สูตรบำนาญระบบเดิมที่คิดจากเงินเดือนเดือนสุดท้าย โครงการนี้มีกำหนดเวลายื่นคำขอที่แน่นอนและ ปิดรับไปนานแล้ว ตั้งแต่ช่วงปี 2557-2558

สรุปให้ชัดสำหรับคนที่กำลังจะสอบบรรจุหรือเพิ่งบรรจุ: undo ไม่เกี่ยวกับคุณเลย ถ้าคุณบรรจุตั้งแต่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นมา คุณเป็นสมาชิก กบข. ตามกฎหมายและไม่มีสิทธิ undo ตั้งแต่ต้น เพราะคุณไม่เคยอยู่ในระบบบำนาญเดิม ไม่ต้องเสียเวลาหาวิธีสมัคร และควรระวังข้อมูลเก่าหรือเพจที่เอาเรื่องนี้มาเล่าใหม่จนเข้าใจผิด ถ้ามีนโยบายอะไรเปลี่ยนแปลงในอนาคต จะต้องมาในรูปกฎหมายใหม่และประกาศอย่างเป็นทางการเสมอ

สิ่งที่ควรทำจริง ๆ ตั้งแต่ปีแรกที่บรรจุ มีอยู่ไม่กี่ข้อ ข้อแรก ดาวน์โหลดแอป กบข. และเข้าไปดูว่าเงินของคุณอยู่ในแผนไหน คนส่วนใหญ่ไม่เคยเปิดดูเลยตลอดสิบปีแรก ทั้งที่สิบปีแรกคือช่วงที่การทบต้นมีค่ามากที่สุด

ข้อสอง ถ้าอายุยังน้อยและรับความผันผวนได้ ให้พิจารณาแผนที่มีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเหมาะกับอายุ หรือเลือกแผนสมดุลตามอายุถ้าไม่อยากตัดสินใจเอง ข้อสาม ตั้งเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบ 3-6 เดือนก่อน แล้วค่อยเริ่มออมเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นเริ่มที่ 3-5% แล้วขยับขึ้นทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น วิธีนี้ทำให้ไม่รู้สึกว่าเงินใช้จ่ายหายไป

ข้อสี่ อย่าลืมว่า กบข. คือหนึ่งในสวัสดิการ ไม่ใช่ทั้งหมด ข้าราชการยังมีสิทธิรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมพ่อแม่ คู่สมรส และบุตร ซึ่งเป็นมูลค่าที่คำนวณเป็นตัวเงินได้ยากแต่มหาศาลเมื่ออายุมากขึ้น การมองภาพรวมสวัสดิการทั้งหมดจะช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเส้นทางอาชีพได้ดีขึ้น

และข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด สิทธิทั้งหมดที่เล่ามาทั้งบทความนี้ ตั้งแต่เงินสมทบ 3% เงินชดเชย 2% ไปจนถึงบำนาญเดือนละหลายหมื่นตลอดชีวิต จะเริ่มนับก็ต่อเมื่อคุณ สอบบรรจุเข้ารับราชการได้ก่อน ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตรงนั้นจุดเดียว ถ้ายังไม่ได้เริ่ม ให้เริ่มจากการฝึกทำข้อสอบภาค ก ให้ผ่านก่อน แล้วเรื่องเงิน 4 ก้อนค่อยว่ากันวันที่คุณมีบัตรข้าราชการในมือ ที่ snamsob.com มีชุดฝึกภาค ก ให้ลองทำฟรี เริ่มวันนี้ยังทันสนามหน้า

อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิง พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 (ขยายเพดานออมเพิ่มเป็น 27% รวม 30%), พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494, พ.ร.บ. การกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญฯ พ.ศ. 2557, ประกาศ กบข. และหลักเกณฑ์แผนการลงทุนปัจจุบัน (ปรับชื่อแผนมีผล 10 พ.ย. 2568 · เปลี่ยนแผนได้ 12 ครั้ง/ปีปฏิทิน), หลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีตามประมวลรัษฎากร (เงินสะสม กบข. ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกองเกษียณอื่นต้องไม่เกิน 500,000 บาท) และบัญชีเงินเดือนข้าราชการพลเรือนที่ปรับใช้ปี 2568 (ป.ตรี 18,150 บาท มีผล พ.ค. 2568) · ตัวเลขในตัวอย่างคำนวณเป็นสมมติฐานเพื่อการอธิบาย ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน ผลตอบแทนในอดีตไม่ยืนยันผลตอบแทนอนาคต · อัตรา เงื่อนไข และชื่อแผนลงทุนเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมายและประกาศ กบข. กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแอปพลิเคชัน กบข. ช่องทางทางการของ กบข. และเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

ไม่ต้องสมัคร

อ่านแล้ว — ลองข้อสอบสนามนี้ 8 ข้อ ฟรี

วิชาการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล · เฉลยทันทีทุกข้อ · รู้จุดอ่อนใน 5 นาที จากคลัง 146 ข้อ

เริ่มทำ 8 ข้อเลย

คำถามที่พบบ่อย

ลาออกจากราชการก่อนครบ 10 ปี จะได้อะไรบ้าง

ได้เงินจาก กบข. คืน แต่ไม่ได้บำเหน็จบำนาญจากทางราชการ อธิบายให้ชัดคือ สิทธิบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายกำหนดว่าต้องมีเวลาราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ถ้าคุณลาออกก่อนครบ 10 ปี คุณจะไม่ได้ทั้งบำเหน็จและบำนาญ แต่เงินในบัญชี กบข. ยังเป็นของคุณ โดยจะได้รับ เงินสะสม (3% ที่หักจากเงินเดือนคุณ) เงินออมเพิ่ม (ถ้ามี) เงินสมทบ 3% ที่รัฐใส่ให้ และผลประโยชน์จากการลงทุนของเงินเหล่านั้นทั้งหมด ส่วนเงินชดเชย 2% และเงินประเดิม จะไม่ได้รับ เพราะสองก้อนนั้นผูกกับเงื่อนไขการมีสิทธิและเลือกรับบำนาญ สรุปคือลาออกก่อน 10 ปีไม่ได้แปลว่าเสียเงินฟรี คุณยังได้เงินสมทบจากรัฐกลับไปด้วย แต่เสียสิทธิ์รายได้ตลอดชีวิตไป ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตาม พ.ร.บ. กบข. และประกาศปัจจุบัน ควรยืนยันกับเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดก่อนตัดสินใจ

ถ้าเสียชีวิตก่อนเกษียณ เงินทั้งหมดไปไหน ทายาทได้อะไร

ไม่สูญเปล่า ทายาทได้รับทั้งสองกระเป๋า กระเป๋าแรกคือเงินจาก กบข. ทายาทหรือผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสะสม เงินออมเพิ่ม เงินสมทบ และผลประโยชน์ทั้งหมดในบัญชีรายบุคคล กระเป๋าที่สองคือ บำเหน็จตกทอด จากทางราชการ ซึ่งกรณีข้าราชการเสียชีวิตระหว่างรับราชการจะคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณเวลาราชการ โดยกรณีนี้ไม่ได้ติดเงื่อนไขต้องมีอายุราชการครบ 10 ปีเหมือนกรณีลาออก มีเงื่อนไขเดียวคือความตายนั้นต้องมิได้เกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง ส่วนกรณีผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วเสียชีวิต ทายาทจะได้บำเหน็จตกทอดเท่ากับ 30 เท่าของบำนาญรายเดือนรวมกับ ช.ค.บ. (ถ้ามี) แล้ว หักด้วยบำเหน็จดำรงชีพที่ผู้ตายขอรับไปแล้วตอนมีชีวิตอยู่ ตรงนี้สำคัญเพราะหลายคนลืมว่าเงินบำเหน็จดำรงชีพที่เคยเบิกไปจะถูกหักออกจากก้อนที่ทายาทได้รับ การแบ่งส่วนให้ทายาทเป็นไปตามกฎหมาย โดยแบ่งให้บิดามารดา คู่สมรส และบุตร ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้คือเข้าไปตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ในระบบให้เป็นปัจจุบันเสมอ

ออมเพิ่มแล้วรัฐจะสมทบเพิ่มให้ตามไปด้วยไหม

ไม่ นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง เงินสมทบจากรัฐคงที่ที่ 3% ของเงินเดือน และเงินชดเชยคงที่ที่ 2% ของเงินเดือน ไม่ว่าคุณจะออมเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม ถ้าคุณออมเพิ่ม 27% เต็มเพดาน เงินที่ไหลเข้าบัญชีคุณต่อเดือนจะเป็น 35% ของเงินเดือน แยกเป็นส่วนที่คุณจ่ายเอง 30% (สะสม 3 + ออมเพิ่ม 27) บวกส่วนที่รัฐจ่ายให้ 5% (สมทบ 3 + ชดเชย 2) ซึ่งเท่าเดิมทุกประการ โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นมาทั้งหมดเป็นเงินของคุณล้วน ๆ ดังนั้นเหตุผลที่ควรออมเพิ่มจึงไม่ใช่ เพื่อรีดเงินสมทบจากรัฐ แต่เป็นเพราะได้บังคับตัวเองให้ออมอย่างมีวินัย ในกองที่มีมืออาชีพบริหารด้วยต้นทุนต่ำ และได้สิทธิลดหย่อนภาษีถ้าคุณอยู่ในฐานที่ต้องเสียภาษี

ออมเพิ่มเยอะ ๆ แล้วเงินบำนาญรายเดือนจะเพิ่มขึ้นด้วยไหม

ไม่เพิ่ม และนี่คือประเด็นที่ต้องเข้าใจให้ขาด เงินบำนาญรายเดือนคำนวณจากสูตร เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณอายุราชการ หารด้วย 50 โดยไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ยนั้น จะเห็นว่าในสูตรไม่มีตัวแปรใดเกี่ยวกับยอดเงินในบัญชี กบข. ของคุณเลยแม้แต่ตัวเดียว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีเงินใน กบข. 2 ล้านหรือ 8 ล้าน บำนาญรายเดือนก็เท่ากัน สิ่งที่ทำให้บำนาญเพิ่มขึ้นมีแค่สองอย่าง คือเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายสูงขึ้น (เลื่อนระดับ เลื่อนขั้น) และอายุราชการยาวขึ้น แต่อายุราชการช่วยได้ถึงแค่ 35 ปีเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นจะชนเพดาน 70% พอดี การออมเพิ่มจึงไปโตอยู่ในกระเป๋า เงินก้อน ล้วน ๆ

เปลี่ยนแผนการลงทุน กบข. ทำยังไง เปลี่ยนได้บ่อยแค่ไหน

ทำได้เองผ่านแอปพลิเคชัน กบข. หรือช่องทางที่ กบข. กำหนด โดยหลักเกณฑ์ปัจจุบันให้เปลี่ยนแผนได้สูงสุด 12 ครั้งต่อปีปฏิทิน หรือเฉลี่ยเดือนละครั้ง และเมื่อ กบข. ดำเนินการตามที่คุณแจ้งแล้วจะขอยกเลิกรายการนั้นไม่ได้ จึงควรคิดให้จบก่อนกดยืนยัน สิ่งที่ต้องรู้คือแผนที่คุณเลือกจะมีผลกับเงินทุกก้อนในบัญชีรายบุคคลของคุณ ทั้งเงินสะสม เงินออมเพิ่ม เงินสมทบ เงินชดเชย และเงินประเดิม ไม่สามารถแยกแผนรายก้อนได้ อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ ตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน 2568 กบข. ได้ปรับชื่อแผนการลงทุนใหม่ให้สื่อถึงสินทรัพย์เชิงรุกและเชิงรับชัดขึ้น เช่น แผนหลัก เป็น แผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป, แผนหุ้น 35 เป็น แผนเชิงรุก 35 และ แผนหุ้น 65 เป็น แผนเชิงรุก 65 ชื่อแผนในเอกสารเก่าจึงไม่ตรงกับปัจจุบัน ให้ยึดชื่อในแอปเป็นหลัก และอย่าเปลี่ยนแผนตามอารมณ์ตลาด การสลับแผนหนีตอนตลาดตกมักทำให้ขาดทุนจริงมากกว่าถือยาว

undo กบข. ยังสมัครได้อยู่ไหม อยากกลับไปใช้บำนาญระบบเดิม

ไม่ได้แล้ว โครงการ undo ตาม พ.ร.บ. การกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตาม พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 พ.ศ. 2557 เป็นโครงการที่มีกรอบเวลายื่นคำขอชัดเจนและปิดรับไปตั้งแต่ช่วงปี 2557-2558 แล้ว อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายเดิมคือเฉพาะผู้ที่รับราชการอยู่ก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 แล้วสมัครใจเข้า กบข. เท่านั้น ถ้าคุณบรรจุตั้งแต่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นมา คุณเป็นสมาชิก กบข. โดยผลของกฎหมายและไม่เคยมีสิทธิ undo ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะไม่เคยอยู่ในระบบบำนาญเดิม จึงไม่ต้องกังวลว่าพลาดโอกาสอะไรไป หากอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย จะต้องออกเป็นกฎหมายใหม่และประกาศอย่างเป็นทางการเสมอ ให้ติดตามจากช่องทางทางการของ กบข. และกรมบัญชีกลางเท่านั้น