สวัสดิการข้าราชการมีอะไรบ้าง? บำนาญ กบข. ค่ารักษา เบิกได้แค่ไหน
ตอบสั้นก่อน: สิ่งที่ทำให้คนยอมอ่านหนังสือสอบราชการเป็นปี ไม่ใช่เงินเดือนตั้งต้น แต่คือชุดสวัสดิการที่พ่วงมาด้วย — ค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมได้ถึง 7 ชีวิตในบ้าน (ตัวเอง พ่อ แม่ คู่สมรส และบุตร 3 คน), ค่าเล่าเรียนบุตรตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรี, บำนาญรายเดือนตลอดชีวิตที่คิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย, วันลาที่มากกว่าเอกชนหลายเท่า และสิทธิกู้ดอกเบี้ยต่ำผ่านสหกรณ์กับสินเชื่อสวัสดิการ บทความนี้แจกแจงทีละอย่างว่า 'เบิกได้แค่ไหน' พร้อมกำกับที่มาของระเบียบ เพราะตัวเลขหลายตัวแก้ไขได้และแก้มาแล้วหลายรอบ
ในคู่มือนี้
- 1. ค่ารักษาพยาบาล — สวัสดิการที่มูลค่าสูงที่สุด และครอบคลุมถึงพ่อแม่
- 2. ค่าเล่าเรียนบุตร — เบิกได้ตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรี
- 3. บำเหน็จ vs บำนาญ และ กบข. คืออะไร — สูตรคำนวณฉบับเข้าใจง่าย
- 4. วันลา 11 ประเภท — จุดที่ห่างจากเอกชนมากที่สุด
- 5. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ สิทธิกู้ และสหกรณ์ออมทรัพย์
- 6. เทียบกับประกันสังคมของเอกชน — ต่างกันตรงไหนจริง ๆ
ค่ารักษาพยาบาล — สวัสดิการที่มูลค่าสูงที่สุด และครอบคลุมถึงพ่อแม่
คำตอบสั้น: ข้าราชการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งของตัวเองและของ 'บุคคลในครอบครัว' อีก 3 กลุ่ม คือ บิดามารดา คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้อง และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายลำดับที่ 1-3 โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเมื่อเข้ารักษาในสถานพยาบาลที่เข้าระบบเบิกจ่ายตรงของกรมบัญชีกลาง — ยื่นบัตรประชาชนใบเดียวที่เคาน์เตอร์ ฐานกฎหมายคือพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยวิธีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคำว่า 'ครอบครัว' สิทธินี้หมายถึงพ่อแม่ของตัวข้าราชการเอง (บิดาต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย) ไม่รวมพ่อแม่ของคู่สมรส และไม่รวมคู่ที่อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียน ส่วนบุตรนั้นเบิกได้เฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายลำดับที่ 1-3 ที่อายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์และยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยมีข้อยกเว้นให้บุตรที่ศาลสั่งว่าเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความอุปการะ ยังใช้สิทธิต่อได้ ขณะที่บุตรบุญธรรมและบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นไม่อยู่ในข่าย
ขอบเขตการเบิกจริง: ในสถานพยาบาลของทางราชการเบิกได้ตามอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนด รวมค่าห้องและค่าอาหารกรณีผู้ป่วยใน โดยอัตราที่คู่มือสวัสดิการรักษาพยาบาลของส่วนราชการอ้างถึงกันคือกรณีห้องพิเศษหรือห้องผู้ป่วยหนัก เบิกค่าห้องรวมค่าอาหารได้ไม่เกินวันละ 1,000 บาท ส่วนโรงพยาบาลเอกชนโดยหลักเบิกไม่ได้ ยกเว้นกรณีอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินตามเงื่อนไขที่กำหนด และเบิกได้เพียงบางส่วน อัตราเหล่านี้อยู่ในหนังสือเวียนกรมบัญชีกลางที่ปรับปรุงเป็นระยะ จึงควรเช็กฉบับล่าสุดกับงานการเงินของหน่วยงานก่อนใช้จริงเสมอ
อีกเรื่องที่มีค่าเงียบ ๆ คือสิทธินี้ไม่หายไปตอนเกษียณ ผู้รับบำนาญปกติยังคงเป็น 'ผู้มีสิทธิ' ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียวกัน ต่างจากประกันสังคมมาตรา 33 ที่ความคุ้มครองรักษาพยาบาลผูกกับการเป็นลูกจ้างและต้องย้ายไปมาตรา 39 หรือใช้บัตรทองหลังออกจากงาน
ค่าเล่าเรียนบุตร — เบิกได้ตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรี
คำตอบสั้น: เบิกได้สำหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคนที่ 1-3 นับเรียงตามลำดับการเกิด ตั้งแต่บุตรอายุครบ 3 ปีจนถึงอายุ 25 ปี ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยอัตราเงินที่เบิกได้จริงกำหนดในประกาศ/ระเบียบกระทรวงการคลังที่ออกตามมา
ตัวเลขที่ใช้อ้างอิงกันมากที่สุดคือระดับปริญญาตรี: สถานศึกษาของทางราชการเบิกได้ตามที่จ่ายจริง ปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000 บาท ส่วนสถานศึกษาเอกชนเบิกได้ครึ่งหนึ่งของที่จ่ายจริง และไม่เกิน 25,000 บาทต่อปีการศึกษาเช่นกัน
ระดับต่ำกว่าปริญญาตรีในสถานศึกษาเอกชนใช้อัตราตายตัวที่ต่างกันตามว่าโรงเรียนนั้นรับเงินอุดหนุนจากรัฐหรือไม่ โดยโรงเรียนที่รับเงินอุดหนุนจะเบิกได้น้อยกว่า เพราะรัฐช่วยจ่ายไปแล้วส่วนหนึ่ง ตัวอย่างอัตราที่ปรากฏในเอกสารเผยแพร่ของกรมบัญชีกลาง เช่น ระดับอนุบาล โรงเรียนที่รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 4,800 บาทต่อปีการศึกษา ส่วนที่ไม่รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 13,600 บาท · มัธยมศึกษาตอนต้น 3,300 บาท เทียบกับ 15,800 บาท · มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. 3,200 บาท เทียบกับ 16,200 บาท — ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราตามประกาศ ควรตรวจกับฉบับล่าสุดก่อนยื่นเบิก เพราะปรับแก้ได้
ข้อควรระวัง: เบิกไม่ได้สำหรับบุตรคนที่ 4 ขึ้นไป และไม่ครอบคลุมบุตรบุญธรรม ส่วนการนับลำดับกรณีบุตรคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตหรือพ้นสิทธิ มีหลักเกณฑ์เฉพาะที่ต้องดูระเบียบประกอบ ไม่ใช่การเลื่อนลำดับอัตโนมัติเสมอไป
บำเหน็จ vs บำนาญ และ กบข. คืออะไร — สูตรคำนวณฉบับเข้าใจง่าย
คำตอบสั้น: บำเหน็จคือเงินก้อนจ่ายครั้งเดียวแล้วจบ ส่วนบำนาญคือเงินรายเดือนไปตลอดชีวิต และคนรับบำนาญยังคงมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลต่อ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่คนส่วนใหญ่เลือกบำนาญแม้ตัวเงินก้อนแรกจะน้อยกว่ามาก
เงื่อนไขคร่าว ๆ: ถ้าเวลาราชการไม่ถึง 10 ปี จะได้เฉพาะบำเหน็จ ส่วนบำนาญต้องเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เหตุสูงอายุ (อายุครบ 50 ปีและมีเวลาราชการ 10 ปีขึ้นไป) เหตุทุพพลภาพ (เวลาราชการ 10 ปีขึ้นไป) หรือเหตุรับราชการนาน (เวลาราชการ 25 ปีขึ้นไป ไม่จำกัดอายุ) การนับเวลาราชการมีกติกาว่าเศษของปีตั้งแต่ครึ่งปีขึ้นไปให้นับเป็น 1 ปี เช่น 24 ปี 6 เดือน นับเป็น 25 ปี
สูตรคร่าว ๆ ที่ควรจำ — บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × เวลาราชการ (ปี) · บำนาญของสมาชิก กบข. = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × เวลาราชการ ÷ 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย · ส่วนผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. ใช้ฐานเงินเดือนเดือนสุดท้าย × เวลาราชการ ÷ 50 และไม่มีเพดาน 70%
ลองแทนตัวเลขให้เห็นภาพ: เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย 40,000 บาท เวลาราชการ 30 ปี จะได้บำนาญ 40,000 × 30 ÷ 50 = 24,000 บาทต่อเดือน (ยังไม่ชนเพดาน เพราะ 70% ของ 40,000 คือ 28,000) และถ้ารับราชการครบ 35 ปี ผลลัพธ์จะพอดีกับเพดาน 70% คือ 28,000 บาทต่อเดือน — พูดง่าย ๆ ว่าสมาชิก กบข. จะแตะเพดานที่อายุราชการ 35 ปี หลังจากนั้นตัวเลขไม่ขยับตามปีอีก
กบข. คือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 โดยผู้เข้ารับราชการตั้งแต่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปเป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติ กลไกเงินมี 4 ก้อน: 'เงินสะสม' ที่หักจากเงินเดือนสมาชิก 3% · 'เงินสมทบ' ที่รัฐใส่ให้อีก 3% · 'เงินชดเชย' ที่รัฐใส่เพิ่มอีก 2% เพื่อชดเชยที่สูตรบำนาญของสมาชิก กบข. ใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนซึ่งได้น้อยกว่าสูตรเดิม · และ 'เงินประเดิม' ที่รัฐจ่ายให้เฉพาะคนที่รับราชการอยู่ก่อน 27 มีนาคม 2540 แล้วสมัครเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งจะได้ก็ต่อเมื่อเลือกรับบำนาญเท่านั้น
อัปเดตที่หลายคนยังไม่รู้: พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 เปิดให้สมาชิกออมเพิ่มได้สูงสุด 27% ของเงินเดือน เมื่อรวมกับเงินสะสมปกติ 3% จึงออมกับ กบข. ได้ถึง 30% ของเงินเดือน (จากเดิมออมเพิ่มได้สูงสุด 12%) แต่ต้องเข้าใจว่ารัฐยังสมทบให้เท่าเดิมคือ 3% — ส่วนที่ออมเพิ่มคือการลงทุนของเราเองที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ใช่เงินที่รัฐใส่ตาม
อีกสิทธิที่มักถูกลืมคือ 'บำเหน็จดำรงชีพ' ซึ่งให้ผู้รับบำนาญขอรับเงินก้อนล่วงหน้าได้ในอัตรา 15 เท่าของบำนาญรายเดือน รวมแล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยทยอยขอตามช่วงอายุ — ก่อนอายุ 65 ปีขอได้ไม่เกิน 200,000 บาท · อายุ 65 ปีขึ้นไปขอเพิ่มได้จนรวมไม่เกิน 400,000 บาท · และอายุ 70 ปีขึ้นไปขอส่วนที่เหลือจนครบ 500,000 บาท ตามกฎกระทรวงที่ปรับปรุงในปี 2562 เพดานนี้เคยถูกปรับขึ้นมาแล้วหลายครั้ง จึงเป็นอีกตัวเลขที่ควรเช็กฉบับที่ใช้อยู่ ณ ปีที่ยื่น
วันลา 11 ประเภท — จุดที่ห่างจากเอกชนมากที่สุด
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 แบ่งการลาไว้ 11 ประเภท และตัวเลขหลักที่ใช้กันทุกวันมีอยู่ไม่กี่ตัว
ลาป่วย: ได้รับเงินเดือนระหว่างลาปีหนึ่งไม่เกิน 60 วันทำการ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปอาจอนุญาตให้ได้รับเงินเดือนเพิ่มได้อีก แต่รวมแล้วไม่เกิน 120 วันทำการ (เกินกว่านั้นถือเป็นการลาที่ไม่ได้รับเงินเดือน) โดยการลาป่วยตั้งแต่ 30 วันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์ประกอบ
ลากิจส่วนตัว: ได้รับเงินเดือนปีหนึ่งไม่เกิน 45 วันทำการ ส่วนปีแรกที่เข้ารับราชการได้ไม่เกิน 15 วันทำการ
ลาพักผ่อน: ปีละ 10 วันทำการ สะสมรวมกับปีปัจจุบันได้ไม่เกิน 20 วันทำการ ถ้ารับราชการยังไม่ถึง 10 ปี และสะสมได้ไม่เกิน 30 วันทำการ ถ้ารับราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ผู้ที่บรรจุใหม่และรับราชการยังไม่ถึง 6 เดือนยังไม่มีสิทธิลาพักผ่อน
ลาคลอดบุตร: ตัวเลขฐานตามระเบียบการลา พ.ศ. 2555 คือข้าราชการหญิงลาคลอดบุตรได้โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลาไม่เกิน 90 วัน (นับรวมวันหยุดราชการ) และหลังจากนั้นยังลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดได้อีกไม่เกิน 150 วันทำการ โดยไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา · ส่วนตัวเลข 98 วันที่เห็นกันตามข่าวนั้นมาจากมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบหลักการให้ขยายวันลาคลอดของข้าราชการหญิงเป็น 98 วันโดยได้รับเงินเดือน แล้วลาต่อเนื่องได้อีกไม่เกิน 90 วันโดยได้รับเงินเดือน 50% รวมสูงสุด 188 วัน — การจะใช้สิทธิส่วนที่ขยายนี้ได้จริงขึ้นกับการแก้ไขระเบียบและหนังสือเวียนที่ต้นสังกัดถือปฏิบัติอยู่ ซึ่งแต่ละแห่งอาจไม่ตรงกัน ก่อนวางแผนลาจริงจึงต้องยืนยันกับงานการเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่อ้างจากข่าวอย่างเดียว
ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร: ข้าราชการชายลาได้ครั้งหนึ่งติดต่อกันไม่เกิน 15 วันทำการ โดยต้องเสนอใบลาก่อนหรือในวันที่ลา ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตร จุดที่พลาดกันบ่อยคือเรื่องเงินเดือน — ได้รับเงินเดือนระหว่างลาเฉพาะส่วนที่ลาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตรเท่านั้น ถ้าลาเมื่อพ้น 30 วันไปแล้ว ยังลาได้แต่ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา (ฝั่งพนักงานราชการได้สิทธิลาช่วยภริยาคลอดบุตรใกล้เคียงกัน ตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการที่ออกในปี 2566)
ประเภทที่เหลือที่ควรรู้ว่ามีอยู่: ลาอุปสมบทหรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ (ต้องรับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ลาได้ไม่เกิน 120 วัน) · ลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล · ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน · ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ · ลาติดตามคู่สมรส · และลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ
คำเตือนสำคัญ: วันลาคลอดเป็นตัวเลขที่ขยับบ่อยที่สุดในหมวดนี้ ปลายปี 2568 ฝั่งเอกชนเพิ่งขยับสิทธิลาคลอดเป็น 120 วันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ 7 ธันวาคม 2568 ทำให้ฝั่งราชการมีโอกาสถูกทบทวนตามในอนาคต ก่อนยื่นใบลาจริงจึงควรเช็กหนังสือเวียนล่าสุดของหน่วยงานตัวเองเสมอ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ สิทธิกู้ และสหกรณ์ออมทรัพย์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นสวัสดิการเชิงเกียรติยศที่เสนอขอพระราชทานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. 2564 หลักการคือต้องรับราชการมาแล้วครบระยะเวลาขั้นต่ำที่บัญชีแนบท้ายระเบียบกำหนด จึงจะเสนอขอชั้นแรกได้ แล้วจึงไต่ชั้นสูงขึ้นตามระดับตำแหน่งและระยะเวลาที่เว้นระหว่างชั้น โดยชั้นสายสะพายสงวนไว้สำหรับข้าราชการระดับสูง — คุณสมบัติและระยะเวลาต่างกันตามประเภทและระดับตำแหน่ง ต้องดูบัญชีแนบท้ายที่ตรงกับสายงานของตัวเอง ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
สิทธิกู้: การเป็นข้าราชการทำให้เข้าถึง 'สินเชื่อสวัสดิการ' ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลทั่วไปมาก เพราะชำระคืนโดยหักจากเงินเดือนผ่านหน่วยงานต้นสังกัดที่ทำข้อตกลง (MOU) กับธนาคาร ตัวอย่างที่ประกาศผ่านช่องทางของ กบข. เช่น สินเชื่อสวัสดิการของธนาคารออมสิน ที่กรณีใช้บุคคลค้ำประกันให้วงเงินได้สูงสุด 40 เท่าของเงินเดือนและเงินได้ประจำอื่น สูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท ผ่อนได้ถึง 15 ปี ขณะที่ ธอส. และกรุงไทยก็มีโครงการสวัสดิการที่ทำ MOU กับส่วนราชการเช่นกัน เงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยเป็นโปรโมชันที่เปลี่ยนได้ตลอด ต้องเช็กกับธนาคาร ณ วันที่ยื่น
สหกรณ์ออมทรัพย์: เกือบทุกส่วนราชการมีสหกรณ์ออมทรัพย์ของตัวเอง สมาชิกฝากเงินได้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ กู้สามัญและกู้พิเศษได้ในอัตราต่ำกว่าตลาด และได้เงินปันผลกับเงินเฉลี่ยคืนทุกปี สำหรับข้าราชการจำนวนมาก นี่คือสวัสดิการที่จับต้องได้เป็นอันดับสองรองจากค่ารักษาพยาบาล
ข้อควรระวังที่ต้องพูดตรง ๆ: ความง่ายในการกู้คือดาบสองคม การมีหนี้สหกรณ์บวกสินเชื่อสวัสดิการพร้อมกันจนเงินเดือนคงเหลือน้อยกว่าเกณฑ์ เป็นปัญหาคลาสสิกของวงราชการ หลายหน่วยงานจึงกำหนดเพดานว่าหลังหักหนี้ทุกทางแล้วต้องมีเงินเดือนเหลืออย่างน้อยตามสัดส่วนที่ระเบียบกำหนด
เทียบกับประกันสังคมของเอกชน — ต่างกันตรงไหนจริง ๆ
ด้านรักษาพยาบาล: ข้าราชการเบิกได้ตามอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนด เข้าโรงพยาบาลรัฐแห่งใดก็ได้ที่อยู่ในระบบเบิกจ่ายตรง และครอบคลุมพ่อแม่ คู่สมรส และบุตร 3 คนด้วย ขณะที่ประกันสังคมมาตรา 33 คุ้มครองเฉพาะตัวผู้ประกันตน และต้องใช้บริการตามโรงพยาบาลที่เลือกไว้ในบัตรรับรองสิทธิ
ด้านเงินที่ถูกหัก: ข้าราชการถูกหักเข้า กบข. 3% ของเงินเดือน โดยรัฐใส่สมทบให้อีก 3% และใส่เงินชดเชยอีก 2% ส่วนลูกจ้างเอกชนมาตรา 33 ถูกหัก 5% ของค่าจ้าง โดยตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 มีการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ทำให้จ่ายสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน (จากเดิม 750 บาท) และตามแผนขั้นบันไดจะขยับเพดานเป็น 20,000 บาทในช่วงปี 2572-2574
ด้านเงินหลังเกษียณ: บำนาญข้าราชการคิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × ปีราชการ ÷ 50 โดยมีเพดาน 70% และไม่มีเพดานฐานเงินเดือน — คนที่รับราชการยาว 35 ปีจะได้ประมาณ 70% ของเงินเดือนช่วงท้ายไปตลอดชีวิต ส่วนฝั่งประกันสังคมเปลี่ยนวิธีคิดบำนาญชราภาพมาเป็น 'สูตร CARE' ที่เริ่มใช้ในปี 2569 จุดต่างสำคัญคือเปลี่ยนฐานคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ (โดยปรับค่าเงินในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก่อน) ส่วนอัตราบำนาญยังเริ่มที่ 20% เมื่อส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน แล้วบวกเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งจริงในอัตรา 0.125% ต่อเดือน (เทียบเท่าปีละ 1.5%) แทนการนับเป็นก้อนทุก 12 เดือนแบบเดิม พร้อมมีมาตรการชดเชยส่วนต่างให้ผู้ที่เกษียณในช่วงเปลี่ยนผ่านปี 2569-2573 เมื่อคิดบนฐานค่าจ้างที่มีเพดาน ผลลัพธ์จึงมักออกมาเป็นหลักพันถึงหมื่นต้น ๆ ต่อเดือน ตัวเลขเฉพาะรายควรตรวจกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรง
สรุปแบบไม่อ้อมค้อม: เงินเดือนตั้งต้นของราชการมักน้อยกว่าเอกชนในสายงานเดียวกัน แต่เมื่อรวมมูลค่าค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมคนทั้งบ้าน ค่าเล่าเรียนบุตร บำนาญตลอดชีพที่ไม่มีเพดานฐานเงินเดือน วันลาที่มากกว่าหลายเท่า และสิทธิกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผลรวมนี้คือเหตุผลที่คนหลายแสนคนยอมสอบแข่งกันทุกปี
และทั้งหมดนี้เริ่มจากประตูบานเดียวกัน — ต้องสอบผ่าน ก.พ. ภาค ก ก่อน (หรือใช้ช่องทางภาค ก พิเศษของบางหน่วยงาน) ถ้าอยากได้สิทธิ์เหล่านี้ วิธีเริ่มที่ถูกที่สุดคือลองทำข้อสอบดูก่อนว่าตัวเองอยู่ตรงไหน สนามสอบเปิดให้ฝึกฟรีพร้อมเฉลยที่หน้า /practice และมีคู่มือสนาม ก.พ. ภาค ก แบบเจาะผังข้อสอบที่ /guide/kpor_a
อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิง พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 · พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. 2523 และประกาศ/ระเบียบกระทรวงการคลังที่ออกตามมา · ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม · พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 และ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 · กฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ ที่ปรับปรุงในปี 2562 · ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ พ.ศ. 2564 · พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 (มีผล 7 ธ.ค. 2568) · ฝั่งประกันสังคม: เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 และสูตรบำนาญชราภาพแบบ CARE ที่เริ่มใช้ปี 2569 · ข้อควรระวัง: การขยายวันลาคลอดข้าราชการเป็น 98/188 วันเป็นมติคณะรัฐมนตรีเชิงหลักการ การใช้สิทธิจริงผูกกับการแก้ไขระเบียบและหนังสือเวียนของต้นสังกัด · อัตราเบิกจ่ายและเพดานต่าง ๆ ปรับได้ตามหนังสือเวียนกรมบัญชีกลาง โปรดตรวจสอบกับงานการเงิน/การเจ้าหน้าที่ของต้นสังกัดก่อนใช้สิทธิจริง