สนามสอบทั้งหมด

เงินเดือนข้าราชการ 2569 แรกบรรจุแต่ละวุฒิเท่าไหร่ และโตอย่างไร

ถ้าคุณบรรจุเข้ารับราชการพลเรือนสามัญด้วยวุฒิปริญญาตรีในตอนนี้ เงินเดือนแรกบรรจุจะอยู่ในช่วงประมาณ 18,150–19,970 บาทต่อเดือน วุฒิ ปวช. เริ่มที่ 11,380 บาท ปวส. 13,920 บาท ปริญญาโท 21,180 บาท และปริญญาเอก 25,410 บาท ตัวเลขชุดนี้เป็นผลจากการปรับฐานเงินเดือนสองปีติดกันตามมติคณะรัฐมนตรีปลายปี 2566 ซึ่งทยอยมีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 และ 1 พฤษภาคม 2568 แต่ตัวเลขแรกบรรจุยังไม่ใช่รายได้ทั้งหมด เพราะบางวุฒิยังมีเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวมาบวก และหลังบรรจุแล้วยังมีการเลื่อนเงินเดือนปีละสองรอบกับเงินประจำตำแหน่งเมื่อขึ้นระดับ บทความนี้จะไล่ให้เห็นทั้งเส้นทางว่าเงินเดือนข้าราชการเริ่มที่เท่าไหร่ และโตไปทางไหนได้บ้าง

เงินเดือนแรกบรรจุข้าราชการพลเรือนล่าสุด แต่ละวุฒิได้เท่าไหร่

อัตราแรกบรรจุที่ใช้อยู่ ณ ปีงบประมาณ 2569 คือชุดที่มีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 ได้แก่ วุฒิ ปวช. 11,380–12,520 บาท วุฒิ ปวส. 13,920–15,320 บาท วุฒิปริญญาตรี (หลักสูตร 4 ปี) 18,150–19,970 บาท วุฒิปริญญาโท 21,180–23,300 บาท และวุฒิปริญญาเอก 25,410–27,960 บาท ตัวเลขเหล่านี้คือเงินเดือนก่อนหักภาษีและก่อนหักเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ไม่ใช่ยอดที่เข้าบัญชีจริง

หลายคนสงสัยว่าทำไมประกาศรับสมัครถึงเขียนเป็นช่วง ไม่ใช่ตัวเลขเดียว คำตอบคือสำนักงาน ก.พ. กำหนดเป็นช่วงเงินเดือนแรกบรรจุ แล้วให้ส่วนราชการเลือกอัตราภายในช่วงนั้นตามหลักเกณฑ์ของตัวเอง เช่น ความขาดแคลนของสายงาน คุณวุฒิที่ตรงกว่า หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในทางปฏิบัติประกาศรับสมัครสอบแข่งขันส่วนใหญ่จะระบุอัตราที่ขอบล่างของช่วงไว้ก่อน เช่น 18,150 บาทสำหรับวุฒิปริญญาตรี ดังนั้นถ้าเห็นตัวเลข 18,150 ในประกาศ ไม่ได้แปลว่าประกาศนั้นให้น้อยกว่าที่อื่น แต่เป็นการอ้างขอบล่างของช่วงเดียวกัน

ที่มาของตัวเลขชุดนี้คือมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ที่เห็นชอบให้ปรับอัตราแรกบรรจุขึ้นประมาณร้อยละ 10 ต่อปี ติดต่อกันสองปี โดยรอบแรกมีผล 1 พฤษภาคม 2567 และรอบที่สองมีผล 1 พฤษภาคม 2568 เป้าหมายเชิงนโยบายคือทำให้ผู้บรรจุใหม่วุฒิปริญญาตรีมีเงินเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 18,000 บาท ซึ่งฐาน 18,150 บาทในปัจจุบันผ่านเป้าหมายนั้นแล้ว ตอนเสนอมตินั้นประมาณการงบประมาณที่ต้องใช้ไว้ราว 7,200 ล้านบาทสำหรับปีแรก และราว 8,800 ล้านบาทสำหรับปีที่สอง

ข้อควรระวังคือตัวเลขแรกบรรจุเป็นเรื่องที่ปรับได้ตามมติคณะรัฐมนตรีและงบประมาณของแต่ละปี ณ เดือนสิงหาคม 2569 ยังไม่มีการประกาศปรับฐานรอบใหม่ต่อจากรอบ 1 พฤษภาคม 2568 ดังนั้นก่อนตัดสินใจสมัครสอบตำแหน่งใดควรเปิดประกาศรับสมัครฉบับจริงของกรมนั้นดูช่องอัตราเงินเดือนอีกครั้งเสมอ เพราะบางสายงานหรือบางวุฒิเฉพาะทางอาจได้รับอัตราที่ต่างจากตารางกลาง

อีกจุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าวุฒิสูงกว่าจะได้ระดับตำแหน่งสูงกว่าด้วย ความจริงคือผู้บรรจุใหม่ทั้งวุฒิปริญญาตรีและปริญญาโทในสายวิชาการจะเริ่มที่ระดับปฏิบัติการเหมือนกัน ต่างกันแค่ตัวเลขเงินเดือนตั้งต้นเท่านั้น ส่วนการขึ้นเป็นระดับชำนาญการต้องอาศัยระยะเวลาการดำรงตำแหน่งและการประเมินตามหลักเกณฑ์ ไม่ได้ข้ามขั้นเพราะวุฒิสูง

เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ก้อนที่ทำให้วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีได้มากกว่าในตาราง

ถ้าเงินเดือนของคุณยังไม่ถึงเดือนละ 14,600 บาท คุณมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวอีกเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 14,600 บาท และถ้ารวมกันแล้วยังไม่ถึงเดือนละ 11,000 บาท จะได้รับเพิ่มจนครบ 11,000 บาท หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2567 ซึ่งขยับเพดานเดิมจาก 13,285 บาทขึ้นมาเป็น 14,600 บาท

ลองคิดเป็นตัวเลขจริงจะเห็นภาพชัดขึ้น ผู้บรรจุใหม่วุฒิ ปวช. ที่ได้เงินเดือน 11,380 บาท จะได้เงินเพิ่มการครองชีพเต็ม 2,000 บาท รวมเป็น 13,380 บาทต่อเดือน เพราะยอดรวมยังไม่ชนเพดาน 14,600 บาท ส่วนผู้บรรจุใหม่วุฒิ ปวส. ที่ได้เงินเดือน 13,920 บาท จะได้เงินเพิ่มไม่เต็มก้อน เพราะถ้าบวก 2,000 เต็มจะเกินเพดาน จึงได้เพิ่มเท่าที่ทำให้ยอดรวมเป็น 14,600 บาทพอดี

สำหรับวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปที่มีเงินเดือนแรกบรรจุ 18,150 บาท ถือว่าเกินเพดาน 14,600 บาทไปแล้ว จึงไม่ได้รับเงินก้อนนี้ นี่คือเหตุผลที่ช่องว่างรายได้จริงระหว่างวุฒิ ปวส. กับวุฒิปริญญาตรีตอนแรกบรรจุจะแคบกว่าที่ตารางเงินเดือนแสดง เพราะฝั่งวุฒิต่ำกว่ามีเงินเพิ่มมาช่วยดัน ขณะที่ฝั่งวุฒิปริญญาตรีเห็นเงินเดือนอย่างเดียว

เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวไม่ได้ให้เฉพาะข้าราชการ แต่ครอบคลุมลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ และทหารกองประจำการด้วย จุดสำคัญคือคำว่าชั่วคราวในชื่อ ก้อนนี้ไม่ใช่เงินเดือนถาวร แต่เป็นมาตรการที่รัฐบาลปรับเพดานและอัตราได้ตามมติคณะรัฐมนตรีในแต่ละช่วง ดังนั้นเมื่อฐานเงินเดือนถูกปรับขึ้นในอนาคต เงินก้อนนี้อาจถูกทบทวนใหม่ ควรตรวจระเบียบฉบับล่าสุดของกระทรวงการคลังก่อนใช้คำนวณรายได้ระยะยาว

เงินเดือนโตอย่างไรหลังบรรจุ การเลื่อนเงินเดือนปีละ 2 รอบ

ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนปีละ 2 ครั้ง คือรอบที่มีผล 1 เมษายน และรอบที่มีผล 1 ตุลาคม โดยเลื่อนเป็นร้อยละของฐานในการคำนวณ ไม่ใช่การเลื่อนขั้นเป็นครึ่งขั้นหรือหนึ่งขั้นแบบระบบเก่าอีกแล้ว หมายความว่าคนที่ฐานเงินเดือนสูงกว่าจะได้เม็ดเงินต่อเปอร์เซ็นต์มากกว่าโดยอัตโนมัติ

วงเงินที่ใช้เลื่อนไม่ได้เปิดกว้างไม่จำกัด แต่ละรอบจะคำนวณจากวงเงินไม่เกินร้อยละ 3 ของอัตราเงินเดือนรวมของข้าราชการที่มีตัวอยู่จริง ณ วันที่ 1 มีนาคม สำหรับรอบเมษายน และ ณ วันที่ 1 กันยายน สำหรับรอบตุลาคม พูดง่ายๆ คือเป็นก้อนงบที่หน่วยงานได้มาแล้วต้องเอาไปแบ่งให้คนทั้งหน่วยงาน ไม่ใช่ตัวเลขที่รับประกันว่าทุกคนจะได้ร้อยละ 3 เท่ากันหมด

การแบ่งก้อนนี้ใช้ผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการเป็นตัวตั้ง ประกอบกับข้อมูลการลาและพฤติกรรมการมาทำงาน คนที่ผลประเมินอยู่ระดับสูงจะได้ร้อยละที่มากกว่า ส่วนคนที่ผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์อาจไม่ได้เลื่อนในรอบนั้นเลย แต่ละส่วนราชการจะประกาศหลักเกณฑ์และช่วงร้อยละตามระดับผลประเมินของตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่ควรถามรุ่นพี่ในกรมที่คุณจะไปมากกว่าจะเดาจากตัวเลขกลาง

อีกกลไกที่ทำให้เงินเดือนโตแบบก้าวกระโดดไม่ใช่การเลื่อนรายปี แต่คือการเลื่อนระดับตำแหน่ง เพราะแต่ละระดับมีเพดานเงินเดือนของตัวเอง เมื่อเงินเดือนไต่ไปชนเพดานของระดับปฏิบัติการแล้ว การเลื่อนรายปีจะเริ่มตัน ทางเดียวที่จะขยับเพดานต่อคือการได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และสูงขึ้นไป ซึ่งต้องผ่านทั้งระยะเวลาการดำรงตำแหน่งขั้นต่ำและการประเมินผลงานตามหลักเกณฑ์ของสายงานนั้น

สรุปสำหรับคนที่กำลังวางแผนชีวิต ในช่วง 5 ปีแรกอย่าคาดหวังการเติบโตแบบเอกชนสายเทคที่กระโดดทีละหลายพัน แต่ให้มองว่าเงินเดือนข้าราชการโตแบบทบต้นช้าๆ แล้วไปได้เปรียบเมื่อบวกเงินประจำตำแหน่งกับสิทธิหลังเกษียณเข้าไป ซึ่งเป็นสองก้อนที่ระบบเอกชนส่วนใหญ่ไม่มีให้

เงินประจำตำแหน่ง รายได้ก้อนที่สองที่มาพร้อมระดับ

เงินประจำตำแหน่งเป็นเงินที่จ่ายแยกต่างหากจากเงินเดือน และไม่ใช่ทุกคนจะได้ ผู้บรรจุใหม่ระดับปฏิบัติการหรือปฏิบัติงานยังไม่มีสิทธิรับก้อนนี้ ต้องได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิเสียก่อน เช่น ตำแหน่งประเภทวิชาการตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป ตำแหน่งประเภทอำนวยการ และตำแหน่งประเภทบริหาร

อัตราที่ใช้อยู่เป็นไปตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2567 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2567 สำหรับตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการได้เดือนละ 3,500 บาท ระดับชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท ระดับเชี่ยวชาญ 9,900 บาท และระดับทรงคุณวุฒิ 13,000 บาทหรือ 15,600 บาทแล้วแต่กรณี ข้อสำคัญคือสิทธินี้ให้เฉพาะตำแหน่งในสายงานตามบัญชีที่ ก.พ. กำหนดให้มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง ไม่ใช่ว่าทุกสายงานที่ขึ้นถึงระดับชำนาญการจะได้อัตโนมัติ

ฝั่งตำแหน่งบริหารตัวเลขจะสูงกว่านั้นมาก อัตราสูงสุดตามกฎ ก.พ. ฉบับนี้อยู่ที่เดือนละ 21,000 บาท สำหรับตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงบางกลุ่ม เช่น ปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมที่มีฐานะเทียบเท่าตามที่ ก.พ. กำหนด ส่วนตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงอื่นอยู่ที่ 14,500 บาท เห็นได้ว่าเมื่อไต่ถึงระดับบน เงินประจำตำแหน่งอาจกลายเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของรายได้รวม

นอกจากเงินประจำตำแหน่งตามกฎ ก.พ. แล้ว บางสายงานยังมีเงินเพิ่มเฉพาะของตัวเองอีกชั้น เช่น เงินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของบางสายงานวิชาชีพ ซึ่งกำหนดโดยระเบียบเฉพาะของแต่ละระบบ ไม่ได้ใช้ตารางเดียวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ ถ้าคุณเล็งสายงานเฉพาะทางอยู่ ควรค้นระเบียบของสายงานนั้นแยกอีกครั้ง เพราะรายได้รวมจริงอาจต่างจากที่คำนวณจากตารางกลางพอสมควร

เทียบกับพนักงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และธนาคารรัฐ

ถ้าดูเฉพาะเงินเดือนเดือนแรก พนักงานราชการมักได้มากกว่าข้าราชการที่วุฒิเดียวกัน ตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 ผู้ที่ได้รับการจ้างตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 ในกลุ่มงานบริหารทั่วไปด้วยวุฒิปริญญาตรี ได้ค่าตอบแทนเริ่มต้น 21,780 บาท เทียบกับข้าราชการวุฒิเดียวกันที่เริ่ม 18,150 บาท เหตุผลคือบัญชีค่าตอบแทนพนักงานราชการถูกตั้งให้สูงกว่าอัตราข้าราชการโดยตั้งใจ เพื่อชดเชยที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการบางส่วน

แต่ถ้าดูยาว ภาพจะกลับกัน พนักงานราชการเป็นการจ้างตามสัญญาที่มีกำหนดเวลา เลื่อนค่าตอบแทนปีละครั้ง และใช้ระบบประกันสังคมแทนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ขณะที่ข้าราชการเลื่อนปีละสองรอบ มีเงินประจำตำแหน่งเมื่อขึ้นระดับ และมีบำเหน็จบำนาญกับสิทธิรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมครอบครัว เส้นรายได้สะสมของสองสถานะนี้จึงมักตัดกันในช่วงกลางอายุงาน ไม่ใช่ตัดสินกันที่เดือนแรก

ฝั่งรัฐวิสาหกิจ คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบให้ปรับอัตราแรกบรรจุตามไปด้วย โดยกำหนดพื้นสำหรับวุฒิปริญญาตรีไว้ไม่ต่ำกว่า 16,500 บาทตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2567 และไม่ต่ำกว่า 18,150 บาทตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 พร้อมให้ปรับค่าจ้างชดเชยแก่พนักงานเดิมที่ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่ให้คนเก่าได้น้อยกว่าคนใหม่ ทั้งนี้การปรับของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงพื้นขั้นต่ำ ในทางปฏิบัติธนาคารของรัฐและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งจ่ายสูงกว่าพื้นนั้นและมีโบนัสตามผลประกอบการกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มเข้ามา แต่ก็ไม่มีบำนาญและไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลแบบข้าราชการ อีกจุดที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือประกาศรับสมัครของธนาคารรัฐมักมีทั้งตำแหน่งพนักงานประจำและตำแหน่งลูกจ้างสัญญาจ้าง ซึ่งอัตราเริ่มต้นและสวัสดิการต่างกันมาก อย่าเหมารวมว่าเป็นตัวเลขเดียวกัน

วิธีเทียบที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคืออย่าดูแค่เงินเดือนเดือนแรก ให้เทียบสามอย่างพร้อมกัน หนึ่งคือเพดานเงินเดือนของสายงานนั้นเมื่ออยู่ครบ 10 ถึง 15 ปี สองคือสิทธิรักษาพยาบาลว่าคุ้มครองเฉพาะตัวเองหรือครอบคลุมบิดามารดาและบุตรด้วย และสามคือเงินที่จะได้หลังเกษียณว่าเป็นบำนาญรายเดือนตลอดชีพหรือเป็นเงินก้อนจากกองทุน สามข้อนี้ต่างหากที่ทำให้ตัวเลข 18,150 กับ 21,780 มีความหมายไม่เหมือนกันเลย

อยากเริ่มต้นที่ฐานเงินเดือนนี้ ต้องผ่านภาค ก ก่อน

ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้จะกลายเป็นของคุณก็ต่อเมื่อผ่านด่านแรกได้ก่อน สำหรับการบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญโดยการสอบแข่งขัน ส่วนใหญ่กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีหนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป หรือที่เรียกกันติดปากว่าภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ก่อนจึงจะมีสิทธิสมัครสอบภาค ข ซึ่งเป็นการวัดความรู้เฉพาะตำแหน่งของแต่ละกรม แล้วจึงไปต่อภาค ค ที่เป็นการสอบสัมภาษณ์และประเมินความเหมาะสม

ภาค ก ในรูปแบบปัจจุบันประกอบด้วยสามวิชา ได้แก่ วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี รวมทั้งหมด 100 ข้อ 200 คะแนน โดยผู้สอบต้องได้คะแนนผ่านเกณฑ์ทุกวิชาตามที่ ก.พ. กำหนดสำหรับแต่ละระดับวุฒิ ไม่ใช่รวมคะแนนแล้วเฉลี่ยผ่าน จุดนี้เป็นที่ตกม้าตายของคนจำนวนมาก เพราะทุ่มอ่านคณิตศาสตร์อย่างเดียวแล้วไปตกวิชาภาษาอังกฤษ

ปัจจัยใหม่ที่ควรรู้คือเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางปฏิรูปการบริหารกำลังคนภาครัฐ ซึ่งรวมถึงการชะลอการขอรับจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี ให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลังที่มีอยู่และบรรจุอัตราว่างจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ที่ประกาศไว้แล้วหรือที่อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมทั้งทยอยยุบเลิกตำแหน่งสายงานสนับสนุน 11 สายงานเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ผลที่ตามมาคือจำนวนอัตราที่เปิดสอบมีแนวโน้มลดลงในบางสายงาน และการแข่งขันจะสูงขึ้น

แปลเป็นภาษาคนเตรียมสอบคือ ยิ่งอัตราน้อยลง คนที่สอบภาค ก ผ่านและถือหนังสือรับรองไว้ในมือแล้วยิ่งได้เปรียบ เพราะเมื่อกรมไหนประกาศรับสมัครขึ้นมา คุณสมัครได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรอบสอบภาค ก ของปีถัดไป การเตรียมภาค ก ล่วงหน้าจึงไม่ใช่การทำงานเผื่ออีกต่อไป แต่เป็นการซื้อโอกาสไว้ก่อน

ถ้าคุณกำลังเริ่มต้น ลองฝึกทำโจทย์ภาค ก แบบจับเวลาได้ฟรีที่ snamsob.com เรามีชุดข้อสอบทดลองให้ทำฟรีทุกวิชา มีข้อสอบเสมือนจริงแบบจับเวลา และมีระบบวิเคราะห์ว่าคุณอ่อนหัวข้อไหนเพื่อพาไปฝึกซ่อมตรงจุด ทำให้เวลาที่มีจำกัดถูกใช้กับเรื่องที่ทำคะแนนได้จริง แทนที่จะอ่านวนอยู่กับเรื่องที่ทำได้อยู่แล้ว

อัปเดตข้อมูล ส.ค. 2569 · อ้างอิงมติคณะรัฐมนตรี 28 พ.ย. 2566 เรื่องปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ 2 ปี (มีผล 1 พ.ค. 2567 และ 1 พ.ค. 2568), ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2567, กฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2567, ประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 และมติคณะรัฐมนตรี 11 ส.ค. 2569 เรื่องปฏิรูปการบริหารกำลังคนภาครัฐ · ตัวเลขทุกรายการปรับได้ตามมติคณะรัฐมนตรีและงบประมาณรายปี ควรตรวจสอบกับประกาศรับสมัครฉบับจริงของหน่วยงานอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

บรรจุข้าราชการวุฒิปริญญาตรี ได้เงินเดือน 18,000 บาทจริงไหม

จริงในความหมายว่าฐานแรกบรรจุปัจจุบันอยู่เหนือ 18,000 บาทแล้ว ตัวเลขที่ใช้จริงคือช่วง 18,150–19,970 บาทต่อเดือน สำหรับวุฒิปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 ประกาศรับสมัครของกรมส่วนใหญ่จะระบุอัตราขอบล่าง 18,150 บาทไว้ก่อน และตัวเลขนี้เป็นเงินเดือนก่อนหักภาษีกับเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ยอดที่โอนเข้าบัญชีจริงจะน้อยกว่านี้เล็กน้อย

ปี 2569 มีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการอีกไหม

ณ เดือนสิงหาคม 2569 อัตราแรกบรรจุที่ใช้อยู่ยังเป็นชุดเดียวกับที่มีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 เพราะแผนปรับฐานสองปีตามมติคณะรัฐมนตรีปลายปี 2566 ได้ดำเนินการครบทั้งสองรอบไปแล้ว การปรับรอบใหม่ต้องมีมติคณะรัฐมนตรีใหม่และมีงบประมาณรองรับ ควรติดตามประกาศของสำนักงาน ก.พ. และกระทรวงการคลังโดยตรง เพราะข่าวที่แชร์กันในโซเชียลมักเอาตัวเลขของปีเก่ามาปนกับข้อเสนอที่ยังไม่ผ่านมติ

วุฒิ ปวช. หรือ ปวส. เงินเดือนหมื่นต้นๆ มีเงินเพิ่มอะไรช่วยบ้าง

มี คือเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวตามระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2567 ผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 14,600 บาท จะได้รับเพิ่มเดือนละ 2,000 บาท แต่รวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกิน 14,600 บาท และถ้ารวมแล้วยังไม่ถึง 11,000 บาทจะได้เพิ่มจนครบ 11,000 บาท ในทางปฏิบัติผู้บรรจุใหม่วุฒิ ปวช. ที่ได้ 11,380 บาท จะได้เต็ม 2,000 บาทเป็น 13,380 บาท ส่วนวุฒิ ปวส. ที่ได้ 13,920 บาท จะได้เพิ่มไม่เต็มก้อนเพราะยอดรวมชนเพดาน 14,600 บาท

เงินเดือนข้าราชการขึ้นปีละกี่เปอร์เซ็นต์

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่รับประกันรายบุคคล ระบบกำหนดให้พิจารณาเลื่อนเงินเดือนปีละ 2 รอบ คือรอบ 1 เมษายน และรอบ 1 ตุลาคม โดยแต่ละรอบใช้วงเงินไม่เกินร้อยละ 3 ของอัตราเงินเดือนรวมของข้าราชการที่มีตัวอยู่จริง ณ วันที่ 1 มีนาคมและ 1 กันยายนตามลำดับ วงเงินนี้เป็นก้อนรวมของทั้งหน่วยงานที่ต้องนำไปกระจายตามผลการประเมิน คนที่ผลงานดีเด่นจะได้ร้อยละสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนคนที่ผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์อาจไม่ได้เลื่อนในรอบนั้น

บรรจุด้วยวุฒิปริญญาโท ได้เงินเดือนมากกว่าปริญญาตรี คุ้มกับการเรียนต่อไหม

ตอนแรกบรรจุต่างกันประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน คือ 21,180 บาทเทียบกับ 18,150 บาท แต่ทั้งสองวุฒิเริ่มที่ระดับปฏิบัติการเหมือนกัน ไม่ได้ข้ามระดับให้ และตำแหน่งที่เปิดรับเฉพาะวุฒิปริญญาโทมีจำนวนน้อยกว่าตำแหน่งที่รับวุฒิปริญญาตรีมาก ถ้าเป้าหมายคือเข้ารับราชการให้ได้เร็ว การใช้วุฒิปริญญาตรีสมัครแล้วเรียนต่อภายหลังมักได้เปรียบกว่าในแง่จำนวนสนามที่สมัครได้ แต่ถ้าสายงานที่คุณเล็งกำหนดวุฒิปริญญาโทเป็นคุณสมบัติเฉพาะอยู่แล้ว ก็จำเป็นต้องมี

เงินประจำตำแหน่งได้ตั้งแต่วันบรรจุเลยไหม

ไม่ได้ ผู้บรรจุใหม่ที่อยู่ระดับปฏิบัติการหรือปฏิบัติงานยังไม่มีสิทธิรับเงินประจำตำแหน่ง ต้องได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิก่อน เช่น ตำแหน่งประเภทวิชาการในสายงานที่ ก.พ. กำหนดให้มีสิทธิ ตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไปซึ่งได้เดือนละ 3,500 บาท ระดับชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท และระดับเชี่ยวชาญ 9,900 บาท ตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2567 การจะไปถึงจุดนั้นต้องผ่านทั้งระยะเวลาการดำรงตำแหน่งขั้นต่ำและการประเมินผลงานตามหลักเกณฑ์ของสายงาน