เงินเดือนข้าราชการ 18,150 หักอะไรบ้าง เหลือเข้าบัญชีจริงกี่บาท 2569
ตอบสั้นก่อน ข้าราชการพลเรือนวุฒิปริญญาตรีแรกบรรจุที่เงินเดือน 18,150 บาท มีรายการหักบังคับอยู่แค่สองรายการ คือเงินสะสมกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 3% ของเงินเดือน เท่ากับ 544.50 บาท กับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเมื่อคำนวณทั้งปีด้วยค่าลดหย่อนพื้นฐานแล้วออกมาเป็นศูนย์ ดังนั้นยอดที่โอนเข้าบัญชีจริงคือประมาณ 17,605.50 บาทต่อเดือน และไม่มีบรรทัดประกันสังคม 5% แบบสลิปเอกชน เพราะข้าราชการถูกยกเว้นจากพระราชบัญญัติประกันสังคมตั้งแต่ต้น ส่วนสลิปของใครที่หักไปเกือบสามพันแล้วเหลือหมื่นห้า นั่นไม่ใช่รายการหักบังคับ แต่เป็นรายการที่เจ้าตัวสมัครไว้เอง บทความนี้จะกางให้เห็นทุกบรรทัด พร้อมวิธีคิดภาษีทีละขั้นแบบที่คุณเอาไปแทนเงินเดือนตัวเองได้เลย
17,605.50 ฿
ยอดเข้าบัญชีต่อเดือน ป.ตรี แรกบรรจุ เงินเดือน 18,150 บาท
หัก กบข. 3% = 544.50 บาท · ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 0 บาท (กรณีลดหย่อนพื้นฐาน) · ยังไม่รวมรายการหักสมัครใจ
ในคู่มือนี้
- 1. รายการหักบังคับของข้าราชการมีแค่ 2 บรรทัด
- 2. คิดภาษีจริงทีละขั้น 18,150 × 12 เสียภาษีเท่าไหร่
- 3. ทำไมสลิปข้าราชการไม่มีบรรทัดประกันสังคม 5%
- 4. รายการหักสมัครใจ ตัวจริงที่ทำให้เงินหายจากสลิป
- 5. ยอดเข้าบัญชีของวุฒิอื่น และเคล็ดอ่านสลิปราชการให้เป็น
- 6. อยากเห็นตัวเลข 17,605.50 ในสลิปตัวเอง ต้องผ่านภาค ก ก่อน
รายการหักบังคับของข้าราชการมีแค่ 2 บรรทัด
คนที่ย้ายจากเอกชนมาราชการมักตกใจตอนเห็นสลิปเดือนแรก เพราะฝั่งรายการหักสั้นผิดคาด สลิปเอกชนทั่วไปมีอย่างน้อยสามบรรทัดคือประกันสังคม ภาษี และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่สลิปข้าราชการที่ยังไม่ได้สมัครอะไรเพิ่มเลยจะมีรายการหักบังคับแค่สองอย่าง คือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
บรรทัดแรกคือเงินสะสม กบข. อัตราขั้นต่ำตามที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกำหนดคือร้อยละ 3 ของเงินเดือน และผู้ที่บรรจุเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นมาเป็นสมาชิกโดยผลของกฎหมาย ไม่มีสิทธิเลือกว่าจะเข้าหรือไม่เข้า ที่เงินเดือน 18,150 บาท ก้อนนี้จึงเท่ากับ 544.50 บาทต่อเดือน หักอัตโนมัติทุกเดือนตั้งแต่เดือนแรกที่ได้รับเงินเดือน
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือเงิน 544.50 บาทนี้ไม่ได้หายไปไหน มันเข้าบัญชีรายบุคคลของคุณเองใน กบข. และรัฐยังใส่เพิ่มให้อีกสองก้อนคือเงินสมทบร้อยละ 3 กับเงินชดเชยร้อยละ 2 ของเงินเดือน แปลว่าเดือนหนึ่งมีเงินไหลเข้าบัญชีเกษียณของคุณรวม 8% ของเงินเดือน หรือราว 1,452 บาท ทั้งที่คุณควักจริงแค่ 544.50 บาท มองในแง่นี้บรรทัดหักบรรทัดนี้เป็นการย้ายกระเป๋ามากกว่าจะเป็นการเสียเงิน
บรรทัดที่สองคือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเจ้าหน้าที่การเงินจะประมาณการเงินได้ทั้งปีของคุณ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามที่คุณแจ้ง คำนวณภาษีทั้งปีออกมา แล้วหารเฉลี่ยหักเป็นรายเดือน จุดสำคัญคือถ้าคำนวณแล้วภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ ยอดหักรายเดือนก็เป็นศูนย์ตามไปด้วย ซึ่งเป็นสถานการณ์จริงของผู้บรรจุใหม่แทบทุกวุฒิ รายละเอียดการคำนวณอยู่ในหัวข้อถัดไป
ส่วนบรรทัดที่ไม่มีคือประกันสังคม ข้าราชการไม่ถูกหักเงินสมทบประกันสังคม 5% เพราะพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 ระบุชัดว่าไม่ใช้บังคับแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เรื่องนี้แลกมากับสวัสดิการอีกชุดหนึ่งซึ่งจะอธิบายในหัวข้อที่สาม
สลิปประมาณการ ป.ตรี แรกบรรจุ เฉพาะรายการหักบังคับ
ประมาณการเงินเดือน ป.ตรี แรกบรรจุ
อัตราตามบัญชีที่มีผล 1 พ.ค. 2568 — ประกาศรับสมัครส่วนใหญ่อ้างขอบล่างของช่วง 18,150–19,970 บาท
18,150
หัก เงินสะสม กบข. 3%
ร้อยละ 3 ของเงินเดือน 18,150 บาท · ผู้บรรจุตั้งแต่ 27 มี.ค. 2540 เป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติ
-544.50
หัก ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
คำนวณทั้งปีแล้วเงินได้สุทธิ 51,266 บาท ยังอยู่ในช่วงยกเว้น 150,000 บาทแรก จึงไม่มียอดหัก
0
หัก เงินสมทบประกันสังคม
ไม่มี — พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 ยกเว้นข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ
0
ยอดโอนเข้าบัญชีต่อเดือน
17,605.50บาท/เดือน
คิดเฉพาะรายการหักบังคับ ภายใต้สมมติฐานค่าลดหย่อนพื้นฐานเท่านั้น คือหักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสะสม กบข. ยังไม่รวมรายการหักสมัครใจอย่างออมเพิ่ม กบข. สหกรณ์ออมทรัพย์ ฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือ กยศ.
คิดภาษีจริงทีละขั้น 18,150 × 12 เสียภาษีเท่าไหร่
ก่อนคิดต้องประกาศสมมติฐานให้ชัด เคสนี้คือคนโสด ไม่มีบุตร ไม่มีบิดามารดาในอุปการะที่ใช้สิทธิลดหย่อน ไม่มีประกันชีวิต ไม่มีดอกเบี้ยบ้าน ไม่มีเงินบริจาค และมีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียวตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร ใช้เฉพาะค่าลดหย่อนพื้นฐานที่ทุกคนได้เท่านั้น ถ้าคุณมีรายการลดหย่อนอื่น ภาษีของคุณจะยิ่งต่ำกว่านี้
ขั้นที่หนึ่ง หาเงินได้ทั้งปี เงินเดือน 18,150 บาท คูณ 12 เดือน เท่ากับ 217,800 บาท ขั้นที่สอง หักค่าใช้จ่าย เงินได้ประเภทเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ในเคสนี้ครึ่งหนึ่งของ 217,800 คือ 108,900 บาท ซึ่งเกินเพดาน จึงหักได้เต็มเพดานที่ 100,000 บาท เหลือ 117,800 บาท ขั้นที่สาม หักค่าลดหย่อนส่วนตัวผู้มีเงินได้ 60,000 บาท เหลือ 57,800 บาท ขั้นที่สี่ หักเงินสะสม กบข. ซึ่งกรมสรรพากรให้สิทธิยกเว้นตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 500,000 บาท ในเคสนี้คือ 544.50 คูณ 12 เท่ากับ 6,534 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 51,266 บาท
ขั้นสุดท้าย เอาเงินได้สุทธิ 51,266 บาทไปเทียบกับอัตราภาษีขั้นบันได เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ตัวเลข 51,266 บาทจึงยังไม่แตะขั้นที่ต้องเสียด้วยซ้ำ คำตอบคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้บรรจุใหม่วุฒิปริญญาตรีที่เงินเดือน 18,150 บาท เท่ากับศูนย์บาท ย้ำอีกครั้งว่านี่คือกรณีลดหย่อนพื้นฐานล้วน ๆ ยังไม่ได้ใช้สิทธิอะไรเพิ่มเลย
ลองไล่ต่อว่าเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเสียภาษีบาทแรก ใช้สมมติฐานชุดเดิมทุกประการ คำตอบคือประมาณ 26,600 ถึง 26,700 บาทต่อเดือน ที่เงินเดือน 26,600 บาท เงินได้สุทธิจะอยู่ราว 149,600 บาท ยังไม่เสีย แต่ที่ 26,700 บาท เงินได้สุทธิจะขยับเป็นราว 150,800 บาท เสียภาษี 5% ของส่วนที่เกิน 150,000 คือประมาณ 39 บาททั้งปี แปลว่าฐานเงินเดือนแรกบรรจุของราชการทุกวุฒิ ตั้งแต่ ปวช. ไปจนถึงปริญญาเอกที่ 25,410 บาท ยังไม่ถึงจุดที่ต้องเสียภาษีเลยสักวุฒิเดียว
เพื่อให้เห็นภาพว่าภาษีเริ่มกัดตอนไหน ลองดูข้าราชการที่รับราชการมาสักพักแล้วเงินเดือนขึ้นเป็น 35,000 บาท เงินได้ทั้งปี 420,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเต็มเพดาน 100,000 หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 และหักเงินสะสม กบข. 12,600 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 247,400 บาท ส่วนที่เกิน 150,000 บาทคือ 97,400 บาท คิดที่อัตรา 5% เป็นภาษีทั้งปี 4,870 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละราว 406 บาท ยังถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับที่หลายคนกลัวไว้
| เงินได้สุทธิต่อปี (บาท) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| 5,000,001 บาทขึ้นไป | 35% |
อัตราตามที่กรมสรรพากรประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน · ภาษีคิดเป็นขั้น ๆ ไม่ใช่เอาอัตราขั้นบนสุดคูณทั้งก้อน เช่น เงินได้สุทธิ 247,400 บาท เสียเฉพาะส่วนที่เกิน 150,000 บาทที่อัตรา 5% เท่านั้น
ทำไมสลิปข้าราชการไม่มีบรรทัดประกันสังคม 5%
คำตอบอยู่ในตัวกฎหมายเอง พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 กำหนดว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ดังนั้นข้าราชการจึงไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เรื่องที่เลือกไม่จ่าย แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้จ่าย
ลองเทียบเป็นตัวเงินที่เงินเดือนเท่ากันจะเห็นชัด ลูกจ้างเอกชนที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ถูกหักเงินสมทบร้อยละ 5 ของค่าจ้าง โดยคิดบนฐานค่าจ้างที่มีเพดาน ซึ่งกฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ปรับเพดานเป็น 17,500 บาท มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ยอดหักสูงสุดอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน คนเงินเดือน 18,150 บาทในภาคเอกชนจึงถูกหักประกันสังคม 875 บาท ขณะที่ข้าราชการเงินเดือนเท่ากันถูกหัก กบข. เพียง 544.50 บาท
แต่ตัวเลขหักที่น้อยกว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นคือปลายทางของเงินสองก้อนนี้ต่างกันคนละแบบ เงินสมทบประกันสังคมเข้ากองทุนรวมเพื่อจ่ายสิทธิประโยชน์เจ็ดกรณี ทั้งเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ส่วนเงินสะสม กบข. เข้าบัญชีรายบุคคลที่มีชื่อคุณอยู่บนนั้น พร้อมเงินสมทบ 3% และเงินชดเชย 2% ที่รัฐใส่เพิ่มให้ในบัญชีเดียวกัน
สิ่งที่ข้าราชการได้แลกมาแทนสิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม คือสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ซึ่งกว้างกว่าตรงที่ครอบคลุมถึงบุคคลในครอบครัวที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ บิดา มารดา คู่สมรส และบุตร ไม่ใช่คุ้มครองเฉพาะตัวผู้ทำงานคนเดียว จุดนี้เองที่ทำให้มูลค่ารวมของสวัสดิการราชการสูงกว่าที่เห็นบนสลิปมาก โดยเฉพาะคนที่มีพ่อแม่สูงอายุ
ฝั่งที่ต้องยอมรับว่าเสียไปคือสิทธิที่ประกันสังคมมีแต่ระบบราชการไม่มี เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงาน เพราะระบบราชการออกแบบบนสมมติฐานว่าเป็นงานที่มั่นคงและไม่มีการเลิกจ้างแบบเอกชน ถ้าลาออกเองก่อนอายุราชการครบเกณฑ์ คุณจะไม่มีเงินชดเชยการว่างงานมารองรับระหว่างหางานใหม่ ต่างจากลูกจ้างเอกชนที่จ่ายสมทบมาแล้วตามเงื่อนไข ข้อนี้ควรคิดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันตัดสินใจ ไม่ใช่วันที่อยากออก
| ประเด็น | ข้าราชการ | ลูกจ้างเอกชน ม.33 |
|---|---|---|
| กองทุนภาคบังคับ | กบข. 3% ของเงินเดือน | ประกันสังคม 5% ของค่าจ้าง |
| เพดานฐานคำนวณ | ไม่มีเพดาน คิดจากเงินเดือนจริง | 17,500 บาท (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569) |
| ยอดถูกหักต่อเดือน | 544.50 บาท | 875 บาท |
| ฝ่ายที่ใส่เงินเพิ่มให้ | รัฐสมทบ 3% + ชดเชย 2% เข้าบัญชีรายบุคคล | นายจ้างสมทบเข้ากองทุนรวม |
| สิทธิรักษาพยาบาล | เบิกได้ทั้งตนเอง บิดา มารดา คู่สมรส บุตร | ใช้สิทธิประกันสังคม เฉพาะตนเอง |
| กรณีว่างงาน | ไม่มีเงินทดแทนการว่างงาน | มีเงินทดแทนกรณีว่างงาน |
เพดานค่าจ้างประกันสังคมปรับเป็นขั้น ตามกฎกระทรวงที่มีผล 1 ม.ค. 2569 คือ 17,500 บาทในช่วงปี 2569–2571 แล้วขยับเป็น 20,000 บาทและ 23,000 บาทในช่วงถัดไป · ฝั่งข้าราชการไม่มีเพดาน เงินเดือนสูงขึ้นก็หัก 3% ตามจริง แต่รัฐก็สมทบตามสัดส่วนเดียวกัน
รายการหักสมัครใจ ตัวจริงที่ทำให้เงินหายจากสลิป
ถ้าคุณเห็นสลิปของรุ่นพี่แล้วยอดสุทธิเหลือครึ่งเดียวของเงินเดือน อย่าเพิ่งตกใจว่าราชการหักหนัก เพราะส่วนที่หายไปเกือบทั้งหมดมาจากรายการที่เจ้าตัวไปสมัครไว้เอง ไม่ใช่รายการบังคับ และเกือบทุกรายการยกเลิกหรือลดได้ ดูจากสลิปตัวอย่างข้างล่างจะเห็นผลชัด คนเงินเดือน 18,150 บาทคนเดียวกันนี้ ถ้าสมัครออมเพิ่ม กบข. 5% หักสหกรณ์อีกเดือนละ 1,000 บาท และมีเงินฌาปนกิจสงเคราะห์อีก 100 บาท ยอดเข้าบัญชีจะลดจาก 17,605.50 บาท เหลือ 15,598 บาท หายไปกว่าสองพันบาทโดยที่รายการหักบังคับไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียว รายการสมัครใจที่พบบ่อยที่สุดมีสี่กลุ่ม
กลุ่มแรกคือเงินออมเพิ่ม กบข. หลังพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฉบับแก้ไขปี 2566 สมาชิกออมเพิ่มได้สูงสุด 27% ของเงินเดือน ซึ่งเมื่อรวมกับเงินสะสมภาคบังคับ 3% จะออมกับ กบข. ได้สูงสุด 30% ของเงินเดือน ข้อควรรู้คือรัฐไม่ได้สมทบเพิ่มตามสัดส่วนที่คุณออมเพิ่ม เงินสมทบยังคงเป็น 3% และเงินชดเชยยังคงเป็น 2% เท่าเดิม เงินออมเพิ่มทุกบาทจึงเป็นเงินของคุณล้วน ๆ ที่ฝากให้กองทุนบริหารต่อ
กลุ่มที่สองคือสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงาน ซึ่งเป็นรายการที่กินเนื้อเงินเดือนหนักที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะมักมีทั้งค่าหุ้นรายเดือน เงินฝาก และงวดชำระหนี้เงินกู้รวมอยู่ในบรรทัดเดียวกัน สหกรณ์แต่ละแห่งกำหนดอัตราค่าหุ้นขั้นต่ำและเงื่อนไขการกู้ต่างกัน จึงต้องดูข้อบังคับของสหกรณ์ในกรมของตัวเอง ไม่มีอัตรากลางที่ใช้ได้ทุกที่
กลุ่มที่สามคือฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มช่วยเหลือค่าจัดการศพซึ่งกันและกันตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 หลายส่วนราชการมีสมาคมของตัวเองและหักเงินสงเคราะห์ผ่านบัญชีเงินเดือนได้ วิธีเก็บเงินคือเรียกเก็บเป็นรายศพจากสมาชิกทุกคน อัตราต่อศพและจำนวนศพในแต่ละเดือนต่างกันไปตามข้อบังคับของแต่ละสมาคม ตัวอย่างที่พบคือระดับหลักสิบบาทต่อศพ ยอดหักรายเดือนจึงไม่คงที่เท่ากันทุกเดือน
กลุ่มที่สี่คือการชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 51 องค์กรนายจ้างทั้งภาครัฐและเอกชนมีหน้าที่หักเงินได้ของผู้กู้ยืมแล้วนำส่งกรมสรรพากรพร้อมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนราชการจึงหักให้อัตโนมัติเมื่อได้รับแจ้งยอดจากกองทุน จุดที่ควรทำคือเข้าไปเช็กยอดในระบบของกองทุนเองด้วย ไม่ใช่รอดูจากสลิปอย่างเดียว และสำหรับรายการที่เป็นหนี้ทั้งหลาย มีเพดานคุ้มครองอยู่ชั้นหนึ่งที่ควรรู้ไว้ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 มีมติให้ทุกส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ปรับหลักเกณฑ์การหักเงินเดือนชำระหนี้ให้เหลือเงินเดือนสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามแนวระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2551 แปลว่าหน่วยงานไม่ควรหักจนคุณเหลือติดลบหรือเหลือหลักร้อย ถ้าสลิปของคุณเหลือน้อยกว่านั้น ให้เข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่การเงินและเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างการหัก
สลิปเดียวกัน แต่สมัครหักสมัครใจไว้ครบ (ตัวอย่างสมมติ)
ประมาณการเงินเดือน ป.ตรี แรกบรรจุ
18,150
หัก เงินสะสม กบข. 3% (บังคับ)
-544.50
หัก ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (บังคับ)
เป็นศูนย์เพราะเงินได้สุทธิทั้งปียังไม่ถึง 150,000 บาท
0
หัก ออมเพิ่ม กบข. 5% (สมัครใจ)
ตั้งเปอร์เซ็นต์เองได้ รวมกับเงินสะสมภาคบังคับแล้วไม่เกิน 30% ของเงินเดือน
-907.50
หัก หุ้นและเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ (สมมติ)
อัตราจริงขึ้นกับข้อบังคับสหกรณ์ของแต่ละหน่วยงานและยอดที่สมัครไว้
-1,000
หัก ฌาปนกิจสงเคราะห์ (สมมติ)
สมมติเดือนนั้นเรียกเก็บ 2 ราย รายละ 50 บาท — ยอดจริงไม่เท่ากันทุกเดือน
-100
ยอดโอนเข้าบัญชีต่อเดือน
15,598บาท/เดือน
ตัวเลขรายการหักสมัครใจเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นผลกระทบ ไม่ใช่อัตรามาตรฐาน ติ๊กออกแล้วยอดจะกลับไปที่ 17,605.50 บาท ซึ่งคือกรณีมีเฉพาะรายการหักบังคับ · มติคณะรัฐมนตรี 19 ธ.ค. 2566 ให้ส่วนราชการหักชำระหนี้โดยเหลือเงินเดือนสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
ยอดเข้าบัญชีของวุฒิอื่น และเคล็ดอ่านสลิปราชการให้เป็น
ไล่ให้ครบทุกวุฒิภายใต้สมมติฐานเดียวกัน คือมีเฉพาะรายการหักบังคับ ใช้ค่าลดหย่อนพื้นฐาน และคิด กบข. 3% จากเงินเดือนตามบัญชี ผลออกมาคือทุกวุฒิเสียภาษีศูนย์บาทเหมือนกันหมด ต่างกันแค่ยอด กบข. ที่ถูกหักไปตามสัดส่วนเงินเดือน วุฒิ ปวช. เข้าบัญชีราว 13,039 บาท ปวส. ราว 14,182 บาท ปริญญาตรี 17,605.50 บาท ปริญญาโท ราว 20,545 บาท และปริญญาเอก ราว 24,648 บาท
สองวุฒิแรกมีรายละเอียดเพิ่มคือได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวมาบวก ตามระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2567 ผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 14,600 บาท จะได้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 2,000 บาท แต่รวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกิน 14,600 บาท วุฒิ ปวช. เงินเดือน 11,380 บาท จึงได้เต็ม 2,000 บาท ส่วนวุฒิ ปวส. เงินเดือน 13,920 บาท ได้เพิ่มเพียง 680 บาทเพราะยอดรวมชนเพดานพอดี
จุดที่คนคำนวณผิดบ่อยคือเอาเงินเพิ่มการครองชีพไปคูณ 3% ด้วย ซึ่งไม่ถูก เพราะเงินสะสม กบข. คิดจากเงินเดือนตามบัญชีเงินเดือนเท่านั้น ไม่ได้คิดจากเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว วุฒิ ปวช. จึงถูกหัก กบข. 341.40 บาท ไม่ใช่ 401.40 บาท ถ้าจะให้ชัวร์ที่สุดสำหรับสายงานเฉพาะที่มีเงินเพิ่มพิเศษ ให้ถามเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดว่าฐานคำนวณของหน่วยงานใช้บรรทัดไหนบ้าง
ทีนี้มาถึงเรื่องอ่านสลิป สลิปเงินเดือนราชการแบ่งเป็นสองฝั่งเสมอ ฝั่งซ้ายคือรายรับ ฝั่งขวาคือรายการหัก แล้วปิดท้ายด้วยยอดสุทธิ สิ่งที่ต้องแยกให้ออกในฝั่งรายรับคือคำว่า เงินเดือน กับคำว่า เงินเพิ่ม ไม่ใช่ของเดียวกัน เงินเดือนคือตัวเลขตามบัญชีที่ใช้เป็นฐานคิดทั้ง กบข. และสูตรบำนาญตอนเกษียณ ส่วนเงินเพิ่มไม่ว่าจะเป็นเงินเพิ่มการครองชีพ เงินประจำตำแหน่ง หรือเงินเพิ่มพิเศษตามสายงาน เป็นก้อนที่จ่ายแยกและมีเงื่อนไขของตัวเอง
อีกบรรทัดที่ทำให้เข้าใจผิดง่ายคือเงินตกเบิก ซึ่งเกิดเวลามีการเลื่อนเงินเดือนย้อนหลังหรือปรับบัญชีเงินเดือน เงินก้อนนี้เข้าเดือนเดียวแล้วหายไป ถ้าเผลอเอายอดสุทธิของเดือนที่มีตกเบิกไปเทียบกับเงินเดือนเอกชนหรือไปวางแผนผ่อนอะไรสักอย่าง คุณจะประเมินรายได้ประจำสูงเกินจริง หลักง่าย ๆ ในการอ่านคือดูบรรทัดเงินเดือนเป็นตัวตั้ง ดูรายการหักบังคับสองรายการ แล้วค่อยดูว่าที่เหลือเป็นรายการที่ตัวเองสมัครไว้เองทั้งนั้น
| วุฒิ | เงินเดือน + เงินเพิ่มการครองชีพ | หัก กบข. 3% | ภาษี | เข้าบัญชีประมาณ |
|---|---|---|---|---|
| ปวช. | 11,380 + 2,000 | 341.40 | 0 | 13,038.60 |
| ปวส. | 13,920 + 680 | 417.60 | 0 | 14,182.40 |
| ป.ตรี | 18,150 | 544.50 | 0 | 17,605.50 |
| ป.โท | 21,180 | 635.40 | 0 | 20,544.60 |
| ป.เอก | 25,410 | 762.30 | 0 | 24,647.70 |
เป็นเลขคำนวณตรงจากรายการหักบังคับสองรายการเท่านั้น ภายใต้ค่าลดหย่อนพื้นฐาน · เงินสะสม กบข. คิดจากเงินเดือนตามบัญชี ไม่รวมเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว · สลิปจริงจะต่างไปตามรายการหักสมัครใจของแต่ละคน
| ฝั่งรายรับ | ฝั่งรายการหัก |
|---|---|
| เงินเดือน — ตัวเลขตามบัญชี ใช้เป็นฐานคิด กบข. และบำนาญ | เงินสะสม กบข. 3% — บังคับ ยกเลิกไม่ได้ |
| เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว — เฉพาะผู้มีเงินเดือนไม่ถึง 14,600 บาท | ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — บังคับ แต่เป็นศูนย์ได้ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์ |
| เงินประจำตำแหน่ง / เงินเพิ่มพิเศษตามสายงาน — มีเฉพาะบางตำแหน่ง | ออมเพิ่ม กบข. — สมัครใจ ปรับเปอร์เซ็นต์เองได้ |
| เงินตกเบิก — ย้อนหลังจากการเลื่อนเงินเดือนหรือปรับบัญชี ไม่ใช่ยอดประจำ | สหกรณ์ / ฌาปนกิจสงเคราะห์ / กยศ. — ตามที่สมัครหรือตามที่กองทุนแจ้ง |
อ่านสลิปให้ถูกต้องเริ่มที่บรรทัดเงินเดือน ไม่ใช่ยอดรายรับรวม เพราะยอดรวมอาจมีเงินตกเบิกเดือนเดียวปนอยู่ และเงินเพิ่มบางก้อนหายไปเมื่อเปลี่ยนตำแหน่ง
อยากเห็นตัวเลข 17,605.50 ในสลิปตัวเอง ต้องผ่านภาค ก ก่อน
ทุกบรรทัดในบทความนี้ ตั้งแต่เงินสมทบ 3% ที่รัฐใส่ให้ ไปจนถึงสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลให้พ่อแม่ จะเริ่มนับก็ต่อเมื่อมีชื่อคุณอยู่ในบัญชีข้าราชการจริง ๆ และด่านแรกของสายพลเรือนสามัญคือหนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. หรือที่เรียกกันว่าภาค ก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ประกาศรับสมัครส่วนใหญ่กำหนดไว้ก่อนจะมีสิทธิสอบภาค ข ของแต่ละกรม
ภาค ก รูปแบบปัจจุบันมีสามวิชา คือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ภาษาอังกฤษ และความรู้กับลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี รวม 100 ข้อ 200 คะแนน และต้องผ่านเกณฑ์ทุกวิชาตามระดับวุฒิ ไม่ใช่รวมคะแนนแล้วเฉลี่ยผ่าน คนจำนวนมากพลาดเพราะทุ่มอ่านคณิตศาสตร์อย่างเดียวแล้วไปตกภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องสะสมทีละนิดมากกว่าจะอัดคืนเดียว
ที่ snamsob.com เราทำคลังข้อสอบภาค ก แยกตามวิชาและหัวข้อย่อยพร้อมเฉลยอธิบายทีละข้อ มีชุดข้อสอบเสมือนจริงแบบจับเวลา และมีระบบวิเคราะห์ว่าคุณอ่อนหัวข้อไหนแล้วพาไปฝึกซ่อมตรงจุด แทนที่จะอ่านวนอยู่กับเรื่องที่ทำได้อยู่แล้ว วิธีใช้ที่ได้ผลคือทำชุดจับเวลาหนึ่งรอบเพื่อหาจุดอ่อนก่อน แล้วค่อยกลับไปไล่เก็บหัวข้อที่พลาดซ้ำ
ลองทำฟรีได้เลยโดยไม่ต้องจ่ายก่อน เพื่อดูว่าสไตล์โจทย์ตรงกับที่คุณต้องเจอไหม ถ้าถูกใจแล้วค่อยเปิดใช้เต็มระบบ วันที่คุณเปิดสลิปเดือนแรกแล้วเห็นบรรทัด เงินสะสม กบข. 3% หักไป 544.50 บาท คุณจะรู้ทันทีว่ามันไม่ใช่เงินที่หายไป แต่เป็นเงินที่เพิ่งเริ่มทำงานให้คุณ
อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดและตารางหักลดหย่อนของกรมสรรพากร (ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท · หักค่าใช้จ่ายเงินได้ 40(1) ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท · ยกเว้นเงินสะสม กบข. ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 500,000 บาท), อัตราเงินสะสม เงินสมทบ และเงินชดเชยตามที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการประกาศ (สะสมขั้นต่ำ 3% · สมทบ 3% · ชดเชย 2% · ออมเพิ่มรวมได้ไม่เกิน 30% ของเงินเดือน ตาม พ.ร.บ. กบข. ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2566), พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 (ยกเว้นข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ), กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้คำนวณเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งมีผล 1 ม.ค. 2569 (เพดาน 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท ในช่วงปี 2569–2571), พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553, พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 51, พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545, มติคณะรัฐมนตรี 19 ธ.ค. 2566 เรื่องหลักเกณฑ์หักเงินเดือนชำระหนี้ให้เหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว พ.ศ. 2567 · ตัวเลขคำนวณทั้งหมดเป็นประมาณการภายใต้สมมติฐานค่าลดหย่อนพื้นฐาน คนโสด ไม่มีบุตร มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว ยอดจริงบนสลิปขึ้นกับค่าลดหย่อนและรายการหักสมัครใจของแต่ละคน โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดและประกาศฉบับล่าสุดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง