บำนาญข้าราชการ 2569 คิดยังไง เกษียณแล้วได้เดือนละเท่าไหร่ (กางตัวเลข 3 เคส)
ตอบสั้นก่อน ข้าราชการที่บรรจุตั้งแต่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นมาเป็นสมาชิก กบข. ทุกคน และบำนาญรายเดือนคิดจากสูตรเดียว คือ เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × อายุราชการ ÷ 50 โดยต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ยนั้น แปลเป็นภาษาคนคือ รับราชการ 1 ปี ได้บำนาญเพิ่ม 2% ของเงินเดือนเฉลี่ย และชนเพดาน 70% พอดีที่ 35 ปี ถ้าบรรจุตอนอายุ 25 แล้วเกษียณ 60 ภายใต้สมมติฐานในบทความนี้ จะได้บำนาญราวเดือนละ 38,500 บาทไปตลอดชีวิต ถ้าบรรจุตอน 35 จะเหลือราว 19,500 บาท ส่วนคนที่ลาออกตอนอายุราชการยังไม่ถึง 25 ปีและอายุยังไม่ถึง 50 จะไม่มีสิทธิบำนาญเลย ได้เฉพาะบำเหน็จก้อนเดียว บทความนี้กางตัวเลขทั้ง 3 เคสแบบบรรทัดต่อบรรทัด พร้อมตารางว่าอายุราชการกี่ปีได้กี่เปอร์เซ็นต์ และเลือกบำเหน็จหรือบำนาญแบบไหนคุ้มกว่า
≈ 38,500 ฿/เดือน
บำนาญตลอดชีพ เคสบรรจุอายุ 25 เกษียณ 60 (อายุราชการ 35 ปี)
สมมติเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย 55,000 บาท · 55,000 × 35 ÷ 50 = 38,500 = ชนเพดาน 70% พอดี
ในคู่มือนี้
- 1. ใครได้บำนาญ ใครได้แค่บำเหน็จ: เช็คอายุราชการกับเหตุที่ออกก่อน
- 2. สูตรบำนาญ กบข. vs ระบบเดิม (พ.ร.บ. 2494) ต่างกันตรงไหน
- 3. เคส 1: บรรจุอายุ 25 เกษียณ 60 (อายุราชการ 35 ปี) ได้บำนาญเท่าไหร่
- 4. เคส 2: บรรจุอายุ 35 (อายุราชการ 25 ปี) บำนาญหายไปเท่าไหร่
- 5. เคส 3: ลาออกก่อน อายุ 45 ทำมา 20 ปี ได้แค่บำเหน็จ
- 6. เทียบบำเหน็จ vs บำนาญ 3 เคส: รับก้อนเดียวคุ้มกว่าไหม
- 7. ตารางอายุราชการกี่ปี ได้บำนาญกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน
- 8. บำเหน็จดำรงชีพ และบำเหน็จตกทอด: เงินก้อนที่คนรับบำนาญยังได้
- 9. เงินก้อน กบข. ตอนเกษียณ: อีกกระเป๋าที่ไม่เกี่ยวกับบำนาญ
- 10. หลังเกษียณยังเบิกค่ารักษาได้ไหม และเทียบกับเอกชนที่ไม่มีบำนาญ
- 11. ทุกตัวเลขในบทความนี้ เริ่มนับวันแรกที่คุณสอบติด
ใครได้บำนาญ ใครได้แค่บำเหน็จ: เช็คอายุราชการกับเหตุที่ออกก่อน
ก่อนจะคำนวณตัวเลข ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าคุณมีสิทธิบำนาญหรือไม่ เพราะสิทธินี้ไม่ได้มาอัตโนมัติจากการเป็นข้าราชการ แต่ขึ้นกับสองตัวแปร คือ อายุราชการ และ เหตุที่ออกจากราชการ ตาม พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ซึ่งใช้กับสมาชิก กบข. ทุกคน
เส้นทางที่คนส่วนใหญ่เจอคือ เหตุสูงอายุ ตามมาตรา 52 ได้แก่ออกจากราชการเพราะอายุครบ 60 ปี (เกษียณ) หรือลาออกเมื่ออายุครบ 50 ปีแล้ว กลุ่มนี้รวมถึงเหตุทุพพลภาพและเหตุทดแทน (ทางราชการยุบตำแหน่ง) ถ้ามีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะมีสิทธิรับบำนาญพร้อมเงินชดเชยใน กบข. หรือเลือกรับบำเหน็จแทนก็ได้ ถ้าอายุราชการ 1 ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง 10 ปี ได้เฉพาะบำเหน็จ (มาตรา 53)
เส้นทางที่ต้องระวังคือ ลาออกเองก่อนอายุ 50 โดยไม่เข้าเหตุข้างต้น ตามมาตรา 47 และ 48 ถ้ามีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง 25 ปี ได้เฉพาะบำเหน็จ ต้องมีอายุราชการ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจึงจะมีสิทธิรับบำนาญ ส่วนคนที่ลาออกก่อนครบ 10 ปี ไม่ได้ทั้งบำเหน็จและบำนาญ ได้คืนเฉพาะเงินใน กบข. ส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์
เรื่องการนับปีมีสองกติกาที่มักปนกัน มาตรา 66 แยกไว้ชัดว่า การนับเพื่อให้เกิดสิทธิ เศษของปีถ้าถึงครึ่งปีให้นับเป็นหนึ่งปี เช่น 24 ปี 6 เดือน นับเป็น 25 ปีเพื่อให้มีสิทธิบำนาญ แต่ การนับเพื่อคำนวณจำนวนเงิน ให้ใช้ปีรวมเศษจริง เช่น 25 ปี 6 เดือน คิดเป็น 25.5 ปีในสูตร ไม่ได้ปัดขึ้น
| เหตุที่ออกจากราชการ | อายุราชการ | ได้อะไร |
|---|---|---|
| เกษียณอายุ 60 / ลาออกเมื่ออายุ 50 ขึ้นไป / ทุพพลภาพ / ยุบตำแหน่ง | ไม่ถึง 1 ปี | ไม่มีสิทธิบำเหน็จบำนาญ (ได้เงิน กบข. ส่วนที่มีสิทธิ) |
| เกษียณอายุ 60 / ลาออกเมื่ออายุ 50 ขึ้นไป / ทุพพลภาพ / ยุบตำแหน่ง | 1 ปี ถึงไม่ถึง 10 ปี | บำเหน็จเท่านั้น |
| เกษียณอายุ 60 / ลาออกเมื่ออายุ 50 ขึ้นไป / ทุพพลภาพ / ยุบตำแหน่ง | 10 ปีขึ้นไป | เลือกได้: บำนาญ + เงินชดเชย หรือ บำเหน็จ |
| ลาออกเองก่อนอายุ 50 | ไม่ถึง 10 ปี | ไม่มีสิทธิบำเหน็จบำนาญ (ได้เงิน กบข. ส่วนที่มีสิทธิ) |
| ลาออกเองก่อนอายุ 50 | 10 ปี ถึงไม่ถึง 25 ปี | บำเหน็จเท่านั้น |
| ลาออกเองก่อนอายุ 50 | 25 ปีขึ้นไป | เลือกได้: บำนาญ + เงินชดเชย หรือ บำเหน็จ |
สรุปจาก พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 มาตรา 47, 48, 49, 52, 53 · ผู้ถูกไล่ออกไม่มีสิทธิบำเหน็จบำนาญ (มาตรา 54)
สูตรบำนาญ กบข. vs ระบบเดิม (พ.ร.บ. 2494) ต่างกันตรงไหน
สูตรของสมาชิก กบข. อยู่ในมาตรา 63 ตรงตัวบทคือ ให้คำนวณจากอัตราเงินเดือนเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาราชการ หารด้วยห้าสิบ แต่ต้องไม่เกินร้อยละเจ็ดสิบของอัตราเงินเดือนเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้าย ส่วนบำเหน็จอยู่ในมาตรา 62 คือ เงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาราชการ
ตัวหาร 50 คือหัวใจของสูตร เพราะแปลว่ารับราชการ 1 ปีได้บำนาญ 1/50 หรือ 2% ของเงินเดือนเฉลี่ย ลองคิดย้อนกลับจะเห็นว่าเพดาน 70% หารด้วย 2% ต่อปีเท่ากับ 35 ปีพอดี คนที่รับราชการเกิน 35 ปี เปอร์เซ็นต์บำนาญจะไม่ขยับแล้ว สิ่งเดียวที่ยังดันบำนาญขึ้นได้คือฐานเงินเดือนเฉลี่ยที่สูงขึ้น
ระบบเดิมตาม พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ใช้ฐานเงินเดือนเดือนสุดท้ายแทนค่าเฉลี่ย และไม่มีเพดาน 70% แต่มีเพดานว่าไม่เกินเงินเดือนเดือนสุดท้าย ฟังดูได้เปรียบกว่า แต่ระบบเดิมใช้ได้เฉพาะผู้ที่รับราชการอยู่ก่อน 27 มีนาคม 2540 และไม่ได้สมัครเข้า กบข. เท่านั้น คนที่กำลังสอบบรรจุวันนี้จะอยู่ระบบ กบข. โดยผลของกฎหมาย ไม่มีสิทธิเลือก
ระบบ กบข. ชดเชยส่วนที่ฐานต่ำกว่าด้วยการให้เงินก้อนอีกกระเป๋าหนึ่ง คือเงินสมทบ 3% และเงินชดเชย 2% ของเงินเดือนที่รัฐใส่เข้าบัญชีคุณทุกเดือน โดยเงินชดเชยจะได้ก็ต่อเมื่อคุณมีสิทธิและเลือกรับบำนาญ ตามที่ กบข. อธิบายไว้ว่าเงินชดเชยมีไว้ชดเชยส่วนต่างของบำนาญที่ลดลง
| สมาชิก กบข. (บรรจุตั้งแต่ 27 มี.ค. 2540) | ระบบเดิม พ.ร.บ. 2494 (ไม่เป็นสมาชิก กบข.) | |
|---|---|---|
| บำนาญ/เดือน | เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × อายุราชการ ÷ 50 | เงินเดือนเดือนสุดท้าย × อายุราชการ ÷ 50 |
| เพดานบำนาญ | ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย | ไม่เกินเงินเดือนเดือนสุดท้าย |
| บำเหน็จ (ก้อนเดียว) | เงินเดือนเดือนสุดท้าย × อายุราชการ | เงินเดือนเดือนสุดท้าย × อายุราชการ |
| เงินก้อนเพิ่มจากกองทุน | มี: เงินสะสม + สมทบ + ชดเชย (ถ้ารับบำนาญ) + ผลประโยชน์ | ไม่มี |
สมาชิก กบข.: มาตรา 62–63 พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 · ระบบเดิม: พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494
เคส 1: บรรจุอายุ 25 เกษียณ 60 (อายุราชการ 35 ปี) ได้บำนาญเท่าไหร่
สมมติฐานของทุกเคสในบทความนี้ใช้ชุดเดียวกับบทความ กบข. ฉบับเข้าใจจริง เพื่อให้ตัวเลขต่อกันได้ คือ บรรจุวุฒิปริญญาตรีเงินเดือนแรกบรรจุ 18,150 บาท เงินเดือนโตเฉลี่ยปีละ 3.5% (รวมการเลื่อนเงินเดือนและการปรับบัญชี) รับราชการต่อเนื่องไม่มีช่วงหยุด ตัวเลขเหล่านี้เป็นสมมติฐานเพื่อสาธิตสูตร ไม่ใช่การพยากรณ์เงินเดือนของใคร
บรรจุตอนอายุ 25 แล้วอยู่จนเกษียณ 60 เท่ากับอายุราชการ 35 ปีพอดี ภายใต้สมมติฐานข้างต้น เงินเดือนห้าปีสุดท้ายไล่จากราว 51,000 ถึงราว 58,500 บาท เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคำนวณได้ราว 54,600 บาท ปัดเป็น 55,000 บาทเพื่อให้อ่านง่าย
แทนสูตร 55,000 × 35 ÷ 50 = 38,500 บาท แล้วเช็คเพดาน 70% ของ 55,000 = 38,500 บาท เท่ากันพอดี จึงได้บำนาญเดือนละ 38,500 บาท หรือปีละ 462,000 บาท สลิปข้างล่างแตกให้เห็นว่าเงินก้อนนี้มาจากอายุราชการแต่ละช่วงเท่าไหร่ ทุก 10 ปีที่ทำงานให้บำนาญ 11,000 บาทต่อเดือน (20% ของ 55,000)
ถ้าเคสเดียวกันเลือกรับบำเหน็จแทน จะได้ เงินเดือนเดือนสุดท้าย 58,500 × 35 = 2,047,500 บาท ครั้งเดียวจบ และจะไม่ได้เงินชดเชยจาก กบข. ด้วย
สลิปบำนาญ เคส 1 · บรรจุ 25 → เกษียณ 60 (35 ปี)
ประมาณการอายุราชการปีที่ 1–10 (อายุ 25–35)
55,000 × 10 ÷ 50 = 20% ของเงินเดือนเฉลี่ย
11,000
อายุราชการปีที่ 11–20 (อายุ 35–45)
55,000 × 10 ÷ 50 = อีก 20%
11,000
อายุราชการปีที่ 21–30 (อายุ 45–55)
55,000 × 10 ÷ 50 = อีก 20%
11,000
อายุราชการปีที่ 31–35 (อายุ 55–60)
55,000 × 5 ÷ 50 = อีก 10% → รวม 70% ชนเพดานพอดี
5,500
บำนาญตลอดชีพ
38,500บาท/เดือน
สมมติฐาน: แรกบรรจุ 18,150 บาท เงินเดือนโต 3.5%/ปี → เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ≈ 54,600 ปัดเป็น 55,000 บาท (ถ้าไม่ปัดจะได้ราว 38,200 บาท) · ยังไม่รวมเงินก้อน กบข. ที่ได้แยกอีกกระเป๋า
เคส 2: บรรจุอายุ 35 (อายุราชการ 25 ปี) บำนาญหายไปเท่าไหร่
เคสนี้คือคนที่มาสอบราชการช้า เช่นทำงานเอกชนมาสิบปีก่อน แล้วสอบบรรจุได้ตอนอายุ 35 ใช้สมมติฐานเดิมทั้งหมด (แรกบรรจุ 18,150 บาท โตปีละ 3.5%) รับราชการถึงเกษียณ 60 ได้อายุราชการ 25 ปี
เพราะทำงานน้อยกว่าเคสแรก 10 ปี เงินเดือนช่วงท้ายจึงต่ำกว่าด้วย เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคำนวณได้ราว 38,700 บาท ปัดเป็น 39,000 บาท และเงินเดือนเดือนสุดท้ายราว 41,500 บาท
แทนสูตร 39,000 × 25 ÷ 50 = 19,500 บาท เพดาน 70% ของ 39,000 คือ 27,300 บาท ยังไม่ชน จึงได้บำนาญเดือนละ 19,500 บาท หรือ 50% ของเงินเดือนเฉลี่ย เทียบกับเคสแรกแล้วบำนาญหายไปเกือบครึ่ง ทั้งที่ทำงานน้อยกว่าแค่ 10 ปี เพราะโดนสองเด้งพร้อมกัน คือเปอร์เซ็นต์ลดลงจาก 70% เหลือ 50% และฐานเงินเดือนเฉลี่ยก็ต่ำกว่าด้วย
ข่าวดีคือเกษียณอายุ 60 เข้าเหตุสูงอายุ ซึ่งต้องการอายุราชการเพียง 10 ปีขึ้นไปก็มีสิทธิเลือกบำนาญได้แล้ว คนที่บรรจุช้าจึงยังได้บำนาญแน่นอน ถ้าเลือกบำเหน็จแทน จะได้ 41,500 × 25 = 1,037,500 บาท
สลิปบำนาญ เคส 2 · บรรจุ 35 → เกษียณ 60 (25 ปี)
ประมาณการอายุราชการปีที่ 1–10 (อายุ 35–45)
39,000 × 10 ÷ 50 = 20%
7,800
อายุราชการปีที่ 11–20 (อายุ 45–55)
39,000 × 10 ÷ 50 = อีก 20%
7,800
อายุราชการปีที่ 21–25 (อายุ 55–60)
39,000 × 5 ÷ 50 = อีก 10% → รวม 50% (เพดาน 70% = 27,300 ยังไม่ชน)
3,900
บำนาญตลอดชีพ
19,500บาท/เดือน
สมมติฐาน: แรกบรรจุ 18,150 บาท เงินเดือนโต 3.5%/ปี → เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ≈ 38,700 ปัดเป็น 39,000 บาท · สิทธิบำนาญจากเหตุสูงอายุ (เกษียณ 60, อายุราชการ 10 ปีขึ้นไป)
เคส 3: ลาออกก่อน อายุ 45 ทำมา 20 ปี ได้แค่บำเหน็จ
เคสนี้บรรจุตอนอายุ 25 เหมือนเคสแรก แต่ลาออกตอนอายุ 45 เพื่อไปทำธุรกิจ รวมอายุราชการ 20 ปี ภายใต้สมมติฐานเดิม เงินเดือนเดือนสุดท้ายราว 35,000 บาท
ลาออกเองก่อนอายุ 50 และอายุราชการ 20 ปีอยู่ในช่วง 10 ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง 25 ปี ตามมาตรา 47 จึงได้เฉพาะบำเหน็จ คือ 35,000 × 20 = 700,000 บาท ครั้งเดียวจบ ไม่มีบำนาญรายเดือน ไม่มีเงินชดเชย 2% จาก กบข. และหลุดจากสิทธิรักษาพยาบาลแบบผู้รับบำนาญ สิ่งที่ยังได้คืนคือเงินใน กบข. ส่วนเงินสะสม เงินออมเพิ่ม (ถ้ามี) เงินสมทบ และผลประโยชน์
จุดที่ควรหยุดคิดคือ ถ้าอดทนอยู่ต่ออีกแค่ 5 ปี ลาออกตอนอายุ 50 จะได้อายุราชการ 25 ปี ซึ่งเข้าได้ทั้งมาตรา 48 (25 ปีบริบูรณ์) และเหตุสูงอายุตามมาตรา 52 (ลาออกเมื่ออายุ 50) เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายตอนนั้นจะราว 39,000 บาทเท่ากับเคส 2 ได้บำนาญ 39,000 × 25 ÷ 50 = 19,500 บาทต่อเดือน เริ่มรับตั้งแต่อายุ 50 ไปตลอดชีวิต สลิปข้างล่างให้ติ๊กดูความต่างนี้ได้เลย
ถ้าตั้งใจจะออกไปทำอย่างอื่นจริง ๆ ให้วางแผนจังหวะลาออกกับเลข 25 ปี หรืออายุ 50 ปี ไว้ตั้งแต่ต้น ส่วนต่างระหว่างลาออกก่อนเส้นกับหลังเส้นคือเงินหลายล้านบาทตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ
สลิปบำนาญ เคส 3 · บรรจุ 25 → ลาออก 45 (20 ปี)
ประมาณการบำนาญจากอายุราชการ 20 ปี (ลาออกตอนอายุ 45)
ลาออกเองก่อนอายุ 50 และไม่ถึง 25 ปี = ไม่มีสิทธิบำนาญ ได้บำเหน็จก้อนเดียว 35,000 × 20 = 700,000 บาท (มาตรา 47)
0
ถ้าอยู่ต่ออีก 5 ปี ลาออกตอนอายุ 50 (ครบ 25 ปี)
39,000 × 25 ÷ 50 = 19,500 บาท/เดือน เริ่มรับตั้งแต่อายุ 50 (มาตรา 48 และ 52)
19,500
บำนาญที่ได้
19,500บาท/เดือน
สมมติฐาน: แรกบรรจุ 18,150 บาท เงินเดือนโต 3.5%/ปี → ปีที่ 20 เงินเดือนราว 35,000 บาท · ปีที่ 21–25 เงินเดือนเฉลี่ยราว 39,000 บาท · ทั้งสองทางยังได้เงินก้อน กบข. แยกต่างหาก
เทียบบำเหน็จ vs บำนาญ 3 เคส: รับก้อนเดียวคุ้มกว่าไหม
คำถามคลาสสิกคือ เอาบำเหน็จก้อนใหญ่ทีเดียวดีกว่าไหม วิธีคิดที่ง่ายที่สุดคือหาจุดคุ้มทุน เอาบำเหน็จหารด้วยบำนาญต่อเดือน จะรู้ว่าต้องรับบำนาญกี่เดือนถึงได้เงินรวมเท่าบำเหน็จ
เคส 1 คือ 2,047,500 ÷ 38,500 ≈ 53 เดือน และเคส 2 คือ 1,037,500 ÷ 19,500 ≈ 53 เดือนเช่นกัน หรือราว 4 ปี 5 เดือน ตัวเลขออกมาใกล้กันเพราะทั้งสองสูตรคูณอายุราชการเหมือนกัน ความต่างอยู่ที่บำเหน็จใช้เงินเดือนเดือนสุดท้าย ส่วนบำนาญใช้ค่าเฉลี่ยหารด้วย 50 จุดคุ้มทุนจึงมักตกราว 50 เดือนกว่า ๆ สำหรับคนที่ยังไม่ชนเพดาน 70% แปลว่าถ้าคุณเกษียณ 60 แล้วมีชีวิตเกิน 64–65 ปี บำนาญชนะบำเหน็จแล้ว
และนี่ยังไม่นับของแถมที่มากับบำนาญ ได้แก่ เงินชดเชย 2% ในบัญชี กบข. สิทธิรักษาพยาบาลตลอดชีวิต สิทธิขอบำเหน็จดำรงชีพ และบำเหน็จตกทอดถึงทายาท ทั้งหมดนี้คนที่เลือกบำเหน็จไม่ได้ สำหรับคนที่เกษียณตามปกติและสุขภาพดี บำนาญจึงมักได้เปรียบชัด ส่วนบำเหน็จอาจเหมาะกับกรณีเฉพาะ เช่นมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงหรือมีแผนใช้เงินก้อนที่ชัดเจน ซึ่งควรปรึกษาเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัดก่อนตัดสินใจ เพราะเลือกแล้วเปลี่ยนไม่ได้
| เคส | อายุราชการ | เงินเดือนเฉลี่ย 60 ด. | เงินเดือนสุดท้าย | บำนาญ/เดือน | บำเหน็จก้อนเดียว | จุดคุ้มทุน |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 · บรรจุ 25 เกษียณ 60 | 35 ปี | 55,000 | 58,500 | 38,500 (70%) | 2,047,500 | ≈ 53 เดือน |
| 2 · บรรจุ 35 เกษียณ 60 | 25 ปี | 39,000 | 41,500 | 19,500 (50%) | 1,037,500 | ≈ 53 เดือน |
| 3 · บรรจุ 25 ลาออก 45 | 20 ปี | — | 35,000 | ไม่มีสิทธิ | 700,000 | — |
| 3b · บรรจุ 25 ลาออก 50 | 25 ปี | 39,000 | 41,500 | 19,500 (50%) | 1,037,500 | ≈ 53 เดือน |
หน่วย: บาท · จุดคุ้มทุน = บำเหน็จ ÷ บำนาญต่อเดือน (ยังไม่นับเงินชดเชย กบข. สิทธิรักษาพยาบาล และบำเหน็จตกทอด ที่มากับบำนาญ) · เงินเดือนเป็นค่าประมาณจากสมมติฐานแรกบรรจุ 18,150 บาท โต 3.5%/ปี
ตารางอายุราชการกี่ปี ได้บำนาญกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน
เพราะทุก 1 ปีให้ 2% ตารางนี้จึงใช้ได้กับทุกคนที่เป็นสมาชิก กบข. ไม่ว่าเงินเดือนเท่าไหร่ แค่เอาเปอร์เซ็นต์ไปคูณเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของตัวเอง ส่วนแถบด้านล่างแสดงบำนาญต่อเดือนเป็นช่วง ระหว่างกรณีเงินเดือนเฉลี่ย 39,000 บาท (ระดับเคส 2) ถึง 55,000 บาท (ระดับเคส 1)
ข้อควรจำคือแถว 10–20 ปีจะได้บำนาญจริงก็ต่อเมื่อออกด้วยเหตุสูงอายุ (เกษียณ 60 หรือลาออกหลังอายุ 50) ทุพพลภาพ หรือยุบตำแหน่ง ถ้าลาออกเองก่อนอายุ 50 ต้องมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และหลัง 35 ปีเปอร์เซ็นต์จะหยุดที่ 70%
| อายุราชการ | % ของเงินเดือนเฉลี่ย | ถ้าเงินเดือนเฉลี่ย 30,000 | ถ้าเงินเดือนเฉลี่ย 50,000 |
|---|---|---|---|
| 10 ปี | 20% | 6,000 | 10,000 |
| 15 ปี | 30% | 9,000 | 15,000 |
| 20 ปี | 40% | 12,000 | 20,000 |
| 25 ปี | 50% | 15,000 | 25,000 |
| 30 ปี | 60% | 18,000 | 30,000 |
| 35 ปี | 70% (ชนเพดาน) | 21,000 | 35,000 |
| 40 ปี | 70% (เพดาน ไม่ขยับ) | 21,000 | 35,000 |
สูตร: เงินเดือนเฉลี่ย × อายุราชการ ÷ 50 ไม่เกิน 70% · อายุราชการที่มีเศษเดือนให้ใช้ปีรวมเศษจริงในการคำนวณ (มาตรา 66)
บำนาญต่อเดือนตามอายุราชการ ถ้าเงินเดือนเฉลี่ย 39,000–55,000 บาท
10 ปี20% · ต้องออกด้วยเหตุสูงอายุ/ทุพพลภาพ/ยุบตำแหน่ง
7,800–11,000
15 ปี30%
11,700–16,500
20 ปี40%
15,600–22,000
25 ปี50% · ลาออกเองก็ได้บำนาญ
19,500–27,500
30 ปี60%
23,400–33,000
35 ปี70% ชนเพดาน
27,300–38,500
ขอบซ้ายของแถบ = เงินเดือนเฉลี่ย 39,000 บาท · ขอบขวา = 55,000 บาท · "เหตุพิเศษ" หมายถึงเกษียณ 60 ลาออกหลังอายุ 50 ทุพพลภาพ หรือยุบตำแหน่ง
บำเหน็จดำรงชีพ และบำเหน็จตกทอด: เงินก้อนที่คนรับบำนาญยังได้
เลือกบำนาญไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเงินก้อนเลย ก้อนแรกคือ บำเหน็จดำรงชีพ ตามมาตรา 57/1 ผู้รับบำนาญขอรับได้ไม่เกิน 15 เท่าของบำนาญรายเดือน และตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ. 2562 รวมทุกช่วงแล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยทยอยตามอายุ คืออายุต่ำกว่า 65 ปีไม่เกิน 200,000 บาท อายุ 65 ปีขึ้นไปรวมไม่เกิน 400,000 บาท และอายุ 70 ปีขึ้นไปรวมไม่เกิน 500,000 บาท
ลองใช้กับเคส 1 บำนาญ 38,500 × 15 = 577,500 บาท เกินเพดานรวม จึงขอได้เต็ม 500,000 บาท (ช่วงก่อน 65 ได้ 200,000 บาท) ส่วนเคส 2 บำนาญ 19,500 × 15 = 292,500 บาท ต่ำกว่าเพดานรวม จึงขอได้สูงสุด 292,500 บาท โดยช่วงก่อนอายุ 65 ขอได้ไม่เกิน 200,000 บาท
ก้อนที่สองคือ บำเหน็จตกทอด ซึ่งทายาทได้รับเมื่อผู้รับบำนาญเสียชีวิต ตามมาตรา 65 เท่ากับ 30 เท่าของบำนาญรายเดือน แต่ต้องหักบำเหน็จดำรงชีพที่เคยรับไปแล้วออกก่อน เคส 1 จึงเท่ากับ 38,500 × 30 = 1,155,000 บาท ถ้าเคยรับบำเหน็จดำรงชีพไป 500,000 บาท ทายาทจะได้ 655,000 บาท ส่วนกรณีสมาชิกเสียชีวิตระหว่างรับราชการ มาตรา 64 ให้คิดจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณเวลาราชการ
การแบ่งบำเหน็จตกทอดเป็นไปตามมาตรา 58 คือบุตรได้สองส่วน (ถ้ามีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไปได้สามส่วน) คู่สมรสหนึ่งส่วน และบิดามารดาหนึ่งส่วน ตัวเลขเพดานบำเหน็จดำรงชีพเคยปรับขึ้นมาหลายรอบ ก่อนยื่นจริงให้เช็คฉบับที่ใช้ ณ ปีนั้นกับกรมบัญชีกลาง
- บำเหน็จดำรงชีพ ≤ 15 เท่าของบำนาญ และรวมไม่เกิน 500,000 บาท (ก่อน 65: 200,000 · 65+: 400,000 · 70+: 500,000)
- บำเหน็จตกทอด (ผู้รับบำนาญเสียชีวิต) = 30 เท่าของบำนาญ − บำเหน็จดำรงชีพที่รับไปแล้ว
- บำเหน็จตกทอด (เสียชีวิตระหว่างรับราชการ) = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × เวลาราชการ
เงินก้อน กบข. ตอนเกษียณ: อีกกระเป๋าที่ไม่เกี่ยวกับบำนาญ
ตัวเลขบำนาญทั้งหมดข้างบนยังไม่รวมเงินในบัญชี กบข. ซึ่งเป็นคนละกระเป๋ากัน บำนาญคิดจากเงินเดือนกับอายุราชการเท่านั้น ไม่มียอดเงิน กบข. อยู่ในสูตรเลย ดังนั้นออมเพิ่มใน กบข. มากแค่ไหน บำนาญรายเดือนก็ไม่ขยับ สิ่งที่โตคือเงินก้อนตอนออกจากราชการ
ในบทความ กบข. ฉบับเข้าใจจริง เราคำนวณเคสเดียวกับเคส 1 ไว้แล้ว ภายใต้สมมติฐานผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี ถ้าไม่ออมเพิ่มจะมีเงินก้อนราว 2.2 ล้านบาท และถ้าออมเพิ่ม 5% จะราว 3.6 ล้านบาท รวมกับบำนาญ 38,500 บาทต่อเดือน นี่คือภาพเต็มของรายได้หลังเกษียณเคสบรรจุ 25 เกษียณ 60
ย้ำเงื่อนไขอีกครั้ง เงินชดเชย 2% (และเงินประเดิมถ้ามี) จะได้เฉพาะคนที่มีสิทธิและเลือกรับบำนาญ คนที่เลือกบำเหน็จหรือไม่มีสิทธิบำนาญ เช่นเคส 3 ที่ลาออกตอน 45 จะได้เฉพาะเงินสะสม เงินออมเพิ่ม เงินสมทบ และผลประโยชน์ รายละเอียดวิธีรับเงินก้อนและทางเลือกฝากต่อหรือทยอยรับ อ่านต่อในบทความ กบข.
หลังเกษียณยังเบิกค่ารักษาได้ไหม และเทียบกับเอกชนที่ไม่มีบำนาญ
ได้ ถ้าเป็นผู้รับบำนาญ พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 นับผู้ได้รับบำนาญปกติเป็นผู้มีสิทธิ เบิกค่ารักษาได้ทั้งของตัวเองและบุคคลในครอบครัวตามที่กฎหมายกำหนด และมาตรา 57 ของ พ.ร.บ. กบข. ยืนยันว่าผู้รับบำนาญที่เป็นสมาชิก กบข. ได้สวัสดิการเช่นเดียวกับผู้รับบำนาญระบบเดิม สิทธินี้คือเหตุผลใหญ่ที่คนเลือกบำนาญ เพราะค่ารักษาเป็นค่าใช้จ่ายที่พุ่งขึ้นตามอายุ ส่วนคนที่รับบำเหน็จจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้มีสิทธิหลังออกจากราชการ
ฝั่งพนักงานเอกชนไม่มีบำนาญจากนายจ้างแบบนี้ รายได้หลังเกษียณมาจากบำนาญชราภาพประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้าบริษัทมี) และเงินออมของตัวเอง ส่วนสิทธิรักษาพยาบาลเมื่อพ้นสภาพลูกจ้างต้องย้ายไปใช้มาตรา 39 หรือบัตรทอง การเทียบรายละเอียดตัวเลขทั้งสองฝั่ง อ่านต่อในบทความ ราชการ vs เอกชน
สรุปมุมเงินล้วน ๆ บำนาญ 38,500 บาทต่อเดือนของเคส 1 ถ้าจะสร้างรายได้ขนาดนี้เองด้วยการถอนเงินออม 4% ต่อปี ต้องมีเงินก้อนราว 11.5 ล้านบาท (38,500 × 12 ÷ 4%) โดยที่ยังไม่นับค่ารักษาพยาบาล นี่คือมูลค่าที่ซ่อนอยู่ในคำว่า รับราชการ
ทุกตัวเลขในบทความนี้ เริ่มนับวันแรกที่คุณสอบติด
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าตัวแปรที่ทรงพลังที่สุดในสูตรบำนาญคือ อายุราชการ ต่างกันแค่บรรจุตอน 25 กับตอน 35 บำนาญก็ต่างกันเดือนละเกือบสองหมื่นบาทไปตลอดชีวิต และอายุราชการเริ่มนับวันที่ได้รับการบรรจุเท่านั้น ไม่ใช่วันที่เริ่มอ่านหนังสือ
ด่านแรกของสายพลเรือนเกือบทุกตำแหน่งคือสอบ ก.พ. ภาค ก ให้ผ่านก่อน ซึ่งวัดความสามารถทั่วไป ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และความรู้เรื่องการเป็นข้าราชการที่ดี ยิ่งผ่านเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีสิทธิสอบบรรจุเร็ว และทุกปีที่ได้กลับคืนมาคือบำนาญเพิ่มอีก 2% ของเงินเดือนเฉลี่ย
ที่ snamsob.com มีคลังข้อสอบแนว ก.พ. ภาค ก แยกตามวิชาและหัวข้อย่อยพร้อมเฉลยอธิบาย มี mock จับเวลาให้วัดว่าใกล้เกณฑ์ผ่านแค่ไหน และระบบชี้จุดอ่อนให้กลับไปฝึกซ่อมเฉพาะหัวข้อที่พลาด เริ่มลองทำชุดฟรีได้ทันทีเพื่อดูว่าคุณอยู่ตรงไหน แล้วค่อยวางแผนให้ถึงวันบรรจุเร็วที่สุด
อัปเดต ก.ย. 2569 · อ้างอิง พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (มาตรา 47–48, 52–54, 57, 57/1, 58, 62–66), พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494, กฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ. 2562, พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และคำถามพบบ่อยของ กบข. · ตัวเลขเงินเดือนในทุกเคสเป็นสมมติฐาน (แรกบรรจุ 18,150 บาท โต 3.5%/ปี) เพื่อสาธิตสูตร ไม่ใช่การพยากรณ์ ตัวเลขจริงของคุณให้ตรวจกับเจ้าหน้าที่การเงินต้นสังกัด กรมบัญชีกลาง และ กบข.