สนามสอบทั้งหมด

เงินเดือนข้าราชการ 18,150 หักอะไรบ้าง เหลือเข้าบัญชีจริงกี่บาท 2569

ตอบสั้นก่อน ข้าราชการพลเรือนวุฒิปริญญาตรีแรกบรรจุที่เงินเดือน 18,150 บาท มีรายการหักบังคับอยู่แค่สองรายการ คือเงินสะสมกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 3% ของเงินเดือน เท่ากับ 544.50 บาท กับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเมื่อคำนวณทั้งปีด้วยค่าลดหย่อนพื้นฐานแล้วออกมาเป็นศูนย์ ดังนั้นยอดที่โอนเข้าบัญชีจริงคือประมาณ 17,605.50 บาทต่อเดือน และไม่มีบรรทัดประกันสังคม 5% แบบสลิปเอกชน เพราะข้าราชการถูกยกเว้นจากพระราชบัญญัติประกันสังคมตั้งแต่ต้น ส่วนสลิปของใครที่หักไปเกือบสามพันแล้วเหลือหมื่นห้า นั่นไม่ใช่รายการหักบังคับ แต่เป็นรายการที่เจ้าตัวสมัครไว้เอง บทความนี้จะกางให้เห็นทุกบรรทัด พร้อมวิธีคิดภาษีทีละขั้นแบบที่คุณเอาไปแทนเงินเดือนตัวเองได้เลย

17,605.50 ฿

ยอดเข้าบัญชีต่อเดือน ป.ตรี แรกบรรจุ เงินเดือน 18,150 บาท

หัก กบข. 3% = 544.50 บาท · ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 0 บาท (กรณีลดหย่อนพื้นฐาน) · ยังไม่รวมรายการหักสมัครใจ

รายการหักบังคับของข้าราชการมีแค่ 2 บรรทัด

คนที่ย้ายจากเอกชนมาราชการมักตกใจตอนเห็นสลิปเดือนแรก เพราะฝั่งรายการหักสั้นผิดคาด สลิปเอกชนทั่วไปมีอย่างน้อยสามบรรทัดคือประกันสังคม ภาษี และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่สลิปข้าราชการที่ยังไม่ได้สมัครอะไรเพิ่มเลยจะมีรายการหักบังคับแค่สองอย่าง คือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

บรรทัดแรกคือเงินสะสม กบข. อัตราขั้นต่ำตามที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกำหนดคือร้อยละ 3 ของเงินเดือน และผู้ที่บรรจุเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นมาเป็นสมาชิกโดยผลของกฎหมาย ไม่มีสิทธิเลือกว่าจะเข้าหรือไม่เข้า ที่เงินเดือน 18,150 บาท ก้อนนี้จึงเท่ากับ 544.50 บาทต่อเดือน หักอัตโนมัติทุกเดือนตั้งแต่เดือนแรกที่ได้รับเงินเดือน

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือเงิน 544.50 บาทนี้ไม่ได้หายไปไหน มันเข้าบัญชีรายบุคคลของคุณเองใน กบข. และรัฐยังใส่เพิ่มให้อีกสองก้อนคือเงินสมทบร้อยละ 3 กับเงินชดเชยร้อยละ 2 ของเงินเดือน แปลว่าเดือนหนึ่งมีเงินไหลเข้าบัญชีเกษียณของคุณรวม 8% ของเงินเดือน หรือราว 1,452 บาท ทั้งที่คุณควักจริงแค่ 544.50 บาท มองในแง่นี้บรรทัดหักบรรทัดนี้เป็นการย้ายกระเป๋ามากกว่าจะเป็นการเสียเงิน

บรรทัดที่สองคือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเจ้าหน้าที่การเงินจะประมาณการเงินได้ทั้งปีของคุณ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามที่คุณแจ้ง คำนวณภาษีทั้งปีออกมา แล้วหารเฉลี่ยหักเป็นรายเดือน จุดสำคัญคือถ้าคำนวณแล้วภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ ยอดหักรายเดือนก็เป็นศูนย์ตามไปด้วย ซึ่งเป็นสถานการณ์จริงของผู้บรรจุใหม่แทบทุกวุฒิ รายละเอียดการคำนวณอยู่ในหัวข้อถัดไป

ส่วนบรรทัดที่ไม่มีคือประกันสังคม ข้าราชการไม่ถูกหักเงินสมทบประกันสังคม 5% เพราะพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 ระบุชัดว่าไม่ใช้บังคับแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เรื่องนี้แลกมากับสวัสดิการอีกชุดหนึ่งซึ่งจะอธิบายในหัวข้อที่สาม

สลิปประมาณการ ป.ตรี แรกบรรจุ เฉพาะรายการหักบังคับ

ประมาณการ

เงินเดือน ป.ตรี แรกบรรจุ

อัตราตามบัญชีที่มีผล 1 พ.ค. 2568 — ประกาศรับสมัครส่วนใหญ่อ้างขอบล่างของช่วง 18,150–19,970 บาท

18,150

หัก เงินสะสม กบข. 3%

ร้อยละ 3 ของเงินเดือน 18,150 บาท · ผู้บรรจุตั้งแต่ 27 มี.ค. 2540 เป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติ

-544.50

หัก ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

คำนวณทั้งปีแล้วเงินได้สุทธิ 51,266 บาท ยังอยู่ในช่วงยกเว้น 150,000 บาทแรก จึงไม่มียอดหัก

0

หัก เงินสมทบประกันสังคม

ไม่มี — พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 ยกเว้นข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ

0

ยอดโอนเข้าบัญชีต่อเดือน

17,605.50บาท/เดือน

คิดเฉพาะรายการหักบังคับ ภายใต้สมมติฐานค่าลดหย่อนพื้นฐานเท่านั้น คือหักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสะสม กบข. ยังไม่รวมรายการหักสมัครใจอย่างออมเพิ่ม กบข. สหกรณ์ออมทรัพย์ ฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือ กยศ.

คิดภาษีจริงทีละขั้น 18,150 × 12 เสียภาษีเท่าไหร่

ก่อนคิดต้องประกาศสมมติฐานให้ชัด เคสนี้คือคนโสด ไม่มีบุตร ไม่มีบิดามารดาในอุปการะที่ใช้สิทธิลดหย่อน ไม่มีประกันชีวิต ไม่มีดอกเบี้ยบ้าน ไม่มีเงินบริจาค และมีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียวตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร ใช้เฉพาะค่าลดหย่อนพื้นฐานที่ทุกคนได้เท่านั้น ถ้าคุณมีรายการลดหย่อนอื่น ภาษีของคุณจะยิ่งต่ำกว่านี้

ขั้นที่หนึ่ง หาเงินได้ทั้งปี เงินเดือน 18,150 บาท คูณ 12 เดือน เท่ากับ 217,800 บาท ขั้นที่สอง หักค่าใช้จ่าย เงินได้ประเภทเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ในเคสนี้ครึ่งหนึ่งของ 217,800 คือ 108,900 บาท ซึ่งเกินเพดาน จึงหักได้เต็มเพดานที่ 100,000 บาท เหลือ 117,800 บาท ขั้นที่สาม หักค่าลดหย่อนส่วนตัวผู้มีเงินได้ 60,000 บาท เหลือ 57,800 บาท ขั้นที่สี่ หักเงินสะสม กบข. ซึ่งกรมสรรพากรให้สิทธิยกเว้นตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 500,000 บาท ในเคสนี้คือ 544.50 คูณ 12 เท่ากับ 6,534 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 51,266 บาท

ขั้นสุดท้าย เอาเงินได้สุทธิ 51,266 บาทไปเทียบกับอัตราภาษีขั้นบันได เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ตัวเลข 51,266 บาทจึงยังไม่แตะขั้นที่ต้องเสียด้วยซ้ำ คำตอบคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้บรรจุใหม่วุฒิปริญญาตรีที่เงินเดือน 18,150 บาท เท่ากับศูนย์บาท ย้ำอีกครั้งว่านี่คือกรณีลดหย่อนพื้นฐานล้วน ๆ ยังไม่ได้ใช้สิทธิอะไรเพิ่มเลย

ลองไล่ต่อว่าเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเสียภาษีบาทแรก ใช้สมมติฐานชุดเดิมทุกประการ คำตอบคือประมาณ 26,600 ถึง 26,700 บาทต่อเดือน ที่เงินเดือน 26,600 บาท เงินได้สุทธิจะอยู่ราว 149,600 บาท ยังไม่เสีย แต่ที่ 26,700 บาท เงินได้สุทธิจะขยับเป็นราว 150,800 บาท เสียภาษี 5% ของส่วนที่เกิน 150,000 คือประมาณ 39 บาททั้งปี แปลว่าฐานเงินเดือนแรกบรรจุของราชการทุกวุฒิ ตั้งแต่ ปวช. ไปจนถึงปริญญาเอกที่ 25,410 บาท ยังไม่ถึงจุดที่ต้องเสียภาษีเลยสักวุฒิเดียว

เพื่อให้เห็นภาพว่าภาษีเริ่มกัดตอนไหน ลองดูข้าราชการที่รับราชการมาสักพักแล้วเงินเดือนขึ้นเป็น 35,000 บาท เงินได้ทั้งปี 420,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเต็มเพดาน 100,000 หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 และหักเงินสะสม กบข. 12,600 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 247,400 บาท ส่วนที่เกิน 150,000 บาทคือ 97,400 บาท คิดที่อัตรา 5% เป็นภาษีทั้งปี 4,870 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละราว 406 บาท ยังถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับที่หลายคนกลัวไว้

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได
เงินได้สุทธิต่อปี (บาท)อัตราภาษี
0 – 150,000ยกเว้น
150,001 – 300,0005%
300,001 – 500,00010%
500,001 – 750,00015%
750,001 – 1,000,00020%
1,000,001 – 2,000,00025%
2,000,001 – 5,000,00030%
5,000,001 บาทขึ้นไป35%

อัตราตามที่กรมสรรพากรประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน · ภาษีคิดเป็นขั้น ๆ ไม่ใช่เอาอัตราขั้นบนสุดคูณทั้งก้อน เช่น เงินได้สุทธิ 247,400 บาท เสียเฉพาะส่วนที่เกิน 150,000 บาทที่อัตรา 5% เท่านั้น

ทำไมสลิปข้าราชการไม่มีบรรทัดประกันสังคม 5%

คำตอบอยู่ในตัวกฎหมายเอง พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 กำหนดว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ดังนั้นข้าราชการจึงไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เรื่องที่เลือกไม่จ่าย แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้จ่าย

ลองเทียบเป็นตัวเงินที่เงินเดือนเท่ากันจะเห็นชัด ลูกจ้างเอกชนที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ถูกหักเงินสมทบร้อยละ 5 ของค่าจ้าง โดยคิดบนฐานค่าจ้างที่มีเพดาน ซึ่งกฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ปรับเพดานเป็น 17,500 บาท มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ยอดหักสูงสุดอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน คนเงินเดือน 18,150 บาทในภาคเอกชนจึงถูกหักประกันสังคม 875 บาท ขณะที่ข้าราชการเงินเดือนเท่ากันถูกหัก กบข. เพียง 544.50 บาท

แต่ตัวเลขหักที่น้อยกว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นคือปลายทางของเงินสองก้อนนี้ต่างกันคนละแบบ เงินสมทบประกันสังคมเข้ากองทุนรวมเพื่อจ่ายสิทธิประโยชน์เจ็ดกรณี ทั้งเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ส่วนเงินสะสม กบข. เข้าบัญชีรายบุคคลที่มีชื่อคุณอยู่บนนั้น พร้อมเงินสมทบ 3% และเงินชดเชย 2% ที่รัฐใส่เพิ่มให้ในบัญชีเดียวกัน

สิ่งที่ข้าราชการได้แลกมาแทนสิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม คือสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ซึ่งกว้างกว่าตรงที่ครอบคลุมถึงบุคคลในครอบครัวที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ บิดา มารดา คู่สมรส และบุตร ไม่ใช่คุ้มครองเฉพาะตัวผู้ทำงานคนเดียว จุดนี้เองที่ทำให้มูลค่ารวมของสวัสดิการราชการสูงกว่าที่เห็นบนสลิปมาก โดยเฉพาะคนที่มีพ่อแม่สูงอายุ

ฝั่งที่ต้องยอมรับว่าเสียไปคือสิทธิที่ประกันสังคมมีแต่ระบบราชการไม่มี เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงาน เพราะระบบราชการออกแบบบนสมมติฐานว่าเป็นงานที่มั่นคงและไม่มีการเลิกจ้างแบบเอกชน ถ้าลาออกเองก่อนอายุราชการครบเกณฑ์ คุณจะไม่มีเงินชดเชยการว่างงานมารองรับระหว่างหางานใหม่ ต่างจากลูกจ้างเอกชนที่จ่ายสมทบมาแล้วตามเงื่อนไข ข้อนี้ควรคิดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันตัดสินใจ ไม่ใช่วันที่อยากออก

เทียบรายการหักและสิทธิ ที่เงินเดือนเท่ากัน 18,150 บาท
ประเด็นข้าราชการลูกจ้างเอกชน ม.33
กองทุนภาคบังคับกบข. 3% ของเงินเดือนประกันสังคม 5% ของค่าจ้าง
เพดานฐานคำนวณไม่มีเพดาน คิดจากเงินเดือนจริง17,500 บาท (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569)
ยอดถูกหักต่อเดือน544.50 บาท875 บาท
ฝ่ายที่ใส่เงินเพิ่มให้รัฐสมทบ 3% + ชดเชย 2% เข้าบัญชีรายบุคคลนายจ้างสมทบเข้ากองทุนรวม
สิทธิรักษาพยาบาลเบิกได้ทั้งตนเอง บิดา มารดา คู่สมรส บุตรใช้สิทธิประกันสังคม เฉพาะตนเอง
กรณีว่างงานไม่มีเงินทดแทนการว่างงานมีเงินทดแทนกรณีว่างงาน

เพดานค่าจ้างประกันสังคมปรับเป็นขั้น ตามกฎกระทรวงที่มีผล 1 ม.ค. 2569 คือ 17,500 บาทในช่วงปี 2569–2571 แล้วขยับเป็น 20,000 บาทและ 23,000 บาทในช่วงถัดไป · ฝั่งข้าราชการไม่มีเพดาน เงินเดือนสูงขึ้นก็หัก 3% ตามจริง แต่รัฐก็สมทบตามสัดส่วนเดียวกัน

รายการหักสมัครใจ ตัวจริงที่ทำให้เงินหายจากสลิป

ถ้าคุณเห็นสลิปของรุ่นพี่แล้วยอดสุทธิเหลือครึ่งเดียวของเงินเดือน อย่าเพิ่งตกใจว่าราชการหักหนัก เพราะส่วนที่หายไปเกือบทั้งหมดมาจากรายการที่เจ้าตัวไปสมัครไว้เอง ไม่ใช่รายการบังคับ และเกือบทุกรายการยกเลิกหรือลดได้ ดูจากสลิปตัวอย่างข้างล่างจะเห็นผลชัด คนเงินเดือน 18,150 บาทคนเดียวกันนี้ ถ้าสมัครออมเพิ่ม กบข. 5% หักสหกรณ์อีกเดือนละ 1,000 บาท และมีเงินฌาปนกิจสงเคราะห์อีก 100 บาท ยอดเข้าบัญชีจะลดจาก 17,605.50 บาท เหลือ 15,598 บาท หายไปกว่าสองพันบาทโดยที่รายการหักบังคับไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียว รายการสมัครใจที่พบบ่อยที่สุดมีสี่กลุ่ม

กลุ่มแรกคือเงินออมเพิ่ม กบข. หลังพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฉบับแก้ไขปี 2566 สมาชิกออมเพิ่มได้สูงสุด 27% ของเงินเดือน ซึ่งเมื่อรวมกับเงินสะสมภาคบังคับ 3% จะออมกับ กบข. ได้สูงสุด 30% ของเงินเดือน ข้อควรรู้คือรัฐไม่ได้สมทบเพิ่มตามสัดส่วนที่คุณออมเพิ่ม เงินสมทบยังคงเป็น 3% และเงินชดเชยยังคงเป็น 2% เท่าเดิม เงินออมเพิ่มทุกบาทจึงเป็นเงินของคุณล้วน ๆ ที่ฝากให้กองทุนบริหารต่อ

กลุ่มที่สองคือสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงาน ซึ่งเป็นรายการที่กินเนื้อเงินเดือนหนักที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะมักมีทั้งค่าหุ้นรายเดือน เงินฝาก และงวดชำระหนี้เงินกู้รวมอยู่ในบรรทัดเดียวกัน สหกรณ์แต่ละแห่งกำหนดอัตราค่าหุ้นขั้นต่ำและเงื่อนไขการกู้ต่างกัน จึงต้องดูข้อบังคับของสหกรณ์ในกรมของตัวเอง ไม่มีอัตรากลางที่ใช้ได้ทุกที่

กลุ่มที่สามคือฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มช่วยเหลือค่าจัดการศพซึ่งกันและกันตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 หลายส่วนราชการมีสมาคมของตัวเองและหักเงินสงเคราะห์ผ่านบัญชีเงินเดือนได้ วิธีเก็บเงินคือเรียกเก็บเป็นรายศพจากสมาชิกทุกคน อัตราต่อศพและจำนวนศพในแต่ละเดือนต่างกันไปตามข้อบังคับของแต่ละสมาคม ตัวอย่างที่พบคือระดับหลักสิบบาทต่อศพ ยอดหักรายเดือนจึงไม่คงที่เท่ากันทุกเดือน

กลุ่มที่สี่คือการชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 51 องค์กรนายจ้างทั้งภาครัฐและเอกชนมีหน้าที่หักเงินได้ของผู้กู้ยืมแล้วนำส่งกรมสรรพากรพร้อมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนราชการจึงหักให้อัตโนมัติเมื่อได้รับแจ้งยอดจากกองทุน จุดที่ควรทำคือเข้าไปเช็กยอดในระบบของกองทุนเองด้วย ไม่ใช่รอดูจากสลิปอย่างเดียว และสำหรับรายการที่เป็นหนี้ทั้งหลาย มีเพดานคุ้มครองอยู่ชั้นหนึ่งที่ควรรู้ไว้ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 มีมติให้ทุกส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ปรับหลักเกณฑ์การหักเงินเดือนชำระหนี้ให้เหลือเงินเดือนสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามแนวระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2551 แปลว่าหน่วยงานไม่ควรหักจนคุณเหลือติดลบหรือเหลือหลักร้อย ถ้าสลิปของคุณเหลือน้อยกว่านั้น ให้เข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่การเงินและเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างการหัก

สลิปเดียวกัน แต่สมัครหักสมัครใจไว้ครบ (ตัวอย่างสมมติ)

ประมาณการ

เงินเดือน ป.ตรี แรกบรรจุ

18,150

หัก เงินสะสม กบข. 3% (บังคับ)

-544.50

หัก ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (บังคับ)

เป็นศูนย์เพราะเงินได้สุทธิทั้งปียังไม่ถึง 150,000 บาท

0

หัก ออมเพิ่ม กบข. 5% (สมัครใจ)

ตั้งเปอร์เซ็นต์เองได้ รวมกับเงินสะสมภาคบังคับแล้วไม่เกิน 30% ของเงินเดือน

-907.50

หัก หุ้นและเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ (สมมติ)

อัตราจริงขึ้นกับข้อบังคับสหกรณ์ของแต่ละหน่วยงานและยอดที่สมัครไว้

-1,000

หัก ฌาปนกิจสงเคราะห์ (สมมติ)

สมมติเดือนนั้นเรียกเก็บ 2 ราย รายละ 50 บาท — ยอดจริงไม่เท่ากันทุกเดือน

-100

ยอดโอนเข้าบัญชีต่อเดือน

15,598บาท/เดือน

ตัวเลขรายการหักสมัครใจเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นผลกระทบ ไม่ใช่อัตรามาตรฐาน ติ๊กออกแล้วยอดจะกลับไปที่ 17,605.50 บาท ซึ่งคือกรณีมีเฉพาะรายการหักบังคับ · มติคณะรัฐมนตรี 19 ธ.ค. 2566 ให้ส่วนราชการหักชำระหนี้โดยเหลือเงินเดือนสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30

ยอดเข้าบัญชีของวุฒิอื่น และเคล็ดอ่านสลิปราชการให้เป็น

ไล่ให้ครบทุกวุฒิภายใต้สมมติฐานเดียวกัน คือมีเฉพาะรายการหักบังคับ ใช้ค่าลดหย่อนพื้นฐาน และคิด กบข. 3% จากเงินเดือนตามบัญชี ผลออกมาคือทุกวุฒิเสียภาษีศูนย์บาทเหมือนกันหมด ต่างกันแค่ยอด กบข. ที่ถูกหักไปตามสัดส่วนเงินเดือน วุฒิ ปวช. เข้าบัญชีราว 13,039 บาท ปวส. ราว 14,182 บาท ปริญญาตรี 17,605.50 บาท ปริญญาโท ราว 20,545 บาท และปริญญาเอก ราว 24,648 บาท

สองวุฒิแรกมีรายละเอียดเพิ่มคือได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวมาบวก ตามระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2567 ผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 14,600 บาท จะได้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 2,000 บาท แต่รวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกิน 14,600 บาท วุฒิ ปวช. เงินเดือน 11,380 บาท จึงได้เต็ม 2,000 บาท ส่วนวุฒิ ปวส. เงินเดือน 13,920 บาท ได้เพิ่มเพียง 680 บาทเพราะยอดรวมชนเพดานพอดี

จุดที่คนคำนวณผิดบ่อยคือเอาเงินเพิ่มการครองชีพไปคูณ 3% ด้วย ซึ่งไม่ถูก เพราะเงินสะสม กบข. คิดจากเงินเดือนตามบัญชีเงินเดือนเท่านั้น ไม่ได้คิดจากเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว วุฒิ ปวช. จึงถูกหัก กบข. 341.40 บาท ไม่ใช่ 401.40 บาท ถ้าจะให้ชัวร์ที่สุดสำหรับสายงานเฉพาะที่มีเงินเพิ่มพิเศษ ให้ถามเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดว่าฐานคำนวณของหน่วยงานใช้บรรทัดไหนบ้าง

ทีนี้มาถึงเรื่องอ่านสลิป สลิปเงินเดือนราชการแบ่งเป็นสองฝั่งเสมอ ฝั่งซ้ายคือรายรับ ฝั่งขวาคือรายการหัก แล้วปิดท้ายด้วยยอดสุทธิ สิ่งที่ต้องแยกให้ออกในฝั่งรายรับคือคำว่า เงินเดือน กับคำว่า เงินเพิ่ม ไม่ใช่ของเดียวกัน เงินเดือนคือตัวเลขตามบัญชีที่ใช้เป็นฐานคิดทั้ง กบข. และสูตรบำนาญตอนเกษียณ ส่วนเงินเพิ่มไม่ว่าจะเป็นเงินเพิ่มการครองชีพ เงินประจำตำแหน่ง หรือเงินเพิ่มพิเศษตามสายงาน เป็นก้อนที่จ่ายแยกและมีเงื่อนไขของตัวเอง

อีกบรรทัดที่ทำให้เข้าใจผิดง่ายคือเงินตกเบิก ซึ่งเกิดเวลามีการเลื่อนเงินเดือนย้อนหลังหรือปรับบัญชีเงินเดือน เงินก้อนนี้เข้าเดือนเดียวแล้วหายไป ถ้าเผลอเอายอดสุทธิของเดือนที่มีตกเบิกไปเทียบกับเงินเดือนเอกชนหรือไปวางแผนผ่อนอะไรสักอย่าง คุณจะประเมินรายได้ประจำสูงเกินจริง หลักง่าย ๆ ในการอ่านคือดูบรรทัดเงินเดือนเป็นตัวตั้ง ดูรายการหักบังคับสองรายการ แล้วค่อยดูว่าที่เหลือเป็นรายการที่ตัวเองสมัครไว้เองทั้งนั้น

ยอดเข้าบัญชีประมาณการ แต่ละวุฒิ กรณีมีเฉพาะรายการหักบังคับ
วุฒิเงินเดือน + เงินเพิ่มการครองชีพหัก กบข. 3%ภาษีเข้าบัญชีประมาณ
ปวช.11,380 + 2,000341.40013,038.60
ปวส.13,920 + 680417.60014,182.40
ป.ตรี18,150544.50017,605.50
ป.โท21,180635.40020,544.60
ป.เอก25,410762.30024,647.70

เป็นเลขคำนวณตรงจากรายการหักบังคับสองรายการเท่านั้น ภายใต้ค่าลดหย่อนพื้นฐาน · เงินสะสม กบข. คิดจากเงินเดือนตามบัญชี ไม่รวมเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว · สลิปจริงจะต่างไปตามรายการหักสมัครใจของแต่ละคน

ผังสลิปเงินเดือนราชการ อ่านทีละฝั่ง
ฝั่งรายรับฝั่งรายการหัก
เงินเดือน — ตัวเลขตามบัญชี ใช้เป็นฐานคิด กบข. และบำนาญเงินสะสม กบข. 3% — บังคับ ยกเลิกไม่ได้
เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว — เฉพาะผู้มีเงินเดือนไม่ถึง 14,600 บาทภาษีหัก ณ ที่จ่าย — บังคับ แต่เป็นศูนย์ได้ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์
เงินประจำตำแหน่ง / เงินเพิ่มพิเศษตามสายงาน — มีเฉพาะบางตำแหน่งออมเพิ่ม กบข. — สมัครใจ ปรับเปอร์เซ็นต์เองได้
เงินตกเบิก — ย้อนหลังจากการเลื่อนเงินเดือนหรือปรับบัญชี ไม่ใช่ยอดประจำสหกรณ์ / ฌาปนกิจสงเคราะห์ / กยศ. — ตามที่สมัครหรือตามที่กองทุนแจ้ง

อ่านสลิปให้ถูกต้องเริ่มที่บรรทัดเงินเดือน ไม่ใช่ยอดรายรับรวม เพราะยอดรวมอาจมีเงินตกเบิกเดือนเดียวปนอยู่ และเงินเพิ่มบางก้อนหายไปเมื่อเปลี่ยนตำแหน่ง

อยากเห็นตัวเลข 17,605.50 ในสลิปตัวเอง ต้องผ่านภาค ก ก่อน

ทุกบรรทัดในบทความนี้ ตั้งแต่เงินสมทบ 3% ที่รัฐใส่ให้ ไปจนถึงสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลให้พ่อแม่ จะเริ่มนับก็ต่อเมื่อมีชื่อคุณอยู่ในบัญชีข้าราชการจริง ๆ และด่านแรกของสายพลเรือนสามัญคือหนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. หรือที่เรียกกันว่าภาค ก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ประกาศรับสมัครส่วนใหญ่กำหนดไว้ก่อนจะมีสิทธิสอบภาค ข ของแต่ละกรม

ภาค ก รูปแบบปัจจุบันมีสามวิชา คือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ภาษาอังกฤษ และความรู้กับลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี รวม 100 ข้อ 200 คะแนน และต้องผ่านเกณฑ์ทุกวิชาตามระดับวุฒิ ไม่ใช่รวมคะแนนแล้วเฉลี่ยผ่าน คนจำนวนมากพลาดเพราะทุ่มอ่านคณิตศาสตร์อย่างเดียวแล้วไปตกภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องสะสมทีละนิดมากกว่าจะอัดคืนเดียว

ที่ snamsob.com เราทำคลังข้อสอบภาค ก แยกตามวิชาและหัวข้อย่อยพร้อมเฉลยอธิบายทีละข้อ มีชุดข้อสอบเสมือนจริงแบบจับเวลา และมีระบบวิเคราะห์ว่าคุณอ่อนหัวข้อไหนแล้วพาไปฝึกซ่อมตรงจุด แทนที่จะอ่านวนอยู่กับเรื่องที่ทำได้อยู่แล้ว วิธีใช้ที่ได้ผลคือทำชุดจับเวลาหนึ่งรอบเพื่อหาจุดอ่อนก่อน แล้วค่อยกลับไปไล่เก็บหัวข้อที่พลาดซ้ำ

ลองทำฟรีได้เลยโดยไม่ต้องจ่ายก่อน เพื่อดูว่าสไตล์โจทย์ตรงกับที่คุณต้องเจอไหม ถ้าถูกใจแล้วค่อยเปิดใช้เต็มระบบ วันที่คุณเปิดสลิปเดือนแรกแล้วเห็นบรรทัด เงินสะสม กบข. 3% หักไป 544.50 บาท คุณจะรู้ทันทีว่ามันไม่ใช่เงินที่หายไป แต่เป็นเงินที่เพิ่งเริ่มทำงานให้คุณ

อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดและตารางหักลดหย่อนของกรมสรรพากร (ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท · หักค่าใช้จ่ายเงินได้ 40(1) ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท · ยกเว้นเงินสะสม กบข. ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 500,000 บาท), อัตราเงินสะสม เงินสมทบ และเงินชดเชยตามที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการประกาศ (สะสมขั้นต่ำ 3% · สมทบ 3% · ชดเชย 2% · ออมเพิ่มรวมได้ไม่เกิน 30% ของเงินเดือน ตาม พ.ร.บ. กบข. ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2566), พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 (ยกเว้นข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ), กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้คำนวณเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งมีผล 1 ม.ค. 2569 (เพดาน 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท ในช่วงปี 2569–2571), พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553, พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 51, พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545, มติคณะรัฐมนตรี 19 ธ.ค. 2566 เรื่องหลักเกณฑ์หักเงินเดือนชำระหนี้ให้เหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว พ.ศ. 2567 · ตัวเลขคำนวณทั้งหมดเป็นประมาณการภายใต้สมมติฐานค่าลดหย่อนพื้นฐาน คนโสด ไม่มีบุตร มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว ยอดจริงบนสลิปขึ้นกับค่าลดหย่อนและรายการหักสมัครใจของแต่ละคน โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดและประกาศฉบับล่าสุดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

เงินเดือนข้าราชการ 18,150 หักแล้วเหลือเท่าไหร่

ถ้ามีเฉพาะรายการหักบังคับ เหลือประมาณ 17,605.50 บาทต่อเดือน มาจากเงินเดือน 18,150 บาท หักเงินสะสม กบข. ร้อยละ 3 เท่ากับ 544.50 บาท และหักภาษีเงินได้ 0 บาท เพราะเมื่อคำนวณทั้งปีด้วยค่าลดหย่อนพื้นฐานแล้วเงินได้สุทธิอยู่ที่ 51,266 บาท ซึ่งยังอยู่ในช่วงยกเว้น 150,000 บาทแรก และไม่มีการหักประกันสังคมเพราะข้าราชการไม่อยู่ในระบบนั้น ส่วนใครที่เหลือน้อยกว่านี้มาก แปลว่ามีรายการหักสมัครใจอย่างสหกรณ์ ออมเพิ่ม กบข. ฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือ กยศ. รวมอยู่ด้วย

ข้าราชการเสียภาษีเท่าไหร่ เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเสีย

ภายใต้ค่าลดหย่อนพื้นฐาน คือหักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสะสม กบข. 3% จุดที่เริ่มเสียภาษีบาทแรกอยู่ที่เงินเดือนประมาณ 26,600 ถึง 26,700 บาทต่อเดือน แปลว่าอัตราแรกบรรจุของข้าราชการทุกวุฒิ ตั้งแต่ ปวช. 11,380 บาท จนถึงปริญญาเอก 25,410 บาท ยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีเลย ตัวอย่างคนที่เสียแล้วคือเงินเดือน 35,000 บาท เงินได้สุทธิ 247,400 บาท เสียภาษี 4,870 บาทต่อปี หรือราวเดือนละ 406 บาท ถ้ามีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่ม เช่น บิดามารดา บุตร หรือประกัน ตัวเลขจะต่ำลงไปอีก

ทำไมสลิปข้าราชการไม่มีบรรทัดประกันสังคม

เพราะพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 กำหนดว่าไม่ใช้บังคับแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ข้าราชการจึงไม่ได้เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ตั้งแต่ต้น ที่แลกมาคือสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ซึ่งครอบคลุมทั้งตัวเอง บิดา มารดา คู่สมรส และบุตร กว้างกว่าสิทธิประกันสังคมที่คุ้มครองเฉพาะผู้ประกันตน แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีเงินทดแทนกรณีว่างงานแบบที่ประกันสังคมมี

กบข. หัก 3% จากอะไร รวมเงินเพิ่มค่าครองชีพด้วยไหม

คิดจากเงินเดือนตามบัญชีเงินเดือน ไม่รวมเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ตัวอย่างเช่นผู้บรรจุใหม่วุฒิ ปวช. ที่มีเงินเดือน 11,380 บาทและได้เงินเพิ่มการครองชีพอีก 2,000 บาท จะถูกหักเงินสะสม กบข. 341.40 บาท ซึ่งคิดจาก 11,380 บาท ไม่ใช่คิดจากยอดรวม 13,380 บาท และ 3% นี้เป็นอัตราขั้นต่ำภาคบังคับ โดยรัฐยังใส่เงินสมทบอีก 3% กับเงินชดเชยอีก 2% เข้าบัญชีรายบุคคลของคุณเพิ่มให้ด้วย ถ้าสายงานของคุณมีเงินเพิ่มพิเศษเฉพาะทาง ควรถามเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดว่าฐานคำนวณใช้บรรทัดไหนบ้าง

หน่วยงานหักเงินเดือนชำระหนี้ได้สูงสุดเท่าไหร่

คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 มีมติให้ทุกส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ปรับหลักเกณฑ์การหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ โดยให้มีเงินเดือนคงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามแนวระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2551 ที่กำหนดหลักการนี้ไว้ก่อน แปลว่าหน่วยงานไม่ควรหักจนคุณเหลือหลักร้อยหรือติดลบ ถ้าสลิปของคุณเหลือต่ำกว่าเกณฑ์นี้ ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่การเงินและเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างการหัก เพราะเรื่องนี้เป็นแนวปฏิบัติที่หน่วยงานต้องดำเนินการอยู่แล้ว

ภาษีเป็นศูนย์แล้ว ยังต้องยื่นแบบภาษีอยู่ไหม

ต้องยื่น เพราะเกณฑ์การยื่นแบบกับเกณฑ์การเสียภาษีเป็นคนละเรื่องกัน ผู้มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียวตามมาตรา 40(1) ที่เป็นโสด มีหน้าที่ยื่นแบบเมื่อมีเงินได้เกิน 120,000 บาทต่อปี ซึ่งข้าราชการแรกบรรจุที่มีเงินได้ทั้งปี 217,800 บาทเข้าเกณฑ์นี้แน่นอน ถึงแม้คำนวณแล้วภาษีจะเป็นศูนย์ก็ยังต้องยื่นตามกำหนด ข้อดีคือถ้าปีไหนถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกิน การยื่นแบบคือช่องทางเดียวที่จะขอคืนเงินส่วนเกินได้