สนามสอบทั้งหมด

เงินเดือนพนักงานราชการ 2569 ทุกกลุ่มงาน ป.ตรี 21,780 เพดานเท่าไหร่

ตอบสั้นก่อน พนักงานราชการที่ทำสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป วุฒิปริญญาตรีในกลุ่มงานบริหารทั่วไป ได้ค่าตอบแทนแรกบรรจุเดือนละ 21,780 บาท วุฒิเดียวกันแต่อยู่กลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะได้ 23,600 บาท ส่วนวุฒิ ปวส. ในกลุ่มงานบริการหรือเทคนิคได้ 16,700 บาท และวุฒิ ม.6 ในกลุ่มงานบริการได้ 12,630 บาท ตัวเลขทั้งหมดมาจากบัญชีแนบท้ายประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 ซึ่งยังเป็นฉบับที่บังคับใช้อยู่ในปี 2569 บทความนี้กางให้ครบทั้งบัญชีแรกบรรจุทุกวุฒิ เพดานขั้นสูงของแต่ละกลุ่มงานที่คนมักไม่เคยเห็น กติกาเลื่อนค่าตอบแทนประจำปี และเรื่องสัญญาจ้างกับประกันสังคมที่ทำให้สถานะนี้ต่างจากข้าราชการอย่างแท้จริง

21,780 ฿

ค่าตอบแทนแรกบรรจุ พนักงานราชการวุฒิ ป.ตรี กลุ่มงานบริหารทั่วไป

ตามบัญชีแนบท้ายประกาศ คพร. เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 สำหรับผู้ทำสัญญาจ้างตั้งแต่ 1 พ.ค. 2568 · วุฒิเดียวกันในกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะได้ 23,600 บาท

ตารางค่าตอบแทนแรกบรรจุพนักงานราชการ ใช้บัญชีไหนอยู่ในปี 2569

ฉบับที่บังคับใช้อยู่ตอนนี้คือประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ลงนามโดยประธานคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ และแจ้งเวียนส่วนราชการด้วยหนังสือที่ นร (คพร) 1008.5/ว 8 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ประกาศฉบับนี้ยกเลิกประกาศค่าตอบแทนฉบับ พ.ศ. 2554 พร้อมฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมดจนถึงฉบับที่ 10 พ.ศ. 2565 แปลว่าบัญชีเก่าที่ยังลอยอยู่ตามอินเทอร์เน็ตใช้อ้างอิงไม่ได้แล้ว

จุดที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือประกาศนี้แบ่งอัตราแรกบรรจุออกเป็นสองช่วงเวลา ช่วงแรกใช้กับผู้ที่ได้รับการจ้างและทำสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 และช่วงที่สองใช้กับผู้ที่ทำสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป คนที่กำลังสมัครสอบในปี 2569 จะเข้าเงื่อนไขช่วงที่สอง คือคอลัมน์ขวาสุดของตารางด้านล่างเสมอ

เหตุที่ต้องขยับสองรอบเพราะมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 เห็นชอบหลักการปรับอัตราแรกบรรจุของภาครัฐแบบทยอยขึ้นภายในสองปี และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 รับทราบข้อเสนอฝั่งพนักงานราชการโดยเฉพาะ ทั้งอัตราแรกบรรจุ ค่าตอบแทนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ และเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว คพร. จึงออกประกาศฉบับ พ.ศ. 2568 มารองรับทั้งสามเรื่องในคราวเดียว

สิ่งที่ตารางนี้บอกและคนมักมองข้ามคือ ค่าตอบแทนของพนักงานราชการไม่ได้ผูกกับวุฒิอย่างเดียว แต่ผูกกับคู่ของ วุฒิ + กลุ่มงาน วุฒิปริญญาตรีเท่ากันแต่ลงกลุ่มงานบริหารทั่วไปกับกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ ได้ต่างกัน 1,820 บาทต่อเดือนตั้งแต่เดือนแรก และช่องว่างนี้จะขยายขึ้นอีกเมื่อเลื่อนค่าตอบแทนไปเรื่อย ๆ เพราะเปอร์เซ็นต์การเลื่อนคิดจากฐานค่าตอบแทนของแต่ละคน

อีกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนดูตัวเลขคือ ตัวเลขในบัญชีเป็นอัตราแรกบรรจุมาตรฐาน ไม่ใช่เพดานของสิ่งที่หน่วยงานให้ได้ ประกาศข้อ 10 เปิดช่องไว้ว่าผู้ที่ได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานราชการประเภททั่วไปและมีประสบการณ์ตรงตามลักษณะงานในตำแหน่งที่จ้าง ให้ได้รับการปรับอัตราค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อทุกช่วงประสบการณ์ 2 ปี โดยได้เพิ่มสูงสุดไม่เกิน 5 ช่วง ดังนั้นคนที่เคยทำงานสายเดียวกันมาก่อน ควรยื่นหลักฐานประสบการณ์ให้ครบตั้งแต่ตอนทำสัญญา อย่าปล่อยผ่าน

อัตราค่าตอบแทนแรกบรรจุพนักงานราชการ แยกตามคุณวุฒิและกลุ่มงาน (บาท/เดือน)
คุณวุฒิกลุ่มงานทำสัญญา 1 พ.ค. 67–30 เม.ย. 68ทำสัญญาตั้งแต่ 1 พ.ค. 68
ม.3 หรือ ม.6 หรือเทียบเท่าบริการ11,48012,630
ปวช. หรือเทียบเท่าบริการ / เทคนิค12,41013,660
ปวท. / ป.กศ.สูง / อนุปริญญา 2 ปีบริการ / เทคนิค14,32015,760
ปวส. หรืออนุปริญญา 3 ปีบริการ / เทคนิค15,18016,700
ปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปีบริหารทั่วไป19,80021,780
ปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปีวิชาชีพเฉพาะ21,45023,600
ปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปีวิชาชีพเฉพาะ22,60024,860
ปริญญาโททั่วไปบริหารทั่วไป23,10025,410
ปริญญาโททั่วไปวิชาชีพเฉพาะ25,03027,540
แพทย์ / ทันตแพทย์ / สัตวแพทย์ (มีใบประกอบวิชาชีพ)วิชาชีพเฉพาะ25,78028,360
เภสัชศาสตรบัณฑิต หลักสูตร 6 ปีวิชาชีพเฉพาะ25,03027,540
ปริญญาเอก หรือเทียบเท่าบริหารทั่วไป27,72030,500
ปริญญาเอก หรือเทียบเท่าวิชาชีพเฉพาะ30,03033,040
ป.ตรี + ประสบการณ์ 8 ปี / ปวส. + 10 ปี / ปวช. + 12 ปีเทคนิคพิเศษ25,43027,980

บัญชีกำหนดอัตราค่าตอบแทนของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่ ก.พ. รับรองคุณวุฒิแล้ว แนบท้ายประกาศ คพร. เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 — ตารางนี้ยกมาเฉพาะแถวที่พบบ่อย ในบัญชีจริงยังมีวุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทาง ทันตแพทย์เฉพาะทาง และประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือแยกอีกชุดหนึ่ง

6 กลุ่มงานคืออะไร และเพดานขั้นสูงของแต่ละกลุ่มห่างกันแค่ไหน

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ข้อ 7 กำหนดให้จำแนกตำแหน่งพนักงานราชการออกเป็น 6 กลุ่มงานตามลักษณะงานและผลผลิตของงาน ได้แก่ กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิค กลุ่มงานบริหารทั่วไป กลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ กลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะ และกลุ่มงานเชี่ยวชาญพิเศษ โดยแต่ละกลุ่มงานคณะกรรมการอาจกำหนดกลุ่มงานย่อยเพิ่มได้อีก ซึ่งกรณีของกลุ่มงานเทคนิคก็แตกออกเป็นเทคนิคทั่วไปกับเทคนิคพิเศษในบัญชีค่าตอบแทน

จุดที่ทำให้คนวางแผนอาชีพผิดคือมองแค่ตัวเลขแรกบรรจุ แล้วลืมดูอัตราขั้นสูงของบัญชีกลุ่มงานนั้น เพราะขั้นสูงคือเส้นที่การเลื่อนค่าตอบแทนประจำปีไปได้ไกลที่สุด กลุ่มงานบริหารทั่วไปซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคนมากที่สุด มีขั้นต่ำ 10,010 บาท และขั้นสูงเพียง 34,700 บาท ขณะที่กลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะเริ่มต้นที่ 37,680 บาท ซึ่งสูงกว่าเพดานของกลุ่มบริหารทั่วไปทั้งกลุ่มเสียอีก

แปลว่าเพดานของพนักงานราชการไม่ได้เปิดกว้างแบบข้าราชการที่เลื่อนระดับตำแหน่งไปเรื่อย ๆ ได้ พนักงานราชการไม่มีระบบเลื่อนระดับ การจะข้ามไปกลุ่มงานที่มีเพดานสูงกว่าจึงต้องเป็นการสมัครและได้รับการจ้างในตำแหน่งของกลุ่มงานนั้นใหม่ ไม่ใช่การเลื่อนขึ้นไปเองเมื่ออายุงานถึง นี่คือเหตุผลที่คนทำงานสายนี้มานานมักบอกว่า ตันเร็ว ทั้งที่เงินเดือนเดือนแรกดูดีกว่าข้าราชการ

อีกจุดที่ต้องระวังคือกลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะและเชี่ยวชาญพิเศษไม่ได้เปิดรับแบบสอบทั่วไป ประกาศข้อ 7 กำหนดว่าค่าตอบแทนของกลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะให้พิจารณาจากคุณวุฒิ ประสบการณ์ และผลงาน สามารถเจรจาต่อรองได้ และทำสัญญาได้คราวละ 1 ปี ส่วนกลุ่มงานเชี่ยวชาญพิเศษตามข้อ 8 จ่ายได้สองแนวทาง คือจ่ายเป็นรายเดือน หรือจ่ายเป็นงวดตามผลผลิตของงานหรือเหมาจ่ายทั้งโครงการ

สำหรับคนที่กำลังเลือกว่าจะสมัครตำแหน่งไหน คำแนะนำที่ใช้ได้จริงคืออ่านประกาศรับสมัครให้ถึงบรรทัดที่ระบุกลุ่มงาน ไม่ใช่ดูแค่ชื่อตำแหน่งกับเงินเดือนที่ประกาศไว้ เพราะชื่อตำแหน่งเดียวกันในต่างกรมอาจถูกจัดคนละกลุ่มงานได้ และกลุ่มงานคือสิ่งที่กำหนดทั้งอัตราแรกบรรจุและเพดานปลายทางของคุณ

บันไดค่าตอบแทนพนักงานราชการ ขั้นต่ำ–ขั้นสูง รายกลุ่มงาน (บาท/เดือน)

วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปทักษะและประสบการณ์สูง

บริการงานบริการทั่วไป วุฒิ ม.3 ถึง ปวส.

6,410–20,210

เทคนิคทั่วไปงานช่างและงานเทคนิค วุฒิ ปวช. ถึง ปวส.

7,370–24,930

บริหารทั่วไปกลุ่มที่มีคนมากที่สุด วุฒิ ป.ตรีขึ้นไป

10,010–34,700

วิชาชีพเฉพาะสายที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพหรือวุฒิเฉพาะ

10,850–44,550

เทคนิคพิเศษงานเทคนิคที่ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์สูง

12,850–59,790

เชี่ยวชาญเฉพาะพิจารณาจากผลงาน เจรจาได้ สัญญาคราวละ 1 ปี

37,680–68,350

บัญชีอัตราค่าตอบแทนพนักงานราชการแนบท้ายประกาศ คพร. พ.ศ. 2568 · กลุ่มงานเชี่ยวชาญพิเศษไม่ได้ใช้บัญชีขั้นต่ำ–ขั้นสูงแบบนี้ แต่กำหนดเป็นเพดานของที่ปรึกษา คือระดับสากลไม่เกิน 218,400 บาท/เดือน หรือ 2,620,800 บาท/ปี และระดับประเทศไม่เกิน 163,800 บาท/เดือน หรือ 1,965,600 บาท/ปี

เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว พนักงานราชการได้ด้วยไหม

ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน และเงื่อนไขของฝั่งพนักงานราชการเขียนไว้ต่างจากที่หลายคนเข้าใจ ประกาศ คพร. พ.ศ. 2568 ข้อ 9 กำหนดไว้ชัดว่าใช้กับพนักงานราชการที่ได้รับการว่าจ้างในตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับกลุ่มงานซึ่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี และมีอัตราค่าตอบแทนไม่ถึงเดือนละ 14,600 บาท เท่านั้น

เมื่อเข้าเงื่อนไข จะได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าตอบแทนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 14,600 บาท และถ้ารวมกันแล้วยังไม่ถึงเดือนละ 11,000 บาท ให้ได้รับเพิ่มขึ้นจนถึง 11,000 บาท กติกาชุดนี้จึงทำงานเหมือนพื้นกับเพดานประกบกัน ไม่ใช่การแจก 2,000 บาทให้ทุกคนแบบตายตัว

ลองแทนตัวเลขจริงของปี 2569 ดู วุฒิ ปวช. ในกลุ่มงานบริการหรือเทคนิคได้ค่าตอบแทน 13,660 บาท ถ้าบวก 2,000 เต็มจะเป็น 15,660 บาท ซึ่งเกินเพดาน 14,600 บาท จึงได้เงินเพิ่มเพียง 940 บาท รวมเป็น 14,600 บาทพอดี ส่วนวุฒิ ม.6 ในกลุ่มงานบริการได้ค่าตอบแทน 12,630 บาท จะได้เงินเพิ่ม 1,970 บาท รวมเป็น 14,600 บาทเช่นกัน

ในทางกลับกัน วุฒิ ปวส. ในกลุ่มงานบริการหรือเทคนิคซึ่งได้ค่าตอบแทน 16,700 บาท และวุฒิ ปวท. ที่ได้ 15,760 บาท ทั้งคู่เกิน 14,600 บาทไปแล้ว จึงไม่ได้รับเงินก้อนนี้เลย และผู้ที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งกำหนดวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปก็ไม่เข้าเงื่อนไขตั้งแต่ต้น เพราะข้อ 9 ระบุเฉพาะตำแหน่งที่ใช้วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีเท่านั้น

สรุปเป็นประโยคเดียวคือ ผลของการปรับอัตราแรกบรรจุรอบ 1 พฤษภาคม 2568 ทำให้เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเริ่มหมดบทบาทลง เพราะวุฒิ ปวส. ขึ้นไปพ้นเส้น 14,600 บาทกันหมดแล้ว เหลือเพียงวุฒิ ปวช. และวุฒิมัธยมที่ยังได้รับ และทั้งสองกลุ่มก็ถูกดันขึ้นไปจบที่ 14,600 บาทเท่ากันพอดี

สลิปประมาณการ พนักงานราชการวุฒิ ปวช. กลุ่มงานเทคนิค

ประมาณการ

ค่าตอบแทนแรกบรรจุ วุฒิ ปวช. กลุ่มงานบริการ/เทคนิค

อัตราสำหรับผู้ทำสัญญาจ้างตั้งแต่ 1 พ.ค. 2568 ตามบัญชีแนบท้ายประกาศ คพร. พ.ศ. 2568

13,660

เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว

ตามข้อ 9 ให้เดือนละ 2,000 บาท แต่รวมกับค่าตอบแทนแล้วต้องไม่เกิน 14,600 บาท จึงเหลือเติมได้แค่ 940 บาท

940

ประมาณการรายรับต่อเดือนก่อนหักประกันสังคมและภาษี

14,600บาท/เดือน

ยังไม่รวมค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลางาน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ และเบี้ยประชุม ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่ส่วนราชการกำหนดหลักเกณฑ์เอง — ยึดประกาศรับสมัครและสัญญาจ้างของหน่วยงานเป็นหลัก

เลื่อนค่าตอบแทนปีละครั้ง ขึ้นได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์

พนักงานราชการเลื่อนค่าตอบแทนปีละ 1 ครั้ง ไม่ใช่ปีละ 2 รอบแบบข้าราชการ ประกาศ คพร. พ.ศ. 2568 ข้อ 11 วางเงื่อนไขไว้สองข้อ ข้อแรกคือต้องมีระยะเวลาปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณที่แล้วมาไม่น้อยกว่า 8 เดือน นับ ณ วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี ข้อที่สองคือต้องมีผลการปฏิบัติงานไม่ต่ำกว่าระดับดี

เมื่อผ่านทั้งสองข้อ ให้พิจารณาเลื่อนค่าตอบแทนได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 6 ของฐานค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน ตัวเลข 6 เปอร์เซ็นต์นี้คือเพดานรายบุคคลของคนที่ผลงานดีที่สุดในหน่วย ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยที่ทุกคนจะได้ เพราะวรรคถัดมากำหนดให้ควบคุมวงเงินงบประมาณการเลื่อนค่าตอบแทนทั้งหน่วยไว้ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 4 ของอัตราค่าตอบแทนพนักงานราชการ ณ วันที่ 1 กันยายน

อ่านสองบรรทัดนี้คู่กันจะเห็นภาพจริงทันที วงเงินรวมของหน่วยงานคือ 4 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีคนได้ 6 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องมีคนได้ต่ำกว่า 4 เปอร์เซ็นต์มาถัวเฉลี่ยกลับ การเลื่อนค่าตอบแทนของพนักงานราชการจึงเป็นเกมแข่งกันภายในหน่วยงานโดยธรรมชาติ ไม่ใช่การขึ้นอัตโนมัติตามอายุงาน และประกาศข้อ 12 ยังกำหนดเสริมว่าถ้าคำนวณแล้วมีเศษไม่ถึงสิบบาท ให้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสิบบาท

อีกจุดที่ต้องเข้าใจคือการเลื่อนไปได้ไกลแค่ไหนถูกล็อกด้วยอัตราขั้นสูงของบัญชีกลุ่มงานที่คุณสังกัด ตามบันไดในหัวข้อก่อนหน้า และประกาศข้อ 14 ระบุว่าพนักงานราชการที่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาจ้างได้ ให้ได้รับการพิจารณาเลื่อนค่าตอบแทนในกลุ่มงานนั้นตามหลักการเดียวกัน แปลว่าการต่อสัญญากับการเลื่อนค่าตอบแทนเดินคู่กันไป

สำหรับคนที่เป็นพนักงานราชการอยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผล ประกาศข้อ 18 กำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนอัตราเดิมตามบัญชีท้ายประกาศแล้วปรับตามแนวทางที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งแนวทางที่แนบมากับหนังสือ ว 8 ใช้สูตรว่าอัตราค่าตอบแทนใหม่เท่ากับอัตราแรกบรรจุใหม่บวกเงินชดเชย โดยเงินชดเชยคำนวณจากอัตราชดเชย 0.84 คูณกับผลต่างระหว่างค่าตอบแทนปัจจุบันกับอัตราแรกบรรจุเดิม พร้อมข้อกำกับสองข้อคือรวมแล้วต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงของบัญชีกลุ่มงาน และถ้าคำนวณแล้วได้น้อยกว่าค่าตอบแทนปัจจุบัน แปลว่าคนนั้นไม่อยู่ในขอบข่ายที่ได้รับค่าตอบแทนชดเชย ให้รับอัตราเดิมต่อไป

กติกาเลื่อนค่าตอบแทนประจำปีของพนักงานราชการ
หัวข้อเกณฑ์ตามประกาศ คพร. พ.ศ. 2568
รอบการเลื่อนปีละ 1 ครั้ง พิจารณาสถานะ ณ วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี
ต้องปฏิบัติงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 8 เดือน ในรอบปีงบประมาณที่แล้วมา
ผลประเมินขั้นต่ำไม่ต่ำกว่าระดับดี
เลื่อนได้สูงสุดรายบุคคลไม่เกินร้อยละ 6 ของฐานค่าตอบแทน
วงเงินรวมของส่วนราชการไม่เกินร้อยละ 4 ของอัตราค่าตอบแทนพนักงานราชการ ณ วันที่ 1 กันยายน
เพดานปลายทางอัตราขั้นสูงของบัญชีกลุ่มงานที่สังกัด เช่น บริหารทั่วไป 34,700 บาท
การปัดเศษถ้าคำนวณแล้วมีเศษไม่ถึงสิบบาท ให้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสิบบาท

อ้างอิงข้อ 10–14 ของประกาศ คพร. เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 — เปอร์เซ็นต์ที่ได้จริงขึ้นกับผลประเมินและวงเงินที่หน่วยงานได้รับในปีนั้น

สัญญา 4 ปี ประกันสังคม และสิทธิที่มีระเบียบรองรับจริง

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ข้อ 11 กำหนดให้การจ้างพนักงานราชการทำเป็นสัญญาจ้างไม่เกินคราวละ 4 ปี หรือตามโครงการที่มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดไว้ โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละส่วนราชการ ไม่มีข้อความใดบอกว่าครบ 4 ปีแล้วต้องออก

สิ่งที่ตัดสินว่าได้ไปต่อหรือไม่คือการประเมิน ระเบียบข้อ 19 กำหนดให้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการทั่วไปสองกรณี คือการประเมินประจำปี และการประเมินเพื่อต่อสัญญาจ้าง ส่วนข้อ 20 เขียนไว้ตรง ๆ ว่าผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินให้ถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลง โดยส่วนราชการต้องแจ้งให้ทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ทราบผลประเมิน ความเสี่ยงที่แท้จริงจึงอยู่ที่ผลประเมินและกรอบอัตรากำลัง ไม่ใช่ตัวเลข 4 ปี

ด้านหลักประกันหลังเกษียณคือจุดต่างที่ใหญ่ที่สุด ระเบียบข้อ 17 กำหนดให้พนักงานราชการได้รับสิทธิประโยชน์และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม แปลว่าอยู่ในระบบผู้ประกันตนมาตรา 33 ไม่ได้อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการและไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สิทธิรักษาพยาบาลจึงคุ้มครองเฉพาะตัวผู้ประกันตน ไม่ครอบคลุมบิดามารดาและบุตรแบบสวัสดิการข้าราชการ รายละเอียดการเทียบสองสถานะแบบเต็ม ๆ อ่านต่อได้ที่บทความข้าราชการ vs พนักงานราชการ

ฝั่งสิทธิที่มีอยู่จริงและมักถูกลืมคือระเบียบข้อ 15 ที่เปิดให้ส่วนราชการกำหนดให้พนักงานราชการได้รับสิทธิประโยชน์ได้หลายรายการ ทั้งสิทธิเกี่ยวกับการลา สิทธิได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลางาน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเบี้ยประชุม สิทธิขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และการได้รับรถประจำตำแหน่ง โดยหลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามที่ส่วนราชการกำหนด เท่าที่ไม่ขัดกับกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรี

เรื่องเครื่องแบบก็มีระเบียบรองรับ ข้อ 12 กำหนดให้การแต่งกายและเครื่องแบบปกติเป็นไปตามที่ส่วนราชการกำหนด ส่วนเครื่องแบบพิธีการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด นอกจากนี้ประกาศค่าตอบแทนฉบับ พ.ศ. 2568 ข้อ 15 ยังเปิดช่องว่าคณะกรรมการอาจกำหนดให้พนักงานราชการประเภททั่วไปมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษและค่าตอบแทนอื่น ๆ เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนที่ปฏิบัติงานลักษณะเดียวกันได้ และข้อ 16 กำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนการออกจากราชการโดยไม่มีความผิดตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด อัตราของแต่ละก้อนต่างกันตามสายงานและประกาศเฉพาะเรื่อง จึงต้องตรวจจากประกาศฉบับที่ใช้กับตำแหน่งของตัวเองโดยตรง

อยากขยับไปเป็นข้าราชการ ไม่มีเส้นภายใน มีแต่ภาค ก

คำถามที่เจอบ่อยที่สุดคือทำงานเป็นพนักงานราชการมาหลายปีแล้ว จะได้บรรจุเป็นข้าราชการอัตโนมัติไหม คำตอบคือไม่ เพราะพนักงานราชการเป็นการจ้างตามสัญญาภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ไม่ใช่การบรรจุแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ อายุงานในสถานะนี้จึงไม่ได้แปลงเป็นสถานะข้าราชการเมื่อครบกี่ปีก็ตาม

เส้นทางหลักยังคงเป็นการสอบแข่งขันตามปกติ คือต้องมีหนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปหรือภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. ก่อน แล้วจึงสมัครสอบภาค ข ของกรมที่เปิดรับ และไปต่อภาค ค ที่เป็นการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง การเป็นพนักงานราชการอยู่แล้วไม่ได้ยกเว้นเงื่อนไขข้อนี้ให้ แต่ให้เปรียบชัดเจนตอนภาค ข และภาค ค เพราะคุณรู้เนื้องานและระเบียบที่หน่วยงานใช้จริง

จุดที่คนพลาดบ่อยคือเห็นประกาศที่เขียนว่าไม่ต้องใช้ใบภาค ก แล้วรีบสมัคร ประกาศแบบนั้นส่วนมากคือหน่วยงานจัดสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของตัวเองแทน หรือเป็นการรับในสถานะอื่นที่ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ต้น เช่น รับเป็นพนักงานราชการรอบใหม่ การอ่านให้จบทุกหน้าก่อนโอนค่าสมัครจึงประหยัดทั้งเงินและเวลา

คำแนะนำที่ใช้ได้จริงสำหรับคนที่เป็นพนักงานราชการอยู่ตอนนี้คืออย่ารอให้เห็นประกาศก่อนแล้วค่อยเริ่มอ่าน เพราะรอบสอบภาค ก มีปฏิทินของตัวเองและจัดปีละไม่กี่ครั้ง ถ้าจังหวะไม่ตรงกับรอบที่กรมเป้าหมายเปิดรับ คุณจะเสียโอกาสไปทั้งปีทั้งที่คุณสมบัติอื่นครบหมดแล้ว วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือถือหนังสือรับรองภาค ก ไว้ล่วงหน้า แล้วรอเลือกประกาศที่ถูกใจ

ถ้ายังไม่เคยสอบหรือเคยสอบแล้วไม่ผ่าน ลองเริ่มจากการวัดระดับตัวเองก่อนได้ที่ snamsob.com เรามีชุดข้อสอบทดลองให้ทำฟรีทุกวิชา มีชุดเสมือนจริงแบบจับเวลาให้ซ้อมความกดดันของสนามจริง และมีระบบวิเคราะห์จุดอ่อนรายหัวข้อที่พาคุณกลับไปฝึกซ่อมเฉพาะจุดที่ทำคะแนนหายซ้ำ ๆ วิธีใช้ที่ได้ผลที่สุดสำหรับคนทำงานประจำคือทำชุดจับเวลาหนึ่งรอบเพื่อหาจุดอ่อน แล้วใช้เวลาว่างวันธรรมดาซ่อมทีละหัวข้อ ก่อนกลับมาทำชุดใหม่วัดว่าคะแนนขยับจริงหรือไม่

อัปเดต ส.ค. 2569 · ตัวเลขทั้งหมดอ่านจากเอกสารต้นทางโดยตรง ได้แก่ ประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568 (ประกาศ ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อมบัญชีอัตราค่าตอบแทนและบัญชีอัตราแรกบรรจุแนบท้าย, หนังสือคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ที่ นร (คพร) 1008.5/ว 8 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 พร้อมแนวทางการดำเนินการปรับค่าตอบแทนของพนักงานราชการ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 (เอกสารทั้งหมดเผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักงาน ก.พ.) · ส่วนอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนสามัญที่ใช้เปรียบเทียบ อ้างตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9 เมษายน 2567 ซึ่งทยอยปรับสองรอบเช่นกัน · อัตราค่าตอบแทนและเงื่อนไขปรับได้ตามมติคณะรัฐมนตรีและประกาศ คพร. ที่ออกใหม่ ก่อนใช้ตัวเลขวางแผนการเงินหรือยื่นเรื่องกับหน่วยงาน โปรดตรวจสอบกับประกาศฉบับล่าสุดและประกาศรับสมัครของหน่วยงานนั้นโดยตรง

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

อ่านแล้ว — ลองทำข้อสอบจริงเลย

ฝึกฟรีพร้อมเฉลย · รู้ทันทีว่าคุณอ่อนหัวข้อไหน

คำถามที่พบบ่อย

เงินเดือนพนักงานราชการ 2569 วุฒิปริญญาตรี ได้เท่าไหร่

ขึ้นกับกลุ่มงาน ผู้ที่ทำสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป วุฒิปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปีในกลุ่มงานบริหารทั่วไปได้ค่าตอบแทนแรกบรรจุ 21,780 บาทต่อเดือน ส่วนกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะได้ 23,600 บาท และถ้าเป็นปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปีในกลุ่มวิชาชีพเฉพาะได้ 24,860 บาท ตามบัญชีแนบท้ายประกาศ คพร. เรื่อง ค่าตอบแทนของพนักงานราชการ พ.ศ. 2568

พนักงานราชการวุฒิ ปวส. กับ ปวช. ได้เดือนละเท่าไหร่

วุฒิ ปวส. หรืออนุปริญญาหลักสูตร 3 ปี ในกลุ่มงานบริการหรือกลุ่มงานเทคนิค ได้ 16,700 บาท ส่วนวุฒิ ปวช. ได้ 13,660 บาท สำหรับผู้ทำสัญญาจ้างตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ผู้ที่ได้ 13,660 บาทยังได้เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวอีก 940 บาท รวมเป็น 14,600 บาท ขณะที่ผู้ได้ 16,700 บาทเกินเพดาน 14,600 บาทแล้วจึงไม่ได้รับเงินก้อนนี้

พนักงานราชการเงินเดือนตันที่เท่าไหร่

ตันที่อัตราขั้นสูงของบัญชีกลุ่มงานที่สังกัด กลุ่มงานบริการขั้นสูง 20,210 บาท กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป 24,930 บาท กลุ่มงานบริหารทั่วไป 34,700 บาท กลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ 44,550 บาท กลุ่มงานเทคนิคพิเศษ 59,790 บาท และกลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะ 68,350 บาท เนื่องจากพนักงานราชการไม่มีระบบเลื่อนระดับตำแหน่ง การจะไปกลุ่มงานที่เพดานสูงกว่าจึงต้องสมัครและได้รับการจ้างในตำแหน่งของกลุ่มงานนั้นใหม่

พนักงานราชการขึ้นเงินเดือนปีละกี่ครั้ง ครั้งละกี่เปอร์เซ็นต์

ปีละ 1 ครั้ง โดยต้องมีระยะเวลาปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณที่แล้วมาไม่น้อยกว่า 8 เดือน นับ ณ วันที่ 1 ตุลาคม และมีผลการปฏิบัติงานไม่ต่ำกว่าระดับดี จึงจะพิจารณาเลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ 6 ของฐานค่าตอบแทน แต่ส่วนราชการต้องคุมวงเงินรวมของการเลื่อนไว้ไม่เกินร้อยละ 4 ของอัตราค่าตอบแทนพนักงานราชการ ณ วันที่ 1 กันยายน ตัวเลข 6 เปอร์เซ็นต์จึงเป็นเพดานของคนผลงานเด่น ไม่ใช่ค่าที่ทุกคนได้

พนักงานราชการได้เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวทุกคนไหม

ไม่ทุกคน ประกาศ คพร. พ.ศ. 2568 ข้อ 9 ให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการว่าจ้างในตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับกลุ่มงานซึ่งต้องใช้วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี และมีค่าตอบแทนไม่ถึงเดือนละ 14,600 บาท โดยได้เพิ่มเดือนละ 2,000 บาทแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 14,600 บาท และถ้ารวมแล้วไม่ถึง 11,000 บาทให้เติมจนถึง 11,000 บาท ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปจึงไม่เข้าเงื่อนไขตั้งแต่ต้น

สัญญา 4 ปีของพนักงานราชการ ครบแล้วต้องออกไหม และมีบำนาญหรือเปล่า

ไม่ต้องออกโดยอัตโนมัติ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ข้อ 11 ให้ทำสัญญาจ้างไม่เกินคราวละ 4 ปีหรือตามโครงการ และต่อสัญญาได้ตามความเหมาะสม สิ่งที่ชี้ขาดคือการประเมินเพื่อต่อสัญญาตามข้อ 19 ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านประเมิน ข้อ 20 ให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดและต้องแจ้งภายใน 7 วัน ด้านเงินหลังเกษียณ ข้อ 17 กำหนดให้พนักงานราชการอยู่ในระบบประกันสังคม จึงไม่มีบำเหน็จบำนาญข้าราชการและไม่ได้เป็นสมาชิก กบข.