เงินเดือนข้าราชการท้องถิ่น 2569 อบต. เทศบาล อบจ. บรรจุใหม่ได้เท่าไหร่
ตอบสั้นก่อน ผู้ที่สอบติดและได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นด้วยวุฒิปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี จะได้เงินเดือนแรกบรรจุ 18,200 บาท ในตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ส่วนวุฒิ ปวส. ได้ 14,030 บาท และวุฒิ ปวช. ได้ 11,510 บาท ในตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราที่ใช้กับผู้ที่บรรจุตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา ซึ่งหมายความว่าคนที่สอบติดในรอบปี 2569 ใช้ตัวเลขชุดนี้ทั้งหมด บทความนี้กางบัญชีอัตราเงินเดือนของท้องถิ่นให้ครบทุกวุฒิ พาไล่ช่วงเงินเดือนของทุกแท่งทุกระดับตั้งแต่ปฏิบัติงานจนถึงปลัดสายบริหารท้องถิ่นระดับสูง แล้วอธิบายว่าเงินประจำตำแหน่ง สวัสดิการ และบำนาญของสาย อปท. ต่างจากข้าราชการพลเรือนสาย ก.พ. ตรงไหนบ้าง
18,200 ฿
เงินเดือนแรกบรรจุวุฒิ ป.ตรี 4 ปี ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น
ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ · ตามผนวก 2 ท้ายประกาศ ก.จ./ก.ท./ก.อบต. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ใช้กับผู้บรรจุตั้งแต่ 1 พ.ค. 2568
ในคู่มือนี้
- 1. เงินเดือนแรกบรรจุท้องถิ่น 2569 แต่ละวุฒิได้เท่าไหร่
- 2. เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ใครได้ ใครไม่ได้
- 3. ระบบแท่งของท้องถิ่นและช่วงเงินเดือนแต่ละระดับ
- 4. เงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนของสายบริหาร-อำนวยการท้องถิ่น
- 5. สวัสดิการท้องถิ่นกับจุดต่างจากข้าราชการ ก.พ. ที่ต้องรู้ก่อนเลือกสนาม
- 6. อยากเริ่มต้นที่ 18,200 บาท ต้องผ่านสนาม กสถ. ก่อน
เงินเดือนแรกบรรจุท้องถิ่น 2569 แต่ละวุฒิได้เท่าไหร่
อัตราแรกบรรจุของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล และพนักงานส่วนตำบล อยู่ในบัญชีอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่คณะกรรมการกลางหรือ ก.พ. รับรอง ซึ่งแนบท้ายประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ประกาศ ณ วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2567 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธานคณะกรรมการกลาง ตัวเลขในบัญชีนี้ระบุเป็นจำนวนเงินตายตัวรายวุฒิ ไม่ใช่ช่วงกว้าง ๆ ให้ตีความเอง
ประกาศฉบับนี้แนบบัญชีมาสองชุด ผนวก 1 ใช้กับผู้ที่บรรจุระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2568 และผนวก 2 ใช้กับผู้ที่บรรจุตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป เหตุที่มีสองชุดเพราะการขึ้นเงินเดือนรอบนี้ถูกออกแบบให้ทยอยขึ้นสองระลอกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งฝั่งข้าราชการพลเรือนก็เดินตามรอบเดียวกันผ่านหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9 เมษายน 2567
สำหรับคนที่กำลังเตรียมสอบหรือรอเรียกบรรจุในปี 2569 ให้ยึดผนวก 2 เป็นหลัก วุฒิปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี ได้ 18,200 บาท ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี ได้ 19,160 บาท ปริญญาโททั่วไปได้ 21,500 บาท ปริญญาเอกได้ 25,670 บาท ฝั่งสายทั่วไป วุฒิ ปวส. ได้ 14,030 บาท ปวท. หรือประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูงได้ 13,230 บาท ปวช. ได้ 11,510 บาท และวุฒิมัธยมศึกษาได้ 10,520 บาท
จุดที่ทำให้คนสับสนบ่อยคือตัวเลขที่แชร์กันตามโซเชียลจำนวนมากยังเป็นชุดผนวก 1 โดยเฉพาะเลข 16,600 บาทของวุฒิปริญญาตรี ซึ่งเป็นอัตราของคนที่บรรจุในช่วงปี 2567 ถึงเมษายน 2568 ไปแล้ว ถ้าเอาเลขนั้นมาวางแผนการเงินของรอบบรรจุปีนี้จะต่ำกว่าความจริงราวหนึ่งพันหกร้อยบาทต่อเดือน
อีกเรื่องที่ควรรู้คือบัญชีชุดนี้ออกเป็นสามฉบับคู่ขนาน คือฉบับของ ก.จ. สำหรับข้าราชการ อบจ. ฉบับของ ก.ท. สำหรับพนักงานเทศบาล และฉบับของ ก.อบต. สำหรับพนักงานส่วนตำบล เนื้อหาและตัวเลขตรงกันทั้งสามฉบับ ดังนั้นคำถามยอดฮิตว่าสอบติดที่ อบต. กับที่เทศบาลได้เงินเดือนต่างกันไหม คำตอบคือไม่ต่างที่ฐานเงินเดือน สิ่งที่ต่างคือตำแหน่งและระดับที่แต่ละแห่งเปิด กับโอกาสเติบโตตามขนาดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
| คุณวุฒิที่บรรจุ | ประเภท / ระดับ | ผนวก 1 (1 พ.ค. 67–30 เม.ย. 68) | ผนวก 2 (ตั้งแต่ 1 พ.ค. 68) |
|---|---|---|---|
| มัธยมศึกษาตอนต้น / ตอนปลาย | ทั่วไป · ปฏิบัติงาน | 9,620 | 10,520 |
| ปวช. | ทั่วไป · ปฏิบัติงาน | 10,340 | 11,510 |
| ปวท. / ป.กศ.สูง / อนุปริญญา 2 ปี | ทั่วไป · ปฏิบัติงาน | 11,960 | 13,230 |
| ปวส. / อนุปริญญา 3 ปี | ทั่วไป · ปฏิบัติงาน | 12,730 | 14,030 |
| ปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี | วิชาการ · ปฏิบัติการ | 16,600 | 18,200 |
| ปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี | วิชาการ · ปฏิบัติการ | 17,570 | 19,160 |
| ปริญญาตรีศึกษาศาสตร์ หลักสูตร 5 ปี | วิชาการ · ปฏิบัติการ | 16,600 | 18,200 |
| ประกาศนียบัตรบัณฑิต (1 ปีต่อจาก ป.ตรี) | วิชาการ · ปฏิบัติการ | 17,570 | 20,120 |
| ปริญญาโททั่วไป | วิชาการ · ปฏิบัติการ | 19,440 | 21,500 |
| ปริญญาเอก | วิชาการ · ปฏิบัติการ | 23,340 | 25,670 |
ทั้งสามคณะกรรมการกลาง (ก.จ. อบจ. · ก.ท. เทศบาล · ก.อบต.) ออกบัญชีเนื้อหาตรงกัน — ผู้บรรจุปี 2569 ใช้คอลัมน์ผนวก 2 ทั้งหมด
เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ใครได้ ใครไม่ได้
เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเป็นเงินคนละก้อนกับเงินเดือน และไม่ได้จ่ายให้ทุกคน กติกาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งไปยัง ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต.จังหวัด ทุกจังหวัดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 ล้อกับระเบียบกระทรวงการคลังฉบับปี 2567 คือ ผู้ที่ตำแหน่งกำหนดคุณสมบัติเฉพาะไว้ว่าต้องใช้วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี และมีเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 14,600 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มอีกเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกิน 14,600 บาท
คำว่าไม่เกิน 14,600 บาทเป็นหัวใจของสูตรนี้ เพราะมันแปลว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่การเติมเงินให้เท่ากันทุกคน แต่เป็นการเติมจนชนเพดาน คนที่เงินเดือนต่ำมากจะได้เต็ม 2,000 บาท ส่วนคนที่เงินเดือนใกล้เพดานอยู่แล้วจะได้เพียงเศษที่เหลือ และยังมีข้อกำหนดซ้อนอีกชั้นว่าถ้ารวมกันแล้วยังไม่ถึง 11,000 บาท ให้เติมจนถึง 11,000 บาท ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่มักตกไปถึงพนักงานจ้างมากกว่าข้าราชการ
ผลของกติกานี้ต่อคนบรรจุใหม่ปี 2569 คือ ผู้ที่บรรจุด้วยวุฒิปริญญาตรีในตำแหน่งประเภทวิชาการจะไม่ได้เงินก้อนนี้เลย เพราะทั้งเข้าเงื่อนไขวุฒิไม่ได้และเงินเดือน 18,200 บาทก็เกินเพดาน 14,600 บาทไปแล้ว ส่วนผู้ที่บรรจุด้วยวุฒิ ปวส. ในตำแหน่งประเภททั่วไปซึ่งได้เงินเดือน 14,030 บาท จะได้เงินเพิ่มเพียง 570 บาท เพื่อดันยอดรวมให้พอดี 14,600 บาท
คนที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือวุฒิ ปวช. ซึ่งเงินเดือน 11,510 บาท เมื่อบวก 2,000 บาทเต็มจำนวนแล้วได้ 13,510 บาท ซึ่งยังไม่ชนเพดาน จึงรับเงินก้อนนี้ได้เต็ม ส่วนวุฒิ ปวท. ที่เงินเดือน 13,230 บาท จะได้ 1,370 บาท ก็ชนเพดานพอดีเช่นกัน
ข้อควรระวังคือเงินก้อนนี้ชื่อว่าชั่วคราวจริง ๆ เพดานและอัตราถูกทบทวนตามระเบียบกระทรวงการคลังเป็นรอบ ๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องออกคำสั่งจ่ายตามหนังสือสั่งการที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ตัวเลขในตารางข้างล่างจึงเป็นการคำนวณจากกติกาปัจจุบัน ให้ยึดคำสั่งของ อปท. ต้นสังกัดเป็นข้อยุติเสมอ
| วุฒิ / ประเภทตำแหน่ง | เงินเดือนแรกบรรจุ | เงินเพิ่มการครองชีพ | รวมต่อเดือน |
|---|---|---|---|
| มัธยมศึกษา — ประเภททั่วไป | 10,520 | 2,000 | 12,520 |
| ปวช. — ประเภททั่วไป | 11,510 | 2,000 | 13,510 |
| ปวท. — ประเภททั่วไป | 13,230 | 1,370 | 14,600 |
| ปวส. — ประเภททั่วไป | 14,030 | 570 | 14,600 |
| ป.ตรี 4 ปี — ประเภทวิชาการ | 18,200 | ไม่ได้รับ | 18,200 |
| ป.โท — ประเภทวิชาการ | 21,500 | ไม่ได้รับ | 21,500 |
คำนวณจากอัตราแรกบรรจุผนวก 2 ประกอบกติกา 2,000 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 14,600 บาท เฉพาะตำแหน่งที่กำหนดวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี — ยอดจริงยึดคำสั่งของ อปท. ต้นสังกัด
ระบบแท่งของท้องถิ่นและช่วงเงินเดือนแต่ละระดับ
ข้าราชการส่วนท้องถิ่นใช้ระบบแท่งเหมือนข้าราชการพลเรือน แต่ชื่อแท่งสายบริหารไม่เหมือนกัน โครงสร้างของ อปท. แบ่งเป็นสี่ประเภท ได้แก่ ประเภททั่วไป ซึ่งมีระดับปฏิบัติงาน ชำนาญงาน และอาวุโส ประเภทวิชาการ ซึ่งมีระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญ ประเภทอำนวยการท้องถิ่น ซึ่งมีระดับต้น กลาง สูง และประเภทบริหารท้องถิ่น ซึ่งมีระดับต้น กลาง สูง เช่นกัน
การไล่ระดับในทางปฏิบัติหมายความว่า คนที่เข้ามาด้วยวุฒิ ปวส. เริ่มที่ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน แล้วไต่ไปชำนาญงานและอาวุโส ส่วนคนที่เข้ามาด้วยวุฒิปริญญาตรีเริ่มที่ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ แล้วไต่ไปชำนาญการและชำนาญการพิเศษ ใครที่อยากขึ้นสายบริหารจะต้องข้ามไปแท่งอำนวยการท้องถิ่นซึ่งเป็นระดับหัวหน้าฝ่ายและผู้อำนวยการกอง ก่อนจะขึ้นแท่งบริหารท้องถิ่นซึ่งเป็นระดับรองปลัดและปลัด
ปี 2569 มีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต้องรู้ คณะกรรมการกลางในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เห็นชอบให้เปลี่ยนจากบัญชีเงินเดือนแบบขั้นซึ่งเรียกกันว่าบัญชี 5 ไปใช้บัญชีเงินเดือนแบบช่วงหรือบัญชี 6 พร้อมเปลี่ยนการเลื่อนเงินเดือนจากระบบขั้นเป็นระบบร้อยละ โดยกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 และให้ผู้ที่ปรับเข้าบัญชีใหม่ได้รับอัตราเท่าเดิมไปก่อน ตัวช่วงเงินเดือนต่ำสุดถึงสูงสุดของแต่ละระดับจึงไม่ได้ขยับหนีจากเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีขยับภายในช่วง
ประเด็นที่ต้องเตือนกันตรง ๆ คือสถานะทางกฎหมายของบัญชี 6 ยังมีข่าวขัดกันอยู่ ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 21 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งเปิดทางให้เลื่อนเงินเดือนแบบร้อยละ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 และมีผลตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2569 แล้วก็จริง แต่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ยังมีรายงานข่าวว่านายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นระบุว่าประกาศชุดที่ผูกกับบัญชี 6 ยังรอการลงนาม ดังนั้นก่อนเอาตัวเลขไปคำนวณสิทธิจริง ควรถามฝ่ายบุคคลของ อปท. ต้นสังกัดว่าหน่วยงานเบิกจ่ายตามบัญชีใดอยู่
ถึงอย่างนั้น ช่วงเงินเดือนของแต่ละระดับก็ยังใช้วางแผนอาชีพได้ดี เพราะแถบของแต่ละระดับซ้อนทับกันเยอะมาก ประเภททั่วไประดับอาวุโสมีเพดาน 54,090 บาท ซึ่งสูงกว่าขั้นต่ำของบริหารท้องถิ่นระดับสูงเสียอีก แปลว่าคนที่เข้าด้วยวุฒิ ปวส. แล้วรับราชการยาวก็มีเงินเดือนแซงคนที่เพิ่งขึ้นสายบริหารได้จริง ส่วนสิ่งที่สายบริหารให้เพิ่มคือเพดานที่ไกลกว่าและเงินประจำตำแหน่งซึ่งเป็นคนละก้อนกับเงินเดือน
ช่วงเงินเดือนข้าราชการส่วนท้องถิ่นตามบัญชี 6 (บาท/เดือน)
ปฏิบัติงานวุฒิ ปวช.–ปวส. เริ่มที่นี่
8,750–25,020
ชำนาญงานสายทั่วไประดับกลาง
13,470–40,900
อาวุโสเพดานของสายทั่วไป
18,010–54,090
ปฏิบัติการวุฒิ ป.ตรีขึ้นไป เริ่มที่นี่
9,740–30,020
ชำนาญการสายวิชาการระดับกลาง
15,050–49,580
ชำนาญการพิเศษเริ่มมีสิทธิเงินประจำตำแหน่ง
21,550–66,490
เชี่ยวชาญเพดานของสายวิชาการ
24,400–77,380
ต้นหัวหน้าฝ่าย / ผู้อำนวยการกอง
15,430–50,170
กลางผู้อำนวยการสำนัก/กองระดับกลาง
22,140–67,560
สูงอำนวยการระดับสูง
25,080–78,020
ต้นรองปลัด อปท.
15,850–51,140
กลางปลัดเทศบาล / ปลัด อบต. ระดับกลาง
22,700–68,640
สูงเพดานสูงสุดของสายท้องถิ่น
25,770–80,450
สังเกตว่าแถบซ้อนกันมาก — เพดานของประเภททั่วไประดับอาวุโส 54,090 บาท สูงกว่าขั้นต่ำของบริหารท้องถิ่นระดับสูงที่ 25,770 บาทหลายเท่า ระดับจึงกำหนดเพดาน ไม่ได้กำหนดรายได้วันนี้
เงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนของสายบริหาร-อำนวยการท้องถิ่น
เมื่อขึ้นสายอำนวยการหรือสายบริหาร รายได้จะไม่ได้มาจากเงินเดือนอย่างเดียว แต่มีเงินประจำตำแหน่งเข้ามาเป็นก้อนที่สอง และสำหรับบางระดับยังมีก้อนที่สามที่เรียกว่าเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือน ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายเป็นรายเดือนแยกต่างหาก
หลักเกณฑ์ของก้อนที่สามอยู่ในประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2564 ซึ่งคณะกรรมการระดับจังหวัดนำไปออกประกาศต่อ สาระคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่นระดับสูงและระดับกลาง ประเภทอำนวยการท้องถิ่นระดับสูงและระดับกลาง และประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญและชำนาญการพิเศษ ซึ่งได้รับเงินประจำตำแหน่งอยู่แล้ว จะได้รับเงินค่าตอบแทนรายเดือนอีกจำนวนเท่ากับเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับ
ประกาศฉบับเดียวกันยังกำหนดกรณีเฉพาะไว้สองข้อ ข้อแรกคือผู้ที่มีสิทธิได้ทั้งสองก้อนแต่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง ให้งดจ่ายทั้งเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนพิเศษ แต่ยังคงได้รับค่าตอบแทนรายเดือน 3,500 บาท ข้อที่สองคือผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการพิเศษที่ไม่มีสิทธิรับเงินประจำตำแหน่ง ให้ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน 3,500 บาทเช่นกัน
อัตราเงินประจำตำแหน่งจริงต่างกันตามตำแหน่งและระดับ ตัวอย่างจากแผนอัตรากำลัง 3 ปีของเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งซึ่งเป็นเอกสารเปิดเผยของทางราชการ แสดงให้เห็นภาพชัดว่า หัวหน้าฝ่ายในแท่งอำนวยการท้องถิ่นระดับต้นตั้งงบเงินประจำตำแหน่งไว้ปีละ 18,000 บาท คือเดือนละ 1,500 บาท ผู้อำนวยการกองในแท่งเดียวกันตั้งไว้ปีละ 42,000 บาท คือเดือนละ 3,500 บาท ส่วนปลัดเทศบาลในแท่งบริหารท้องถิ่นระดับกลางตั้งไว้ปีละ 168,000 บาท ซึ่งเท่ากับเดือนละ 14,000 บาท อันเป็นผลรวมของเงินประจำตำแหน่ง 7,000 บาทกับค่าตอบแทนรายเดือนอีก 7,000 บาทพอดี
ตัวเลขชุดนี้อธิบายได้ว่าทำไมช่องว่างรายได้ระหว่างสายปฏิบัติกับสายบริหารของท้องถิ่นถึงกว้างกว่าที่ดูจากบัญชีเงินเดือนอย่างเดียว และทำไมเส้นทางไปสู่ตำแหน่งปลัดจึงเป็นเป้าหมายของคนในสายนี้ อย่างไรก็ตามอัตราจริงยังต่างกันได้ตามประเภทตำแหน่งและขนาดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงควรตรวจจากประกาศของคณะกรรมการจังหวัดที่ อปท. นั้นสังกัดก่อนคำนวณรายได้ของตัวเอง
สลิปประมาณการ ปลัดเทศบาล สายบริหารท้องถิ่น ระดับกลาง
ประมาณการเงินเดือนในช่วงของบริหารท้องถิ่น ระดับกลาง
ช่วงตามบัญชี 6 — ตำแหน่งจริงอยู่ตรงไหนขึ้นกับอายุราชการและผลการเลื่อนเงินเดือน
22,700–68,640
เงินประจำตำแหน่ง
ตัวอย่างจากแผนอัตรากำลัง 3 ปีของเทศบาลตำบล ตั้งงบไว้ปีละ 168,000 บาทรวมสองก้อน
7,000
เงินค่าตอบแทนรายเดือน (เท่ากับเงินประจำตำแหน่ง)
เฉพาะบริหาร/อำนวยการท้องถิ่นระดับกลางและสูง และวิชาการระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไปที่ได้เงินประจำตำแหน่ง
7,000
ประมาณการรายรับต่อเดือน
36,700–82,640บาท/เดือน
ยังไม่รวมค่าเช่าบ้าน ค่าตอบแทนนอกเวลาราชการ และประโยชน์ตอบแทนอื่นที่แต่ละ อปท. กำหนด — ยึดประกาศของคณะกรรมการจังหวัดที่สังกัดเป็นหลัก
| ตำแหน่ง / ระดับ | เงินประจำตำแหน่ง (บาท/เดือน) | ค่าตอบแทนรายเดือน |
|---|---|---|
| หัวหน้าฝ่าย — อำนวยการท้องถิ่น ระดับต้น | 1,500 | ไม่มี |
| ผู้อำนวยการกอง — อำนวยการท้องถิ่น ระดับต้น | 3,500 | ไม่มี |
| รองปลัด — บริหารท้องถิ่น ระดับต้น | 3,500 | ไม่มี |
| ปลัดเทศบาล — บริหารท้องถิ่น ระดับกลาง | 7,000 | 7,000 |
| วิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ ที่ไม่มีสิทธิรับเงินประจำตำแหน่ง | ไม่มี | 3,500 |
อ้างอิงประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง เงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนฯ พ.ศ. 2564 ประกอบแผนอัตรากำลัง 3 ปีของเทศบาลตำบลแห่งหนึ่ง ปีงบประมาณ 2567–2569 — อัตราต่างกันได้ตามตำแหน่งและขนาด อปท.
สวัสดิการท้องถิ่นกับจุดต่างจากข้าราชการ ก.พ. ที่ต้องรู้ก่อนเลือกสนาม
ค่ารักษาพยาบาลของสายท้องถิ่นเดินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2557 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ครอบคลุมทั้งตัวผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว โดยบุคคลในครอบครัวตามระเบียบนี้หมายถึงบุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และบิดาหรือมารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย เบิกได้ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของสถานพยาบาลราชการ ส่วนสถานพยาบาลเอกชนเบิกได้เฉพาะผู้ป่วยในตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
ความต่างที่แหลมคมที่สุดอยู่ที่บำเหน็จบำนาญ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่ได้อยู่ในระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือ กบข. แบบข้าราชการพลเรือน แต่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 ซึ่งมาตรา 6 และมาตรา 9 ตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นหรือ ก.บ.ท. ขึ้นมาเป็นแหล่งจ่าย โดย อปท. แต่ละแห่งต้องตั้งงบส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ทุกปี
ผลในทางตัวเลขคือฐานคำนวณบำนาญของสายท้องถิ่นใช้เงินเดือนเดือนสุดท้ายก่อนออกจากราชการ ต่างจากสมาชิก กบข. ที่ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ส่วนเกณฑ์สิทธิใกล้เคียงกัน คือมีเวลาราชการไม่ครบ 10 ปีบริบูรณ์ได้บำเหน็จ ครบ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปได้บำนาญ ออกด้วยเหตุสูงอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และออกด้วยเหตุรับราชการนานเมื่อมีเวลาราชการครบ 30 ปีบริบูรณ์ หรือลาออกเมื่อครบ 25 ปีบริบูรณ์
อีกจุดต่างที่กระทบชีวิตจริงคือแหล่งเงิน เงินเดือนของสายท้องถิ่นเบิกจากงบประมาณของ อปท. ต้นสังกัดเอง ไม่ใช่งบของกรมหรือกระทรวง ขนาดและฐานะการคลังของ อบต. เทศบาล หรือ อบจ. จึงมีผลกับจำนวนตำแหน่งที่เปิด โอกาสได้ตำแหน่งว่างระดับสูงขึ้น และความเร็วในการโอนย้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ข้าราชการพลเรือนสาย ก.พ. แทบไม่ต้องคิดถึง
สุดท้ายคือกระบวนการสอบ สนามท้องถิ่นสอบโดยคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ซึ่งจัดสอบภาค ก และภาค ข พร้อมกันในคราวเดียว แล้วจึงสอบภาค ค ที่เป็นการสัมภาษณ์ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง ต่างจากสนาม ก.พ. ที่สอบภาค ก เพื่อรับหนังสือรับรองก่อน แล้วค่อยไปสมัครสอบภาค ข ของแต่ละส่วนราชการเป็นรอบ ๆ แปลว่าสนามท้องถิ่นตัดสินกันจบในรอบเดียว ใครเตรียมไม่ทันก็ต้องรอรอบถัดไปซึ่งไม่ได้เปิดทุกปี
| ประเด็น | ข้าราชการส่วนท้องถิ่น (อปท.) | ข้าราชการพลเรือนสามัญ (ก.พ.) |
|---|---|---|
| ผู้กำหนดบัญชีเงินเดือน | ก.จ. / ก.ท. / ก.อบต. หรือที่เรียกรวมว่า ก.กลาง | กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนและพระราชกฤษฎีกาปรับบัญชี |
| แหล่งจ่ายเงินเดือน | งบประมาณของ อปท. ต้นสังกัด | งบประมาณของส่วนราชการ |
| ชื่อแท่งสายบริหาร | อำนวยการท้องถิ่น / บริหารท้องถิ่น | อำนวยการ / บริหาร |
| กฎหมายบำเหน็จบำนาญ | พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 จ่ายผ่านกองทุน ก.บ.ท. | ระบบ กบข. ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ |
| ฐานคำนวณบำนาญ | เงินเดือนเดือนสุดท้ายก่อนออกจากราชการ | สมาชิก กบข. ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย |
| ค่ารักษาพยาบาล | ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ พ.ศ. 2557 เบิกจาก อปท. | พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล |
| รูปแบบการสอบ | กสถ. สอบภาค ก และ ข พร้อมกัน แล้วภาค ค | สอบภาค ก ของ ก.พ. ก่อน แล้วไปสอบภาค ข รายส่วนราชการ |
ทั้งสองสายมีสิทธิพื้นฐานคล้ายกันมาก เพราะกฎหมายบำเหน็จบำนาญท้องถิ่นเขียนไว้ตั้งแต่ต้นว่าให้ได้รับเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนและทหาร ต่างกันที่ผู้จ่ายและกลไก
อยากเริ่มต้นที่ 18,200 บาท ต้องผ่านสนาม กสถ. ก่อน
ตัวเลขทั้งหมดในหน้านี้จะกลายเป็นเงินในบัญชีก็ต่อเมื่อชื่อของคุณอยู่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้และถูกเรียกบรรจุ สนามท้องถิ่นแข่งกันหนักเพราะสอบครั้งเดียวได้ทั้งภาค ก และภาค ข และเมื่อขึ้นบัญชีแล้วก็รอเรียกตามลำดับที่ในภาคและเขตที่เลือกไว้ ลำดับที่จึงมีค่ามากกว่าคำว่าผ่าน คนที่ได้คะแนนสูงกว่าเพียงไม่กี่คะแนนอาจได้เรียกบรรจุเร็วกว่าเป็นปี
ภาค ก ของท้องถิ่นวัดสามด้านหลักคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ซึ่งรวมคณิตศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อมูล ภาษาไทยที่เน้นการอ่านจับใจความและการใช้ภาษา และภาษาอังกฤษ บวกกับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนภาค ข วัดความรู้เฉพาะตำแหน่งที่สมัคร ซึ่งต่างกันไปคนละโลกระหว่างนักวิชาการเงินและบัญชีกับนายช่างโยธา
ที่ snamsob.com เรามีคลังข้อสอบสนามท้องถิ่นแยกตามวิชาและหัวข้อย่อยพร้อมเฉลยอธิบายทีละข้อ และมีชุด mock จับเวลาที่จำลองสัดส่วนข้อสอบและวิธีตัดแบบเรียงลำดับคะแนนเหมือนสนามจริง ทำเสร็จปุ๊บระบบจะบอกทันทีว่าหัวข้อไหนดึงคะแนนรวมของคุณลง แทนที่จะรู้ตอนประกาศผลว่าพลาดไปกี่คะแนน
วิธีใช้ที่ได้ผลที่สุดคือทำ mock เต็มชุดหนึ่งรอบเพื่อวัดฐานก่อน แล้วกลับไปฝึกซ่อมเฉพาะหัวข้อที่ผิดซ้ำ ก่อนจะกลับมาทำอีกชุดเพื่อดูว่าคะแนนขยับจริงหรือแค่รู้สึกว่าขยับ ลองฟรีได้ก่อนเพื่อดูว่าแนวข้อสอบตรงกับที่คุณต้องเจอหรือเปล่า แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเดินสายท้องถิ่นหรือสาย ก.พ. ต่อ
อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิงบัญชีอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิ ผนวก 1 และผนวก 2 ท้ายประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นได้รับเงินเดือน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ประกาศ ณ วันที่ 26 ก.ย. 2567 (แนบท้ายหนังสือสำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ลงวันที่ 30 ก.ย. 2567), หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9 เม.ย. 2567 ตามมติ ครม. 28 พ.ย. 2566, แนวทางเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งเมื่อ 17 ต.ค. 2567 ประกอบระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2567, ประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนฯ พ.ศ. 2564, ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 21 ลงวันที่ 30 ธ.ค. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา 9 ม.ค. 2569), มติ ก.กลาง ครั้งที่ 2/2569 เมื่อ 26 ก.พ. 2569 เรื่องบัญชี 6, ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2557 และ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 · ช่วงเงินเดือนบัญชี 6 อ้างอิงตารางที่สื่อหลักเผยแพร่ตามมติ ก.กลาง และสถานะการประกาศใช้ยังมีข่าวขัดกันในกลางปี 2569 · โปรดตรวจสอบกับประกาศรับสมัครฉบับจริงและฝ่ายบุคคลของ อปท. ต้นสังกัดก่อนใช้ตัวเลขคำนวณสิทธิ