สนามสอบทั้งหมด

สอบท้องถิ่นต่างจาก ก.พ. อย่างไร ใบภาค ก ใช้ร่วมกันได้ไหม

ตอบตรงที่สุดก่อน: ใช้ร่วมกันไม่ได้ หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. เอาไปยื่นสมัครสอบท้องถิ่นไม่ได้ และผลสอบภาค ก ของท้องถิ่นก็เอาไปใช้แทนใบ ก.พ. กับกรมต่าง ๆ ไม่ได้เช่นกัน เพราะเป็นการสอบคนละระบบ คนละเจ้าภาพ และคนละชุดวิชา ใครอยากเข้าท้องถิ่นต้องไปสอบภาค ก ของท้องถิ่นเองในรอบที่ กสถ. เปิด ข่าวดีคือไม่ต้องรอสอบ ก.พ. ให้ผ่านก่อน สมัครได้เลยถ้าวุฒิตรงตำแหน่ง ข่าวร้ายคือท้องถิ่นไม่ได้เปิดสอบทุกปี บทความนี้สรุปให้ครบว่าสองสนามต่างกันตรงไหนบ้าง เกณฑ์ผ่านคิดยังไง และถ้าจะเตรียมคู่กันควรวางแผนแบบไหน

กสถ. คือใคร และสอบท้องถิ่นเดินเรื่องยังไง

กสถ. ย่อมาจาก คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น เป็นคณะกรรมการที่ทำหน้าที่จัดสอบแข่งขันแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. เทศบาล อบจ. และเมืองพัทยา) ที่ร้องขอให้จัดสอบให้ โดยมีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นฝ่ายเลขานุการ พูดง่าย ๆ คือ อปท. ทั่วประเทศไม่ได้ต่างคนต่างสอบ แต่รวมอัตราว่างมาสอบรอบเดียวพร้อมกันทั้งประเทศ

โครงสร้างการสอบมี 3 ภาค คือ ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป, ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง และ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สัมภาษณ์และตรวจเอกสาร) ผู้ที่จะได้เข้าภาค ค ต้องผ่านทั้งภาค ก และภาค ข มาก่อน

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือลำดับการสอบ ท้องถิ่นจัดสอบภาค ก และภาค ข ในวันเดียวกัน รอบปี 2568 สอบวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ช่วงเช้าเป็นภาค ก ช่วงบ่ายเป็นภาค ข แล้วเรียกผู้ผ่านไปสัมภาษณ์ภาค ค ทีหลัง (รอบนั้นสัมภาษณ์ 27-29 มกราคม 2569) จึงไม่มีขั้นตอนที่จะเอาใบผ่านภาค ก ของ ก.พ. มายื่นแทนได้

ขณะที่ฝั่ง ก.พ. แยกเป็นสองขั้นชัดเจน สำนักงาน ก.พ. จัดสอบเฉพาะภาค ก แล้วออกหนังสือรับรองให้ จากนั้นผู้สอบผ่านต้องไปตามหาประกาศรับสมัครภาค ข ของแต่ละกรมหรือกระทรวงเอง ใบ ก.พ. จึงเป็นเหมือนบัตรผ่านประตูด่านแรก ไม่ใช่การได้งาน

ภาค ก ท้องถิ่น 4 วิชา 100 คะแนน มีกฎหมายท้องถิ่นที่ ก.พ. ไม่มี

ภาค ก ของท้องถิ่นมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน แบ่งเป็น 4 วิชา ตามประกาศรอบล่าสุดคือ วิชาความสามารถในการศึกษา วิเคราะห์และสรุปเหตุผล 30 คะแนน, วิชาความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติราชการ (วิชากฎหมาย) 30 คะแนน, วิชาภาษาไทย 20 คะแนน และวิชาภาษาอังกฤษ 20 คะแนน

หัวใจที่ทำให้ท้องถิ่นต่างจาก ก.พ. อยู่ที่วิชาความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติราชการ ซึ่งประกาศรอบล่าสุดกำหนดกฎหมายไว้ราว 13 ฉบับพร้อมฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กลุ่มแรกเป็นกฎหมายท้องถิ่นโดยตรงที่สนาม ก.พ. ไม่ออกเลย ได้แก่ พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540, พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496, พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537, พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจและการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น

กลุ่มที่สองเป็นกฎหมายกลางที่ข้าราชการทุกสายต้องรู้ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งกลุ่มนี้ทับกับวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีของ ก.พ. อยู่พอสมควร อ่านทีเดียวใช้ได้สองสนาม (ให้ตรวจรายชื่อฉบับจริงจากประกาศรับสมัครรอบที่จะสมัครอีกครั้งเสมอ เพราะรายการนี้ปรับได้ทุกรอบ)

ฝั่ง ก.พ. ภาค ก ปัจจุบันมี 3 วิชา รวม 100 ข้อ 200 คะแนน คือ วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 50 ข้อ, วิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 25 ข้อ จะเห็นว่าไม่มีวิชาใดที่ลงลึกเรื่องโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ อบต. เทศบาล หรือ อบจ. โดยตรง คนที่ผ่าน ก.พ. มาแล้วจึงยังต้องเปิดตำรากฎหมายท้องถิ่นเพิ่มอยู่ดี

เกณฑ์ผ่าน 60% ทุกภาค และอังกฤษห้ามต่ำกว่า 50%

ตามประกาศรอบล่าสุด ผู้สอบท้องถิ่นต้องได้คะแนนภาค ก ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยมีเงื่อนไขซ้อนอีกชั้นว่าวิชาภาษาอังกฤษต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ด้วย และภาค ข ต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เช่นกัน จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบภาค ค

เงื่อนไขภาษาอังกฤษนี้คือกับดักที่ทำคนตกมากที่สุด เพราะวิชาภาษาอังกฤษของท้องถิ่นมีแค่ 20 คะแนน การจะผ่านร้อยละ 50 แปลว่าต้องได้อย่างน้อย 10 คะแนน พลาดเกินครึ่งวิชาก็จบทันที ต่อให้สามวิชาที่เหลือทำได้เกือบเต็มจนคะแนนรวมทะลุ 60 ก็ไม่ช่วย เพราะเป็นการตัดแยกวิชา ไม่ใช่ตัดที่ยอดรวม

ฝั่ง ก.พ. ก็ใช้หลักตัดแยกวิชาเหมือนกัน ตามเกณฑ์ปัจจุบันคือ วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 สำหรับระดับปริญญาตรีและต่ำกว่า (ระดับปริญญาโทใช้เกณฑ์ร้อยละ 65) วิชาภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60

สรุปเชิงยุทธศาสตร์คือ ทั้งสองสนามบังคับ sub-cut ภาษาอังกฤษที่ร้อยละ 50 เท่ากัน แต่ความเสี่ยงในสนามท้องถิ่นสูงกว่าเพราะฐานคะแนนน้อยกว่า ใครที่อ่อนอังกฤษควรถือว่านี่คือวิชาที่ต้องซ้อมก่อนวิชาอื่นเสมอ ไม่ใช่วิชาที่ทิ้งไว้ท้ายสุด

คำตอบเรื่องใบภาค ก ใช้ข้ามสนามไม่ได้ทั้งสองทาง

หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ของ ก.พ. ใช้ได้กับส่วนราชการที่อยู่ในระบบข้าราชการพลเรือนสามัญ คือกรมและกระทรวงต่าง ๆ ที่ประกาศรับสมัครโดยกำหนดว่าต้องเป็นผู้สอบผ่านภาค ก ของ ก.พ. เท่านั้น ท้องถิ่นไม่ได้อยู่ในระบบนี้ แต่อยู่ภายใต้ระบบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่แยกออกมาต่างหาก จึงจัดสอบภาค ก ของตัวเองและไม่รับใบ ก.พ. แทน

ในทางกลับกันก็เช่นกัน ผู้ที่สอบผ่านภาค ก ของท้องถิ่นจะได้หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ของ กสถ. (รอบปี 2568 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านภาค ก เมื่อ 24 ธันวาคม 2568) ซึ่งฝ่าย กสถ. ระบุว่าใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ แต่ใช้ได้เฉพาะกับการสอบแข่งขันในระบบของ กสถ. เท่านั้น จะพกไปยื่นสมัครกับกรมหรือกระทรวงในระบบข้าราชการพลเรือนแทนใบ ก.พ. ไม่ได้ ส่วนรอบถัดไปจะเปิดให้ยื่นหนังสือรับรองฉบับนี้แทนการเข้าสอบภาค ก ใหม่หรือไม่ ต้องดูเงื่อนไขที่เขียนไว้ในประกาศรับสมัครของรอบนั้นเป็นหลัก

ข้อได้เปรียบของแต่ละสนามจึงต่างกันที่ขอบเขตการใช้งาน ใบ ก.พ. ไม่มีวันหมดอายุและใช้เป็นคุณสมบัติยื่นสมัครภาค ข กับกรมและกระทรวงต่าง ๆ ได้เรื่อย ๆ แต่ก็เป็นแค่คุณสมบัติ ไม่ใช่การได้งาน ส่วนท้องถิ่นเด่นตรงที่จบในรอบเดียว สอบทีเดียวได้ทั้งภาค ก และภาค ข แล้วขึ้นบัญชีรอบรรจุได้เลย แต่หนังสือรับรองภาค ก ที่ได้ใช้ได้เฉพาะในระบบ กสถ. และต้องรอให้มีรอบเปิด

เพราะฉะนั้นถ้าเป้าหมายคืออยากทำงานใกล้บ้านในเทศบาลหรือ อบต. อย่ามัวรอให้สอบ ก.พ. ผ่านก่อน เพราะไม่ได้ช่วยอะไรกับสนามท้องถิ่นเลย ให้เตรียมกฎหมายท้องถิ่นควบคู่ไปตั้งแต่ต้น

เลือกตำแหน่ง เลือกเขต และการขึ้นบัญชี

การสมัครสอบท้องถิ่นให้เลือกได้เพียงหนึ่งตำแหน่งและหนึ่งกลุ่มภาค/เขตเท่านั้น ประเทศถูกแบ่งเป็นกลุ่มภาคและเขต เช่น ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยแต่ละกลุ่มภาคยังแยกย่อยเป็นเขตอีก การเลือกเขตจึงเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์พอ ๆ กับการอ่านหนังสือ เพราะคู่แข่งและจำนวนอัตราว่างในแต่ละเขตไม่เท่ากัน

ผู้สอบผ่านครบทั้งสามภาคจะถูกขึ้นบัญชีเรียงตามลำดับคะแนนในกลุ่มภาค/เขตที่สมัคร แล้วเรียกรายงานตัวเพื่อบรรจุตามลำดับในบัญชีนั้น ไม่ใช่บัญชีรวมทั้งประเทศ ลำดับที่ดีในเขตที่มีอัตราว่างมากจึงมีค่ามากกว่าคะแนนสูงในเขตที่แทบไม่มีตำแหน่งว่าง

บัญชีผู้สอบแข่งขันได้มีอายุไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันประกาศขึ้นบัญชี เว้นแต่มีการสอบแข่งขันในตำแหน่งเดียวกันครั้งใหม่และประกาศขึ้นบัญชีใหม่แล้ว บัญชีเดิมถือเป็นอันยกเลิก สำหรับรอบปี 2568 ประกาศขึ้นบัญชีวันที่ 8 เมษายน 2569 ยกเว้นกลุ่มภาคใต้ เขต 1 และเขต 2 ที่เลื่อนสอบไปวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 จากเหตุอุทกภัย จึงประกาศขึ้นบัญชีแยกออกมาภายหลัง

อีกเรื่องที่ต้องติดตามคือประกาศแก้ไขบัญชี กสถ. สามารถออกประกาศยกเลิกบัญชีเดิมบางส่วนและขึ้นบัญชีใหม่ตามผลคะแนนที่ถูกต้องได้ ผู้ที่สอบได้จึงควรตามประกาศอย่างเป็นทางการเป็นระยะ ไม่ควรเชื่อรายชื่อที่แชร์ต่อกันมาในโซเชียลอย่างเดียว

เปิดสอบไม่ทุกปี ควรเตรียมคู่กันไหม

สนาม ก.พ. เปิดสอบภาค ก เป็นประจำทุกปี มีทั้งแบบ e-Exam และแบบกระดาษ ส่วนสนามท้องถิ่นเปิดเป็นรอบตามจำนวนอัตราว่างที่ อปท. ร้องขอเข้ามา ที่ผ่านมาเปิดในปี 2560, 2562, 2564 แล้วเว้นช่วงยาวมาถึงรอบปี 2568 ซึ่งรับสมัคร 7-28 มีนาคม 2568 และสอบ 7 ธันวาคม 2568 แปลว่าถ้ารอเฉพาะท้องถิ่นอย่างเดียว อาจต้องรอสองถึงสี่ปีกว่าจะได้ลงสนาม

คำตอบเรื่องเตรียมคู่กันจึงเป็นควรเตรียม และคุ้มมาก เพราะเมื่อกางผังวิชาของทั้งสองสนามมาเทียบกัน ส่วนที่ใช้ชุดทักษะร่วมกันได้กินสัดส่วนคะแนนส่วนใหญ่ของภาค ก ท้องถิ่น คือวิเคราะห์ 30 ไทย 20 อังกฤษ 20 รวม 70 จาก 100 คะแนน ทักษะคิดวิเคราะห์ อนุกรม เงื่อนไขภาษา อุปมาอุปไมย ตาราง กราฟ ร้อยละ ใช้ร่วมกันได้เกือบทั้งหมด ภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความ สรุปความ เรียงประโยค ก็เป็นชุดทักษะเดียวกัน ส่วนภาษาอังกฤษก็วัดโครงสร้างประโยค คำศัพท์ และบทสนทนาแบบเดียวกัน

ส่วนที่ไม่ทับกันจริง ๆ คือชุดกฎหมาย ท้องถิ่นบังคับกฎหมายเฉพาะเรื่องโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และการบริหารงานบุคคลของ อปท. ซึ่ง ก.พ. ไม่ออก ในทางกลับกัน ก.พ. เน้นความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีในมุมข้าราชการพลเรือน ทั้งสองส่วนนี้ต้องอ่านแยกกัน แต่ก็เป็นสัดส่วนที่เล็กกว่าส่วนที่ใช้ร่วมกันมาก

แผนที่ใช้ได้จริงสำหรับปีที่ท้องถิ่นยังไม่เปิด คือปูพื้นสามวิชาแกน (คิดวิเคราะห์ ไทย อังกฤษ) ให้แน่นแล้วลงสนาม ก.พ. เก็บใบรับรองไว้ก่อน เพราะใบนี้ไม่หมดอายุ พอ กสถ. ประกาศรอบใหม่ค่อยเติมโมดูลกฎหมายท้องถิ่นทับลงไป จะประหยัดเวลาได้หลายเดือนเมื่อเทียบกับการเริ่มนับหนึ่งใหม่

ถ้าอยากซ้อมส่วนที่ทับซ้อนและส่วนที่ต่างไปพร้อมกัน ที่ snamsob.com มีคลังท้องถิ่นที่รวมข้อสอบกฎหมายท้องถิ่นไว้ 61 ข้อ ผูกเลขมาตราให้ตรวจย้อนได้ พร้อมคลังวิชาแกนของสนาม ก.พ. ที่ใช้ร่วมกันได้ ทดลองฝึกฟรีได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก

อัปเดต ส.ค. 2569 · อ้างอิงประกาศและกำหนดการสอบแข่งขันของ กสถ. รอบปี 2568 (รับสมัคร 7-28 มี.ค. 2568 · สอบภาค ก และภาค ข 7 ธ.ค. 2568 · ประกาศรายชื่อผู้ผ่านภาค ก 24 ธ.ค. 2568 · สัมภาษณ์ภาค ค 27-29 ม.ค. 2569 · ประกาศขึ้นบัญชี 8 เม.ย. 2569 · กลุ่มภาคใต้ เขต 1-2 เลื่อนสอบเป็น 15 ก.พ. 2569 และประกาศขึ้นบัญชีแยกภายหลัง) และหลักเกณฑ์การสอบภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ที่ใช้อยู่ในปี 2569 · โครงสร้างวิชา รายชื่อกฎหมาย เกณฑ์ตัดสิน และเงื่อนไขการใช้หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ปรับได้ทุกรอบ ให้ยึดประกาศรับสมัครฉบับล่าสุดของรอบที่จะสมัครเป็นหลักเสมอ

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

สอบผ่านภาค ก ของ ก.พ. แล้ว ต้องสอบภาค ก ของท้องถิ่นอีกไหม

ต้องสอบอีก ใบรับรองของ ก.พ. ใช้ยื่นแทนภาค ก ท้องถิ่นไม่ได้ อย่างในรอบปี 2568 ผู้สมัครสอบภาค ก และภาค ข ในวันเดียวกัน โดยไม่มีการยกเว้นให้ผู้ที่ผ่าน ก.พ. มาแล้ว

ผลสอบภาค ก ท้องถิ่นเก็บไว้ใช้รอบหน้าได้ไหม

ผู้สอบผ่านภาค ก ของท้องถิ่นจะได้หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก ของ กสถ. ซึ่งฝ่าย กสถ. ระบุว่าใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ แต่ใช้ได้เฉพาะกับการสอบแข่งขันในระบบของ กสถ. เท่านั้น ยื่นแทนใบ ก.พ. กับกรมหรือกระทรวงไม่ได้ ส่วนรอบถัดไปจะให้ยื่นแทนการเข้าสอบภาค ก ใหม่ได้หรือไม่ ต้องดูเงื่อนไขในประกาศรับสมัครของรอบนั้นเป็นหลัก

ภาษาอังกฤษได้ 8 จาก 20 แต่คะแนนรวมภาค ก เกิน 60 ผ่านไหม

ไม่ผ่านตามเกณฑ์รอบล่าสุด เพราะวิชาภาษาอังกฤษต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 คือ 10 คะแนนจาก 20 เป็นเงื่อนไขแยกจากคะแนนรวม ต่อให้ยอดรวมสูงแค่ไหนก็ถูกตัดออกทันที

สมัครสอบท้องถิ่นหลายตำแหน่งหรือหลายเขตพร้อมกันได้ไหม

ไม่ได้ เลือกได้ตำแหน่งเดียวและกลุ่มภาค/เขตเดียวเท่านั้น ควรดูจำนวนอัตราว่างของตำแหน่งในแต่ละเขตประกอบก่อนตัดสินใจ เพราะการเรียกบรรจุใช้ลำดับในบัญชีของกลุ่มภาค/เขตที่สมัคร ไม่ใช่บัญชีรวมทั้งประเทศ

ท้องถิ่นเปิดสอบทุกปีไหม รอบต่อไปเมื่อไร

ไม่ได้เปิดทุกปี ที่ผ่านมาเปิดปี 2560, 2562, 2564 และ 2568 ซึ่งเว้นช่วงห่างกันหลายปี รอบถัดไปขึ้นอยู่กับจำนวนอัตราว่างที่ อปท. ร้องขอมา จึงยังไม่มีกำหนดตายตัว ควรติดตามประกาศของ กสถ. เป็นระยะ

จะเตรียมสอบทั้ง ก.พ. และท้องถิ่นพร้อมกันไหวไหม

ไหว และแนะนำให้ทำ เพราะวิชาแกนอย่างคิดวิเคราะห์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษใช้ร่วมกันได้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนต่างหลักคือชุดกฎหมายท้องถิ่นที่ต้องเติมเพิ่มเมื่อ กสถ. ประกาศรอบใหม่ วิธีที่คุ้มที่สุดคือปูวิชาแกนให้แน่นก่อน แล้วค่อยแยกอ่านกฎหมายตามสนามที่จะลง