สนามสอบทั้งหมด

คณิตศาสตร์ ก.พ. 2569 ออกอะไรบ้าง เก็บคะแนนยังไงถ้าพื้นไม่แน่น

ตอบสั้นก่อน ในข้อสอบ ก.พ. ภาค ก ไม่มีวิชาชื่อคณิตศาสตร์แยกออกมาต่างหาก สิ่งที่คนเรียกกันว่าคณิต ก.พ. คือส่วนการคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ ซึ่งอยู่รวมกับเชิงภาษาและเชิงนามธรรมในวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิชานี้มี 50 ข้อ 100 คะแนน และตามประกาศการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นรอบล่าสุด ต้องได้คะแนนรวมทั้งวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 สำหรับวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีและปริญญาตรี หรือร้อยละ 65 สำหรับปริญญาโท แปลเป็นจำนวนข้อคือตอบถูก 30 ข้อ หรือ 33 ข้อสำหรับ ป.โท คำว่า คะแนนรวม คือกุญแจของบทความนี้ เพราะมันแปลว่าคณิตไม่มีเกณฑ์ตัดแยก คนพื้นคณิตไม่แน่นจึงไม่จำเป็นต้องทำคณิตได้เก่ง แค่ต้องเก็บส่วนที่เก็บง่ายให้ครบ แล้วให้ส่วนภาษาไทยกับเหตุผลช่วยดันคะแนนรวมข้ามเส้น บทความนี้ไล่ให้ดูว่าส่วนเชิงปริมาณออกอะไรบ้าง แบ่งเป็นกี่ประเภทโจทย์ แต่ละประเภทควรเล่นยังไง มีตัวอย่างวิธีคิดที่เราแต่งขึ้นเอง และแผน 1 เดือนกับ 3 เดือนสำหรับคนที่ไม่ได้แตะคณิตมานาน

30 จาก 50 ข้อ

จำนวนข้อที่ต้องตอบถูกในวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งคณิตเป็นส่วนหนึ่ง

เกณฑ์ร้อยละ 60 ของ 100 คะแนน (ป.โท ร้อยละ 65 = 33 ข้อ) · นับคะแนนรวมทั้งวิชา คณิตไม่มีเกณฑ์ตัดแยก

คณิต ก.พ. อยู่ตรงไหนของข้อสอบ และทำไมคนพื้นอ่อนยังผ่านได้

ข้อสอบภาค ก รูปแบบปัจจุบันมี 3 วิชา รวม 100 ข้อ 200 คะแนน ได้แก่ วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 50 ข้อ 100 คะแนน วิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ 50 คะแนน และวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 25 ข้อ 50 คะแนน คณิตศาสตร์ไม่ได้เป็นวิชาที่สี่ แต่ซ่อนอยู่ในวิชาแรก ซึ่งหลักสูตรของ ก.พ. แบ่งออกเป็น 3 ด้านคือ การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา การคิดวิเคราะห์เชิงนามธรรม และการคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ

ประกาศรอบปี 2569 เขียนเกณฑ์ไว้ว่าผู้สอบต้องได้ คะแนนรวม วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 (ป.โท ร้อยละ 65) ไม่ได้กำหนดเกณฑ์แยกของแต่ละด้าน ผลในทางปฏิบัติคือคนที่ทำเชิงปริมาณได้แค่ครึ่งเดียว แต่ทำเชิงภาษาและเชิงนามธรรมได้ดี ยังผ่านวิชานี้ได้สบาย ๆ ตรงข้ามกับวิชาอังกฤษและกฎหมายที่ตัดเป็นรายวิชาและชดเชยข้ามวิชากันไม่ได้

ตัวเลขนี้เปลี่ยนวิธีคิดของคนพื้นอ่อนได้ทั้งหมด เป้าหมายของคุณไม่ใช่ ทำคณิตให้ได้ แต่คือ ทำคณิตให้ได้พอที่จะไม่ถ่วงคะแนนรวม ถ้าคุณมั่นใจว่าส่วนภาษาไทยและเหตุผลจะเก็บได้ราวร้อยละ 70 ขึ้นไป คณิตต้องการแค่ราวครึ่งหนึ่งก็พอให้คะแนนรวมแตะ 30 ข้อ ซึ่งครึ่งหนึ่งที่ว่ามาจากโจทย์ที่แพตเทิร์นซ้ำและใช้แค่บวก ลบ คูณ หาร กับร้อยละ

แต่อย่าตีความว่าทิ้งคณิตได้ทั้งก้อน เพราะส่วนเชิงปริมาณกินข้อสอบเป็นสัดส่วนใหญ่ของวิชา ถ้าทิ้งหมดแล้วเดาล้วน ส่วนภาษาไทยกับเหตุผลต้องเกือบเต็มถึงจะดึงกลับมาได้ ซึ่งเสี่ยงเกินไป เกมที่ถูกคือเก็บคณิตส่วนที่ง่ายให้แน่น แล้วตั้งใจปล่อยส่วนที่ยากตั้งแต่ก่อนเข้าห้องสอบ

เรื่องเวลา ข้อสอบ 100 ข้อใน 3 ชั่วโมง เฉลี่ยราว 1.8 นาทีต่อข้อ โจทย์คณิตคือส่วนที่กินเวลามากที่สุด กฎที่ใช้ได้จริงคือข้อไหนคิดเกิน 2 นาทีแล้วยังไม่เห็นทางให้ทำเครื่องหมายไว้แล้วข้ามทันที ทุกข้อได้ 2 คะแนนเท่ากัน อนุกรมยากหนึ่งข้อไม่ได้มีค่ามากกว่าข้อร้อยละง่าย ๆ หนึ่งข้อ

ที่ยืนของคณิตในวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (ตามประกาศรอบล่าสุด ปี 2569)
ด้านขอบเขตตามหลักสูตร ก.พ.เกณฑ์ผ่าน
เชิงปริมาณ (ที่เรียกกันว่าคณิต)ความเข้าใจ ความคิดรวบยอด และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น การเปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงปริมาณ และการประเมินความพอเพียงของข้อมูลไม่มีเกณฑ์แยก นับรวมทั้งวิชา
เชิงนามธรรม (เหตุผล)การหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงคำ ข้อความ หรือรูปภาพ และการหาข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผลไม่มีเกณฑ์แยก นับรวมทั้งวิชา
เชิงภาษา (ภาษาไทย)การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ความเข้าใจในการอ่าน การจับใจความ และการสรุปความไม่มีเกณฑ์แยก นับรวมทั้งวิชา
รวมทั้งวิชา50 ข้อ 100 คะแนน ข้อละ 2 คะแนนร้อยละ 60 = 30 ข้อ (ป.โท ร้อยละ 65 = 33 ข้อ)

ถ้อยคำขอบเขตสรุปจากหลักสูตรการสอบที่ ก.พ. ใช้และรายงานข่าวที่อ้างประกาศปี 2569 · ประกาศเขียนเกณฑ์เป็นร้อยละ คอลัมน์จำนวนข้อเป็นการแปลงให้เห็นภาพ · ป.โท ร้อยละ 65 เท่ากับ 65 คะแนน ซึ่งคะแนนขยับทีละ 2 จึงต้องถูกอย่างน้อย 33 ข้อ

5 ประเภทโจทย์ที่ต้องเจอ สัดส่วนโดยประมาณ และกลยุทธ์รายประเภท

ต้องพูดให้ตรงก่อนว่า สำนักงาน ก.พ. ประกาศเฉพาะ ขอบเขตที่วัด ของแต่ละด้าน ไม่ได้ประกาศว่าแต่ละด้านหรือแต่ละประเภทโจทย์มีกี่ข้อ ตัวเลขจำนวนข้อในตารางด้านล่างเป็นการประมาณการจากที่ผู้เข้าสอบรอบหลัง ๆ รายงานไว้ใกล้เคียงกัน ใช้เพื่อวางน้ำหนักการฝึกได้ แต่อย่าเอาไปคำนวณคะแนนแบบเป๊ะ ๆ และแต่ละรอบอาจเบี้ยวไปจากนี้ได้

อีกเรื่องที่ควรรู้คือการจัดหมวดของสำนักติวไม่ตรงกัน บางแห่งนับอนุกรมอยู่ในเชิงปริมาณ บางแห่งนับอยู่ในเชิงนามธรรม เช่นเดียวกับเงื่อนไขสัญลักษณ์ที่ส่วนใหญ่นับเป็นเชิงนามธรรม แต่ใช้ทักษะเปรียบเทียบค่าแบบคณิต เราจึงรวมทั้งสองไว้ในบทความนี้ด้วย เพราะไม่ว่าจะจัดหมวดไหน มันก็อยู่ในวิชาเดียวกันที่นับคะแนนรวมกันอยู่ดี

ลำดับความคุ้มค่าสำหรับคนพื้นอ่อนคือ หนึ่ง ตาราง สถิติ และการอ่านข้อมูล เพราะมักให้ข้อมูลชุดเดียวแล้วถามต่อเนื่องหลายข้อ อ่านเป็นครั้งเดียวได้หลายคะแนน สอง เงื่อนไขสัญลักษณ์ เพราะกติกาตายตัว ฝึกไม่กี่วันก็เห็นผล สาม โจทย์ปัญหาร้อยละ อัตราส่วน กำไรขาดทุน เพราะใช้สูตรชุดเดียววนซ้ำ สี่ ความพอเพียงของข้อมูล เพราะไม่ต้องคำนวณจนจบ แค่ดูว่าข้อมูลพอไหม ห้า อนุกรม ซึ่งมีทุกชุดแต่ข้อยากพลิกแพลงได้ไม่สิ้นสุด ให้เก็บเฉพาะตระกูลพื้นฐานแล้วปล่อยที่เหลือ

ประเภทโจทย์คณิตและเหตุผลเชิงปริมาณใน ก.พ. — จำนวนข้อเป็นการประมาณการ ไม่ใช่ตัวเลขที่ ก.พ. ประกาศ
ประเภทโจทย์ประมาณกี่ข้อจุดที่คนพลาดบ่อยกลยุทธ์เก็บคะแนน
อนุกรมตัวเลขราว 4-6 ข้อหาผลต่างชั้นเดียวไม่เจอแล้วจมอยู่นาน ทั้งที่แพตเทิร์นเป็นคูณแล้วบวก หรือเป็นสองชุดสลับกันไล่ตามลำดับตายตัว: ผลต่าง → ผลต่างชั้นสอง → อัตราส่วน → คูณแล้วบวก/ลบ → แยกตำแหน่งคี่-คู่ ครบ 5 ขั้นแล้วยังไม่เจอให้ข้าม
โจทย์ปัญหาคณิตพื้นฐาน (ร้อยละ อัตราส่วน กำไรขาดทุน ดอกเบี้ย ความเร็ว งาน อายุ)ราว 6-8 ข้อเอาร้อยละมาบวกกันตรง ๆ เช่น ลด 20% แล้ว 10% คิดว่าลด 30% และตั้งฐานของร้อยละผิดตัวถามตัวเองทุกครั้งว่า ร้อยละของอะไร แปลงเป็นตัวคูณ (ลด 20% = ×0.8) แล้วคูณต่อกัน ใช้ตัวเลือกย้อนแทนค่าเมื่อตั้งสมการไม่ออก
ตาราง กราฟ และสถิติพื้นฐาน (ค่าเฉลี่ย ร้อยละการเปลี่ยนแปลง สัดส่วน)ราว 5-8 ข้อ มักมาเป็นชุดคำนวณละเอียดทุกตัวจนหมดเวลา และสับสนระหว่าง เพิ่มขึ้นกี่หน่วย กับ เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์อ่านคำถามก่อนแล้วดูเฉพาะแถวที่ใช้ ประมาณค่าก่อนคำนวณจริง เพราะตัวเลือกมักห่างกันพอให้ตัดได้ด้วยการปัดเศษ
ความพอเพียงของข้อมูล / เงื่อนไขทางคณิตศาสตร์ราว 3-5 ข้อคำนวณหาคำตอบจนจบทั้งที่โจทย์ถามแค่ว่าข้อมูลพอหรือไม่ และลืมทดสอบข้อมูลแต่ละข้อแยกกันก่อนเช็กทีละข้อความ: ข้อ ก อย่างเดียวพอไหม ข้อ ข อย่างเดียวพอไหม แล้วค่อยลองรวมกัน หยุดทันทีที่รู้ว่าหาได้ค่าเดียว ไม่ต้องหาค่าจริง
เงื่อนไขสัญลักษณ์และตรรกะเชิงปริมาณราว 5-8 ข้อเห็น ≥ แล้วสรุปเป็น > และสรุปความสัมพันธ์ข้ามตัวแปรที่เครื่องหมายหันสวนทางกันเรียงเป็นโซ่เดียวซ้ายไปขวา ถ้าเครื่องหมายในโซ่หันทางเดียวกันจึงสรุปได้ เครื่องหมายผลลัพธ์ใช้ตัวที่แรงที่สุดในโซ่ (มี > อย่างน้อยหนึ่งตัวผลคือ >) ถ้าหันสวนทางกันแม้ครั้งเดียวคือสรุปไม่ได้

ก.พ. ประกาศเฉพาะขอบเขตที่วัด ไม่ได้ประกาศจำนวนข้อรายประเภท ตัวเลขในตารางเป็นการประมาณการจากรายงานของผู้เข้าสอบรอบหลัง ๆ และช่วงที่ให้ไว้ซ้อนกันได้ · การจัดอนุกรมและเงื่อนไขสัญลักษณ์ไว้ในเชิงปริมาณหรือเชิงนามธรรมต่างกันไปตามสำนักติว แต่ทั้งหมดนับคะแนนรวมในวิชาเดียวกัน

ตัวอย่างวิธีคิด 5 ข้อ (โจทย์แต่งขึ้นใหม่ ไม่ใช่ข้อสอบจริง)

โจทย์ห้าข้อต่อไปนี้เราแต่งขึ้นเองทั้งหมดเพื่อสาธิต วิธีคิด ของแต่ละประเภท ไม่ใช่ข้อสอบเก่าและไม่ใช่การเดาข้อสอบรอบหน้า จุดที่อยากให้จับคือขั้นตอนการคิดกับการตัดตัวเลือก เพราะตัวเลขในข้อสอบจริงเปลี่ยนได้ แต่ขั้นตอนใช้ซ้ำได้ทุกข้อ

หนึ่ง อนุกรม — 4, 7, 13, 25, 49, ? ตัวเลือก (1) 73 (2) 85 (3) 97 (4) 98 คำตอบคือ (3) วิธีคิดขั้นแรกหาผลต่างได้ 3, 6, 12, 24 ซึ่งเพิ่มเป็นสองเท่าทุกครั้ง ผลต่างถัดไปจึงเป็น 48 และ 49 + 48 = 97 อีกทางคือสังเกตว่าแต่ละตัวคือตัวก่อนหน้าคูณ 2 แล้วลบ 1 ได้ 49 × 2 − 1 = 97 เหมือนกัน สองทางให้คำตอบตรงกันคือสัญญาณว่ามาถูก ตัวเลือก (4) 98 คือกับดักของคนที่คูณ 2 แล้วลืมลบ 1

สอง โจทย์ปัญหาร้อยละ — สำนักงานแห่งหนึ่งซื้อเครื่องพิมพ์ราคาป้าย 5,000 บาท ร้านลดให้ 20% แล้วลดเพิ่มอีก 10% จากราคาที่ลดแล้ว สรุปแล้วได้ส่วนลดรวมกี่เปอร์เซ็นต์ ตัวเลือก (1) 30% (2) 28% (3) 25% (4) 18% คำตอบคือ (2) วิธีคิดคือแปลงเป็นตัวคูณ ลด 20% คือ ×0.8 ลดอีก 10% คือ ×0.9 รวมเป็น ×0.72 แปลว่าจ่ายจริง 72% ของราคาป้าย ส่วนลดรวมจึงเป็น 28% หรือจ่ายจริง 3,600 บาท ตัวเลือก (1) 30% คือกับดักของคนที่เอาร้อยละมาบวกกันตรง ๆ ซึ่งผิดเพราะส่วนลดครั้งที่สองคิดจากฐานที่เล็กลงแล้ว

สาม ตารางและสถิติ — งบค่าวัสดุของหน่วยงานหนึ่งในแต่ละไตรมาสเป็นดังนี้ ไตรมาส 1 = 120,000 บาท ไตรมาส 2 = 150,000 บาท ไตรมาส 3 = 135,000 บาท ไตรมาส 4 = 195,000 บาท ถามว่าไตรมาสใดเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเป็นร้อยละมากที่สุด ตัวเลือก (1) ไตรมาส 2 (2) ไตรมาส 3 (3) ไตรมาส 4 (4) เท่ากันทุกไตรมาส คำตอบคือ (3) วิธีคิดคือไตรมาส 3 ลดลงจึงตัดทิ้งก่อน เหลือเทียบไตรมาส 2 ซึ่งเพิ่ม 30,000 จากฐาน 120,000 คือ 25% กับไตรมาส 4 ซึ่งเพิ่ม 60,000 จากฐาน 135,000 ประมาณ 44% ไม่ต้องหารละเอียด เพราะเพิ่มมากกว่าเท่าตัวบนฐานที่ใหญ่กว่าไม่ถึงเท่าตัวก็ชี้ขาดแล้ว ข้อมูลชุดเดียวกันนี้ถามต่อได้อีก เช่น ค่าเฉลี่ยต่อไตรมาส ซึ่งคือ 600,000 ÷ 4 = 150,000 บาท นี่คือเหตุผลที่ตารางเป็นส่วนที่คุ้มที่สุด

สี่ ความพอเพียงของข้อมูล — ต้องการทราบอายุของดำ ข้อมูล (ก) ดำอายุมากกว่าแดง 4 ปี ข้อมูล (ข) ดำกับแดงอายุรวมกัน 30 ปี ตัวเลือก (1) ใช้ข้อมูล ก อย่างเดียวก็ตอบได้ (2) ใช้ข้อมูล ข อย่างเดียวก็ตอบได้ (3) ต้องใช้ทั้ง ก และ ข จึงตอบได้ (4) ใช้ทั้งสองข้อก็ยังตอบไม่ได้ คำตอบคือ (3) วิธีคิดคือทดสอบทีละข้อ ข้อ ก บอกแค่ส่วนต่าง ไม่รู้อายุจริงของใครเลย ไม่พอ ข้อ ข บอกแค่ผลรวม แบ่งได้หลายแบบ ไม่พอ เมื่อรวมกันได้สมการสองตัวแปรสองสมการซึ่งหาค่าได้ค่าเดียว ตรงนี้หยุดได้เลย ไม่ต้องหาต่อว่าดำอายุ 17 ปี เพราะโจทย์ถามแค่ว่าข้อมูลพอหรือไม่ การหยุดตรงนี้คือสิ่งที่ประหยัดเวลาในห้องสอบ

ห้า เงื่อนไขสัญลักษณ์ — กำหนดให้ A > B, B = C และ C ≥ D ข้อสรุปที่ 1: A > D ข้อสรุปที่ 2: B > D ตัวเลือก (1) ข้อสรุปที่ 1 ถูก ข้อสรุปที่ 2 ไม่แน่ชัด (2) ข้อสรุปที่ 2 ถูก ข้อสรุปที่ 1 ไม่แน่ชัด (3) ถูกทั้งสองข้อ (4) ผิดทั้งสองข้อ คำตอบคือ (1) วิธีคิดคือเรียงโซ่เดียวได้ A > B = C ≥ D ทุกเครื่องหมายหันไปทางเดียวกัน จาก A ไป D มีเครื่องหมาย > อยู่หนึ่งตัว ผลจึงเป็น A > D แน่นอน ส่วนจาก B ไป D มีแค่ = กับ ≥ ผลที่แน่นอนคือ B ≥ D ซึ่งเป็นไปได้ทั้งมากกว่าและเท่ากัน ข้อสรุป B > D จึงไม่แน่ชัด กับดักของข้อนี้คือการอ่าน ≥ ข้ามไปเป็น >

เก็บคะแนนยังไงถ้าพื้นไม่แน่น: เรื่องที่ต้องมีก่อน และเรื่องที่ปล่อยได้

คนที่ไม่ได้แตะคณิตมาหลายปีมักเริ่มผิดจุด คือเปิดหนังสือรวมสูตรแล้วไล่อ่านตั้งแต่บทแรก หรือกระโดดไปทำอนุกรมยาก ๆ เพราะดูเป็นภาพจำของข้อสอบ ก.พ. ทั้งสองทางเสียเวลามาก ขอบเขตจริงเขียนไว้ชัดว่าเป็นคณิตศาสตร์ เบื้องต้น เครื่องมือที่ต้องมีจริง ๆ มีไม่กี่อย่าง และส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เรียนจบตั้งแต่มัธยมต้น

ชุดเครื่องมือขั้นต่ำที่ต้องแม่นก่อนทำอย่างอื่นคือ (1) ร้อยละทุกรูปแบบ ทั้งหาร้อยละของจำนวน หาว่าจำนวนหนึ่งเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของอีกจำนวน และร้อยละการเพิ่มหรือลด (2) การแปลงเศษส่วน ทศนิยม และร้อยละไปมาในหัว เช่น 1/8 = 0.125 = 12.5% (3) อัตราส่วนและสัดส่วน (4) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (5) สูตรระยะทาง = อัตราเร็ว × เวลา และ (6) การตั้งสมการตัวแปรเดียวอย่างง่าย ถ้าหกเรื่องนี้แน่น คุณเข้าถึงโจทย์ตาราง ร้อยละ และโจทย์ปัญหาได้เกือบทั้งหมดแล้ว

เรื่องที่ปล่อยได้ในรอบแรกสำหรับคนเวลาน้อยคือ อนุกรมซ้อนหลายชั้นหรืออนุกรมเศษส่วนที่ต้องลองหลายแพตเทิร์น โจทย์งานร่วมที่ซับซ้อนหลายคน และโจทย์เรขาคณิตหรือพื้นที่ที่ต้องจำสูตรเฉพาะ ไม่ได้แปลว่าไม่ออก แต่ต้นทุนเวลาต่อคะแนนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับการทำตารางให้คล่อง ถ้าเจอในห้องสอบให้เดาอย่างมีหลักแล้วไปต่อ

การเดาอย่างมีหลักในคณิตทำได้จริงมากกว่าที่คิด เพราะโจทย์คณิตมักตัดตัวเลือกได้ด้วยการประมาณ เช่น ตัวเลือกที่ขนาดผิดอย่างชัดเจน ตัวเลือกที่เป็นเลขคี่ทั้งที่คำตอบต้องเป็นเลขคู่ หรือตัวเลือกที่เป็นกับดักของการบวกร้อยละตรง ๆ ตัดได้สองตัวแล้วเดาจากสองตัวที่เหลือ โอกาสถูกขึ้นจาก 25% เป็น 50% ทันที

นิสัยที่แยกคนผ่านกับคนตกในส่วนนี้คือการทำสมุดจดข้อพลาดแบบบางที่สุด จดเฉพาะข้อที่พลาดซ้ำเกินสองครั้ง พร้อมเขียนสั้น ๆ ว่าพลาดเพราะคำนวณผิด อ่านโจทย์ผิด หรือไม่รู้วิธี สามสาเหตุนี้แก้คนละแบบ พลาดเพราะคำนวณให้ฝึกความเร็วบวกลบคูณหาร พลาดเพราะอ่านผิดให้ฝึกขีดเส้นใต้คำถาม พลาดเพราะไม่รู้วิธีให้กลับไปเก็บเครื่องมือหกข้อข้างต้น

แผนเก็บคณิต ก.พ. สำหรับคนพื้นไม่แน่น (ฝึกคู่กับภาษาไทยและเหตุผลเพื่อดันคะแนนรวม 30 ข้อ)
ช่วงแผน 3 เดือนแผน 1 เดือน (สปรินต์)
เริ่มต้นทำชุดวินิจฉัยวิชาคิดวิเคราะห์จับเวลา จดว่าพลาดเชิงปริมาณ เชิงนามธรรม เชิงภาษา ด้านละกี่ข้อทำชุดวินิจฉัยจับเวลา แล้วตัดสินใจเลยว่าจะเก็บคณิตแค่ตาราง ร้อยละ และเงื่อนไขสัญลักษณ์ หรือจะเก็บอนุกรมพื้นฐานด้วย
ก้อนที่ 1เดือนที่ 1: ปูเครื่องมือ 6 เรื่อง (ร้อยละ เศษส่วน อัตราส่วน ค่าเฉลี่ย ระยะทาง สมการง่าย) วันละ 30-45 นาที ควบคู่เงื่อนไขสัญลักษณ์สัปดาห์ที่ 1: ร้อยละ อัตราส่วน ค่าเฉลี่ย + เงื่อนไขสัญลักษณ์ วันละ 60 นาที
ก้อนที่ 2เดือนที่ 2: ตาราง/กราฟวันละ 1 ชุด + โจทย์ปัญหาร้อยละ กำไรขาดทุน + อนุกรม 5 ตระกูลพื้นฐานสัปดาห์ที่ 2: ตาราง/กราฟวันละ 2 ชุด + ความพอเพียงของข้อมูล
ก้อนที่ 3เดือนที่ 3: ชุดเต็ม 50 ข้อจับเวลาสัปดาห์ละ 2 ชุด + ซ่อมเฉพาะหัวข้อที่พลาดซ้ำ + ฝึกกฎข้ามข้อเกิน 2 นาทีสัปดาห์ที่ 3-4: ชุดเต็มจับเวลาวันเว้นวัน + อนุกรมพื้นฐานเท่าที่เวลาเหลือ + ซ่อมข้อพลาดซ้ำ
เช็กพอยต์กลางทางจบเดือนที่ 2 วิชาคิดวิเคราะห์ควรแตะ 27-28 ข้อ ถ้ายังต่ำกว่า 24 ข้อให้ถอยกลับไปเก็บตารางและร้อยละใหม่ อย่าเพิ่งไปอนุกรมยากจบสัปดาห์ที่ 2 ควรแตะ 26-27 ข้อ ถ้ายังต่ำกว่า 23 ข้อให้ทิ้งอนุกรมทั้งหมดแล้วอัดตาราง เงื่อนไขสัญลักษณ์ และภาษาไทยแทน

ตั้งเป้าจบที่ 34-36 ข้อ ไม่ใช่ 30 ข้อพอดี (ป.โท ตั้งเป้า 37-38 ข้อ) เพราะวันจริงมีทั้งความตื่นเต้นและเวลาที่บีบกว่าตอนซ้อม · ตัวเลขเช็กพอยต์เป็นแนวทางที่เราตั้งเอง ไม่ใช่เกณฑ์ทางการ

ปลายกันยายน 2569 ควรเริ่มตอนนี้เลยไหม

ตามปฏิทินปี 2569 ผลสอบรอบ Paper & Pencil ประกาศภายในกลางเดือนกันยายน ใครที่เพิ่งรู้ผลว่ายังไม่ผ่าน หรือยังไม่เคยสอบเลย รอบถัดไปคือการสอบประจำปี 2570 ซึ่งถ้าดูจากรอบปีที่ผ่านมา ช่วงรับสมัครมักอยู่ต้นปี และการสอบรอบกระดาษมักจัดกลางปี ส่วน e-Exam เปิดสอบเป็นรอบ ๆ ตลอดปี วันที่แน่นอนต้องรอประกาศของรอบใหม่ ให้ยึดประกาศจริงเท่านั้น

สำหรับคนพื้นคณิตไม่แน่น นี่คือจังหวะที่ดีที่สุด เพราะการปูเครื่องมือหกเรื่องต้องการเวลาสะสม ถ้าเริ่มตอนนี้ คุณจะมีเวลาเกินแผน 3 เดือนก่อนถึงช่วงรับสมัครรอบใหม่ เอาเวลาส่วนเกินไปทำชุดจับเวลาเพิ่มได้ ขณะที่คนที่รอให้ประกาศออกก่อนค่อยเริ่มอ่าน มักเหลือเวลาจริงแค่แผน 1 เดือน ซึ่งต้องตัดอนุกรมทิ้งเกือบทั้งหมด

อย่าลืมว่าคณิตเป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาค ก ถ้าคุณจัดเวลาให้คณิตจนไม่เหลือให้อังกฤษกับกฎหมาย ซึ่งตัดเป็นรายวิชาและชดเชยกันไม่ได้ ผลอาจออกมาเป็นผ่านคิดวิเคราะห์แต่ตกทั้งฉบับ แผนที่สมดุลคือให้คณิตราวหนึ่งในสามของเวลาอ่านทั้งหมด แล้วกระจายที่เหลือให้ภาษาไทย เหตุผล อังกฤษ และกฎหมาย ตามระยะห่างจากเส้นของแต่ละวิชา

ฝึกคณิตและเหตุผล ก.พ. แบบเห็นจุดอ่อนรายหัวข้อที่ snamsob.com

ปัญหาใหญ่ของคนพื้นคณิตไม่แน่นไม่ใช่ความขยัน แต่คือการมองไม่เห็นว่าคะแนนหายไปตรงไหน คนส่วนใหญ่รู้แค่ว่าทำคิดวิเคราะห์ได้ 25 ข้อ แต่ไม่รู้ว่า 25 ข้อที่พลาดกระจุกอยู่ที่อนุกรม หรือกระจายอยู่ในร้อยละกับตาราง สองกรณีนี้แก้คนละทาง กรณีแรกแก้ด้วยการตัดใจปล่อยและไปเก็บส่วนอื่นแทน กรณีที่สองต้องกลับไปปูเครื่องมือพื้นฐาน ถ้าวินิจฉัยผิดตั้งแต่ต้น เวลาหลายสัปดาห์จะหมดไปกับเรื่องที่ไม่เพิ่มคะแนน

ที่ snamsob.com เราแยกวิชาคิดวิเคราะห์ออกเป็นคลังเชิงปริมาณ คลังเชิงเหตุผล และคลังภาษาไทย แต่ละคลังแตกเป็นหัวข้อย่อยตั้งแต่อนุกรมแต่ละตระกูล ร้อยละและอัตราส่วน โจทย์ปัญหา ตารางและสถิติ ความพอเพียงของข้อมูล ไปจนถึงเงื่อนไขสัญลักษณ์ คุณเลือกซ้อมเฉพาะหัวข้อที่พลาดได้จริง ทุกข้อมีเฉลยพร้อมวิธีคิดทีละขั้นและเหตุผลว่าทำไมตัวเลือกอื่นถึงผิด ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้จำขั้นตอนได้ ไม่ใช่จำแค่ตัวเลข

ระบบจับจุดอ่อนจะสรุปให้อัตโนมัติว่าคุณพลาดซ้ำที่หัวข้อไหน แล้วเสนอชุดฝึกซ่อมเฉพาะหัวข้อนั้นให้ทำต่อทันที เมื่อรวมกับชุดสอบจำลองจับเวลา คุณจะเห็นทุกครั้งว่าตอนนี้ได้กี่ข้อ และอีกกี่ข้อถึงเส้น 30 ข้อ โจทย์ทุกข้อในคลังเราเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยอิงขอบเขตทักษะที่ ก.พ. ประกาศ ไม่ได้คัดลอกหรือดัดแปลงข้อสอบเก่าหรือของสำนักติวอื่น

เริ่มได้เลยด้วยชุดทดลองฟรีเพื่อดูว่าตอนนี้ห่างเส้นแค่ไหน และถ้ากลัวพลาดช่วงรับสมัครรอบใหม่ซึ่งมักเปิดไม่นาน ระบบแจ้งเตือนประกาศเปิดสอบเข้า LINE จะเด้งให้ทันทีที่มีประกาศใหม่ สมัครใช้งานฟรี และตอนนี้เปิดให้ทดลองใช้เต็มระบบ 90 วัน

อัปเดต ก.ย. 2569 · โครงสร้าง 3 วิชา 100 ข้อ 200 คะแนน (วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 50 ข้อ 100 คะแนน) และเกณฑ์ตัดสิน (คิดวิเคราะห์คะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 · ป.โท ร้อยละ 65 · ภาษาอังกฤษร้อยละ 50 · ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดีร้อยละ 60) อ้างอิงประกาศสำนักงาน ก.พ. เรื่องการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2569 ทาง ocsc.go.th และ job3.ocsc.go.th ประกอบรายงานข่าวที่อ้างประกาศฉบับดังกล่าว · ขอบเขตการคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ เชิงนามธรรม และเชิงภาษาสรุปจากหลักสูตรการสอบของ ก.พ. · จำนวนข้อรายประเภทโจทย์ ก.พ. ไม่ได้ประกาศเป็นทางการ เป็นการประมาณการจากรายงานของผู้เข้าสอบรอบหลัง ๆ · การจัดอนุกรมและเงื่อนไขสัญลักษณ์ไว้ในด้านใดต่างกันไปตามแหล่ง · ปฏิทินรอบปี 2570 ยังไม่ประกาศ ข้อความเรื่องช่วงเวลาเป็นการอ้างอิงจากรอบที่ผ่านมา · โจทย์ตัวอย่างทั้งหมดในบทความนี้แต่งขึ้นใหม่เพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ข้อสอบจริง · เกณฑ์และหลักสูตรปรับได้ทุกปี กรุณาตรวจสอบกับประกาศรับสมัครของรอบที่จะสอบก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

ไม่ต้องสมัคร

อ่านแล้ว — ลองข้อสอบสนามนี้ 8 ข้อ ฟรี

วิชาการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล · เฉลยทันทีทุกข้อ · รู้จุดอ่อนใน 5 นาที จากคลัง 146 ข้อ

เริ่มทำ 8 ข้อเลย

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบคณิตศาสตร์ ก.พ. ออกอะไรบ้าง

หลักสูตรของ ก.พ. ระบุขอบเขตการคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณไว้ที่ความเข้าใจ ความคิดรวบยอด และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น การเปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงปริมาณ และการประเมินความพอเพียงของข้อมูล ในทางปฏิบัติแปลออกมาเป็นอนุกรมตัวเลข โจทย์ปัญหาพื้นฐาน เช่น ร้อยละ อัตราส่วน กำไรขาดทุน การอ่านตาราง กราฟ และสถิติพื้นฐาน และโจทย์ความพอเพียงของข้อมูล รวมถึงเงื่อนไขสัญลักษณ์ซึ่งอยู่ในวิชาเดียวกัน ทั้งนี้ ก.พ. ไม่ได้ประกาศจำนวนข้อรายประเภท

คณิต ก.พ. ต้องได้กี่ข้อถึงผ่าน

คณิตไม่มีเกณฑ์แยก ตามประกาศรอบปี 2569 เกณฑ์คือคะแนนรวมของวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งรวมเชิงปริมาณ เชิงนามธรรม และเชิงภาษา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 สำหรับวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีและปริญญาตรี คือตอบถูก 30 จาก 50 ข้อ ส่วนปริญญาโทไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ซึ่งในทางปฏิบัติต้องตอบถูกอย่างน้อย 33 ข้อ

อนุกรม ก.พ. ออกเยอะไหม ควรทุ่มกับอนุกรมหรือเปล่า

อนุกรมมีแทบทุกชุด แต่เป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับทั้งวิชา โดยประมาณการจากรอบหลัง ๆ อยู่ราว 4-6 ข้อ ซึ่ง ก.พ. ไม่ได้ประกาศเป็นทางการ ควรเก็บตระกูลพื้นฐาน เช่น ผลต่างคงที่ ผลต่างชั้นสอง อัตราส่วน คูณแล้วบวก และอนุกรมสลับสองชุด แต่ไม่ควรจมกับอนุกรมยาก เพราะตารางและร้อยละให้คะแนนต่อชั่วโมงฝึกคุ้มกว่า

พื้นคณิตแทบไม่มี เหลือเวลา 1 เดือน ยังทันไหม

ทันถ้าเลือกเก็บถูกจุด เพราะคณิตไม่ได้ตัดเกณฑ์แยก สัปดาห์แรกให้เก็บร้อยละ อัตราส่วน ค่าเฉลี่ย และเงื่อนไขสัญลักษณ์ สัปดาห์ที่สองอัดตารางและกราฟ แล้วใช้สองสัปดาห์สุดท้ายทำชุดเต็มจับเวลาพร้อมซ่อมข้อพลาดซ้ำ ปล่อยอนุกรมยากไว้ท้ายสุด และอย่าลืมดันส่วนภาษาไทยให้แข็ง เพราะมันช่วยชดเชยคะแนนคณิตได้ในวิชาเดียวกัน

สอบ ก.พ. ใช้เครื่องคิดเลขได้ไหม

ไม่ได้ ผู้เข้าสอบต้องคำนวณเอง ทั้งรอบกระดาษและ e-Exam ข้อห้ามนำอุปกรณ์เข้าห้องสอบให้ตรวจจากประกาศและระเบียบของรอบที่สมัครอีกครั้ง ผลในทางปฏิบัติคือควรฝึกคำนวณด้วยมือและฝึกประมาณค่าตั้งแต่วันแรก เพราะโจทย์ตารางส่วนใหญ่ตัดตัวเลือกได้ด้วยการปัดเศษโดยไม่ต้องคำนวณละเอียด

ข้อสอบคณิตของ e-Exam กับรอบกระดาษต่างกันไหม

ใช้หลักสูตรเดียวกัน จำนวนข้อ คะแนนเต็ม และเกณฑ์ผ่านเท่ากัน ต่างกันที่วิธีทำข้อสอบและการจัดสอบ สิ่งที่ต่างในทางปฏิบัติคือการทดเลขบนกระดาษทดแยกขณะที่โจทย์อยู่บนจอ ต้องสลับสายตาไปมา คนที่จะสอบ e-Exam จึงควรซ้อมโจทย์ตารางบนหน้าจอจับเวลาไว้ล่วงหน้าอย่างน้อยสองสามชุด